พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 223 ปีใหม่ที่ไม่สมบูรณ์
เหลืออีกสามวันก่อนถึงวันปีใหม่ ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าอวี๋ถูกย้อมไป
ด้วยสีแดงสดใส
สองข้างทางแขวนโคมแดงไว้แต่เนิ่น ๆ ผู้คนที่สัญจรไปมาล้วน
สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ เด็ก ๆ วิ่งเล่นหัวเราะร่าอย่างมีความสุข ร่วมฉลอง
ความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรืองประจำปี
คำว่าเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ มีความหมายต่อคนยากจนมากกว่า
คนรวยมาก
ผู้คนที่ประหยัดอดออมมาตลอดทั้งปี ประทังชีวิตด้วยซาลาเปา
ธรรมดาแทนที่จะเป็นซาลาเปาไส้เนื้อพวกเขาต่างเก็บหอมรอมริบ
เพื่อรอคอยช่วงเวลานี้
ในห้วงเวลาที่อดีตและอนาคตสลับสับเปลี่ยน พวกเขาเปลี่ยน
เสื้อผ้าที่เรียบง่าย แล้วสวมชุดที่ดูดีที่สุด กินผลไม้ที่หวานที่สุด และ
กลับมาหาครอบครัวที่รักที่สุด
แต่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขของครอบครัว ยังมีคนโง่
สามคนที่กำลังควบม้าอย่างบ้าคลั่งบนถนนหลวง
“ต้องใช้เวลากี่วันจึงจะถึงเมืองหลวง” เจิ้งหรูเชียนที่หน้าตา
มอมแมมถามอย่างหมดแรงขณะนอนคว ่าอยู่บนรถม้า
เกาเหยียนนั่งตรงข้ามเขา ลูบก้นพลางพูดอะไรไม่ออก
เกาต้าวั่นคำนวณในใจ “คงต้องใช้เวลาอีกสี่ห้าวัน”
อีกสี่ห้าวัน นั่นไม่ใช่ว่าจะได้ฉลองเทศกาลโคมไฟแล้วหรอก
หรือ?
เจิ้งหรูเชียนตกใจจนหน้าซีด ไม่สนใจสิ่งอื่นใด เขารีบคว้าแส้ม้า
มา มุ่งมั่นเร่งม้าให้วิ่งเร็วขึ้น เร็วขึ้นอีก
เขาลองคำนวณดู
เดือนสิบเอ็ด เขาพาพี่น้องตระกูลเกาออกจากเมืองหลวง ตั้งใจ
จะไปเหอหนานเพื่อขนพุทราแดงมา แต่กลับหลงใหลความอุดม
สมบูรณ์ของสินค้าท้องถิ่น เพลิดเพลินกับขนบธรรมเนียมประเพณี
ของผู้คน ไม่รู้ตัวเลยว่าข้ามเหอหนานไปถึงเหอเป่ยแล้ว
เจิ้งหรูเชียนยึดมั่นในความคิดที่ว่า “ไหน ๆ ก็มาถึงขนาดนี้แล้ว”
จึงพาพี่น้องตระกูลเกาไปเสาะหาของดีในเหอเป่ย และแน่นอนว่าพวก
เขาพบของดีมากมาย โดยเฉพาะของอย่างหนึ่งที่เขามั่นใจมากว่าจะ
นำกลับไปขายที่ร้านจิ่วเจินในเมืองหลวง
น่าเสียดายที่ฟ้าดินไม่เป็นใจ ระหว่างทาง ม้าเหนื่อยล้าเกินไปจน
ล้มลงไม่ยอมลุก
หากอยู่ในเมืองก็คงไม่เป็นไร แต่นี่กลับเป็นกลางทาง ไม่มี
หมู่บ้านหรือร้านรวงใกล้ ๆ เลย
เจิ้งหรูเชียนจำต้องเดินเท้าไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุด เช่ารถม้าคน
ใหม่และพาแพทย์รักษาสัตว์มาด้วย ขณะกำลังรักษาม้า ก็ต้อง
จ่ายเงินเพิ่มเพื่อแลกม้าตัวใหม่กับร้านขายรถม้า
เรื่องนี้ทำให้เสียเวลาไปสามวัน
หากไม่เสียเวลาสามวันนี้และเร่งความเร็วขึ้นอีกหน่อย บางทีเขา
อาจจะกลับทนฉลองปีใหม่ร่วมกับพี่ชาย น้องชาย และน้องสาวได้
เจิ้งหรูเชียนกำแส้ม้าแน่น บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ
ปีนี้นับเป็นปีที่พิเศษมากสำหรับพวกเขาพี่น้อง
นี่เป็นเทศกาลปีใหม่ครั้งแรกหลังจากพวกเขามาถึงเมืองหลวง
และเป็นวันรวมญาติครั้งแรกที่ไม่มีเจ้าสามอยู่ด้วย น้องสาวกำชับเขา
นักหนาว่าต้องกลับมา เจิ้งหรูเชียนก็รับปากอย่างมั่นใจ
แต่ตอนนี้ เขาคงจะต้องผิดสัญญาเสียแล้ว
ลมเย็นค่อย ๆ พัดแรงขึ้น ทิ่มแทงใบหน้าของเจิ้งหรูเชียน
ร่างกายที่ไม่ได้พักผ่อนมาสองวันก็ทนไม่ไหว ทว่าภายในรถม้าเต็ม
ไปด้วยสินค้าที่ขนมาจากเหอเป่ย แม้แต่ที่จะนอนก็ยังไม่มี
“คุณชาย พักสักหน่อยเถอะ” เกาต้าวั่นเอ่ยจากด้านหลัง “หรือ
ให้ข้าขับแทนก็ได้ ท่านไม่ได้พักมาสองวันแล้วนะ”
เจิ้งหรูเชียนส่ายหน้า เพียงแต่เสียดายที่รถม้าวิ่งไม่เร็วพอ ไม่อาจ
ไปถึงเมืองหลวงก่อนปีใหม่ได้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ หลังจากผ่านถนนหลวงอันกว้างใหญ่
พวกเขาก็มาถึงเมืองถัดไป รู้สึกได้ถึงบรรยากาศคึกคักของผู้คน
มากมาย แต่มันยิ่งทำให้ข้าร้อนใจราวถูกไฟเผา
ทว่าในเมืองมีคนและรถม้ามากมาย จะเร่งความเร็วก็ทำไม่ได้
เจิ้งหรูเชียนกัดฟันกล่าวว่า “พวกเราไม่ต้องกินข้าวมื้อนี้ก็ได้
ทานอะไรไปพลาง ๆ ก่อน บางทีอาจกลับถึงเมืองหลวงในช่วงฉลองปี
ใหม่ได้”
พูดจบเขาก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมนัก
คนเป็นเหล็ก อาหารเป็นเหล็กกล้า แค่ไม่ได้กินข้าวมื้อเดียวก็หิว
จนทนไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขากินอาหารแห้ง ๆ บนรถติดต่อกัน
มาสี่มื้อแล้ว จำเป็นต้องได้กินอาหารร้อน ๆ เพื่ออบอุ่นร่างกายสัก
หน่อย
ถึงพวกเขาจะไม่กิน แต่ม้าก็ต้องกินและต้องได้พักด้วย
เจิ้งหรูเชียนไม่อยากเสียเวลาอีกสามวัน จึงฝืนใจหยุดหน้า
ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง สั่งน ้าแกงเผ็ดสามชามกับแป้งทอดสองชิ้น
แล้วกินลงไปอย่างรวดเร็ว
แสงอาทิตย์ในฤดูหนาวส่องลงมาจากด้านบน ชาวบ้านในท้องที่
ต่างนั่งอาบแดดพลางถกเถียงกันเรื่องบ้านเมือง บางครั้งก็โต้เถียงกัน
สองสามประโยค จนหน้าแดงหูแดง ท่าทางจริงจัง
เจิ้งหรูเชียนหูไว จึงได้ยินคำว่า “ชายแดนทางเหนือ” อย่าง
คลุมเครือ จึงดื่มน ้าแกงช้าลงและแอบฟังอย่างตั้งใจ
“พวกเราราชวงศ์ต้าอวี๋รบกับชนเผ่าต๋าลู่มาหลายสิบปีแล้ว พวก
เขาสู้พวกเราไม่ได้ แต่พวกเราก็ทำลายพวกเขาไม่ได้ ต่างฝ่ายต่าง
ระวังกันและกันอยู่ตลอดเวลา”
เรื่องนี้เจิ้งหรูเชียนเคยได้ยินฟางเหิงพูดถึง ชนเผ่าต๋าลู่เก่งเรื่อง
การขี่ม้าและยิงธนู ทหารของราชวงศ์ต้าอวี๋สิบคนสู้กับชนเผ่าต๋าลู่สิบ
คน ก็แทบจะเป็นฝ่านที่ต้องตายอย่างแน่นอน ต้องใช้คนสามสิบถึงห้า
สิบคนถึงจะต่อสู้กับพวกเขาได้
แต่ชนเผ่าต๋าลู่นั้นเจ้าเล่ห์มาก ถ้าเจ้ามีคนน้อยก็คิดจะสู้ แต่ถ้ามี
คนมากก็จะหนี ขี่ม้าหายลับไปในพริบตา จนฝ่ายต้าอวี๋ไล่ตามไม่ทัน
แม่ทัพฟางเคยวางกลอุบายให้ชนเผ่าต๋าลู่ในอดีตสังหารผู้คนไป
มากมาย จึงสร้างชื่อเสียงอันเกรียงไกรในดินแดนเหนือ ทำให้
ชาวบ้านตามชายแดนใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่หลายปี
หลังจากเขาจากไป ชนเผ่าต๋าลู่ก็กลับมาบุกรุกคุกคามอีกครั้ง
เหตุการณ์สังหารหมู่ในหมู่บ้านเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นทุกวัน
“ใครจะคิดว่าไม่นานมานี้ จะมีข่าวดีส่งมาจากแดนเหนือ” ผู้
อาวุโสท่านหนึ่งพูดพลางส่ายหน้า “มันไม่ใช่สงครามใหญ่ แต่เป็น
การต่อสู้ระหว่างทหารของพวกเราเพียงไม่กี่สิบคนกับชนเผ่าต๋าลู่
จำนวนเท่ากัน ทั้งที่คิดว่าต้องแพ้แน่ ๆ แต่กลับชนะมาได้อย่างไม่น่า
เชื่อ”
“นี่เป็นเรื่องดีมาก ชนเผ่าต๋าลู่เก่งกาจเรื่องขี่ม้าและยิงธนู การที่
พวกเรามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สามารถต่อกรกับทหารม้าของชนเผ่าต๋า
ลู่ได้ หมายความว่าต่อไปเราจะสามารถกำจัดชนเผ่าต๋าลู่และไม่มี
สงครามอีกต่อไปใช่หรือไม่?”
“อย่าคิดฝันไปเลย นี่เป็นเพียงการรบเล็ก ๆ เท่านั้น ข้าได้ยินมา
ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นอายุเพียงสิบสามสิบสี่ปีเท่านั้น เหมือนว่าจะแซ่…
ฟาง”
แซ่ฟาง
น้องชายที่เขาไม่ได้พบมาหนึ่งปี ที่แท้ก็เพิ่งผ่านการรบมา แม้จะ
ชนะ แต่ก็คงต้องจ่ายราคาไม่น้อย
ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาบาดเจ็บหรือไม่ เศร้าใจ หรือ… คิดถึงพวกเขา
หรือเปล่า
เจิ้งหรูเชียนกอดถ้วยน ้าแกงรสเผ็ด มองไปทางทิศเหนือด้วย
ดวงตาแดงก ่า
บางสิ่งลอยออกมาจากร่างของเขา พุ่งไปยังทางเหนืออย่าง
รวดเร็ว ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ข้างหูของเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญ
“เจ้าสาม…”
ใครกำลังเรียกเขา?
ฟางเหิงหันขวับไปมอง แต่กลับเห็นเพียงความว่างเปล่า
“หัวหน้า เกิดอะไรขึ้น?” เจียงอีเดินกะเผลกเข้ามา
ฟางเหิงส่ายหัว มองขาของเขา แขนของเจียงเอ้อร์ ท้องของเจียง
อู๋ หน้าอกของเจียงลิ่ว หนังศีรษะของเจียงชี และนิ้วมือของเจียงปา
สงครามคือการปะทะ คือการเอาชีวิตเข้าแลก
แม้ว่าพวกเขาจะชนะในการปะทะกันครั้งนั้น และฟางเหิงได้เลื่อน
ตำแหน่งจากหัวหน้าหน่วยที่สิบขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยที่ห้า มีคนใต้
บังคับบัญชาเพิ่มจากเก้าคนเป็นร้อยกว่าคน แต่ราคาที่พวกเขาต้อง
จ่ายก็สูงยิ่งกว่า
จากเก้าคนในหน่วยที่สิบ หนึ่งคนเสียชีวิต แปดคนบาดเจ็บ แผล
ที่ท้องของเจียงอู๋ยังคงมีเลือดซึมจนถึงตอนนี้ ส่วนเจียงปาสูญเสียนิ้ว
มือไปหนึ่งนิ้ว
แม้แต่ตัวฟางเหิงเองก็ถูกม้าเตะจนถึงตอนนี้ยังเคลื่อนไหวลำบาก
สงครามนั้นโหดร้ายเสมอ เต็มไปด้วยเลือดและกระดูก
วันนี้อาจจะตายไปหนึ่งคน แต่ในอนาคตอาจมีสิบคน ร้อยคน
พันคน หรือแม้แต่เป็นหมื่นคน
หากเป็นฟางเหิงคนเก่า เขาคงจะอ่อนไหว หวาดกลัว และขลาด
เขลา แต่ตอนนี้เขาไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เพราะเขาเข้าใจว่าสงคราม
ต้องมีผู้เสียสละเลือดเนื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียของผู้บริสุทธิ์อีก
มากมาย
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างเด็กหญิงผมเปียอีก!
น่าเสียดายที่เขาไม่อาจไปอยู่เคียงข้างครอบครัวได้ เด็กหนุ่มผู้
เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญใช้แรงทั้งหมดที่มี โบกมือไปทางตะวันตก
เฉียงใต้พร้อมรอยยิ้มบางเบา