พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 229 พี่รองกลับมาแล้ว
ตระกูลฉีแห่งเมืองหลวงไม่นับว่าเป็นตระกูลขุนนางขั้นหนึ่ง แต่
อย่างน้อยก็มีขุนนางขั้นสองอยู่ ระดับของรถม้าจึงน่าประทับใจทีเดียว
เจียงเซิงนั่งบนเบาะผ้าไหมนุ่ม ๆ แขนวางบนโต๊ะเล็กสี่เหลี่ยม ไม่
กล้าแตะต้องสิ่งของบนโต๊ะตามมารยาท แต่คิดว่าคงมีขนมและน ้าชา
อยู่มากพอสมควร
“รถม้าคันนี้สะดวกสบายจริง ๆ” นางกล่าว “สะดวกสบายกว่ารถ
ม้าของพี่ชายฝูเฟิงเสียอีก”
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ
นี่เป็นเรื่องธรรมดา ตระกูลหวังที่ยิ่งใหญ่อันดับต้น ๆ ของเขต
อันสุ่ย เมื่ออยู่ในเมืองหลวงก็กลายเป็นเพียงตระกูลธรรมดาที่พบเห็น
ได้ทั่วไป
หากหวังฝูเฟิงมีร่างกายแข็งแรง สอบผ่านจากถงเซิงไปถึงจิ้นซื่อ
ก็อาจมีโอกาสฟื้นฟูตระกูลได้
แต่สวรรค์คงไม่ยอมรับการมีอยู่ของคนที่สมบูรณ์แบบเกินไป
เพียงนึกถึงคุณชายที่ร่างกายบอบบางและอ่อนแอผู้นั้น สวี่โม่ก็
ทอดถอนใจ และตัดสินใจเขียนจดหมายฉบับที่สามนับตั้งแต่เขา
มาถึงเมืองหลวง
ในจดหมายกล่าวถึงการทุจริตการสอบขุนนางเมื่อเร็ว ๆ นี้ การ
เปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเขาเอง รวมถึงการเติบโตที่แตกต่างกัน
ของเหล่าพี่น้อง
เมื่อปิดผนึกจดหมายเสร็จแล้ว เขาจะมอบให้กับพ่อค้าที่คุ้นเคย
เพื่อนำกลับไปยังเขตอันสุ่ยพร้อมกับค่าตอบแทนบางส่วน
ผ่านไปกว่าครึ่งเดือน เด็กหนุ่มจากเรือนตระกูลหวังแห่งเขต
อันสุ่ยที่จัดการธุระเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะได้เห็นความเป็นไปของผู้คนใน
เมืองหลวงผ่านสายตาของเขา รวมถึงได้เห็นความผันผวนในแวดวง
ข้าราชการทั้งหมด
สุดท้าย เขาก็กอดจดหมายไว้แนบอก เผยยิ้มที่ทั้งอิจฉากับความ
ปรารถนาไม่อาจสมหวัง และความคิดถึงที่ได้รับการตอบรับในที่สุด
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงเรือนเล็ก
แม้รถม้าของผู้อื่นจะนั่งสบายแต่มันก็ไม่ใช่ของตัวเอง เจียงเซิงได้
แต่ลูบคลำอย่างเบามือสองสามที ก่อนจะเดินตามสวี่โม่ลงจากรถม้า
เวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ยนก็ทยอยกระโดดลงมา โดยมีเจียงซื่อนำ
รถม้ากลับไปคืนตระกูลฉี
“เจียงซานเล่า? เขาไม่ได้กลับมาก่อนแล้วหรือ?” เจียงเซิงชะโงก
หน้ามองอย่างสงสัย
สวี่โม่รู้สึกสงสัยเช่นกัน
จ่างเยี่ยนเม้มปากพูดเสียงเรียบว่า “ข้าให้เขาไปทำธุระนิดหน่อย”
ขอเพียงอีกฝ่ายไม่หลงทางก็พอ
เจียงเซิงรู้ว่าพี่ห้ามีลับลมคมในและมีความคิดมากมาย บางเรื่อง
ที่พี่ห้าเต็มใจจะพูดเขาก็พูด หากไม่เต็มใจเขาก็ไม่พูด
อย่างไรก็ตาม ทุกคนรู้ว่าพี่ห้าจะไม่ทำร้ายพวกเขา
เด็กหญิงผู้อ้วนท้วนยกชายกระโปรงขึ้น วิ่งเข้าไปในเรือนเล็ก
อย่างรวดเร็ว ตะโกนขอเกี๊ยวกับป้าจางอีกชาม
สวี่โม่ก้าวเดินให้ช้าลง มองน้องชายอย่างมีความหมาย “เจ้าห้า
โตแล้ว คงเริ่มมีความลับกับพวกเราพี่น้องแล้วสินะ”
คราวก่อน จ่างเยี่ยนยังเตือนสวี่โม่ว่าอย่าอดกลั้น อย่าหลอกลวง
ผู้อื่นโดยอ้างว่าเป็นการปกป้อง
แต่ตอนนี้กลับเขาเองที่ทำ
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของพี่ใหญ่ แม้จ่างเยี่ยนจะมีความคิด
นับร้อยนับพัน ก็ยังรู้สึกละอายใจ
แต่เรื่องนี้เขาไม่สามารถบอกได้จริง ๆ จึงได้แต่ชำเลืองมองกล่อง
ยาที่อยู่ใกล้ประตู แล้วยิ้มอย่างเขินอาย “พี่ใหญ่ ขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว
จะไม่มีครั้งหน้าอีก”
สวี่โม่แค่นเสียงในลำคอ ไม่พูดอะไรต่อ สะบัดแขนเสื้อเดินเข้าไป
ในลานบ้าน
นี่คือการยอมรับแล้ว
จ่างเยี่ยนยืนอยู่ที่ประตู ยิ้มน้อย ๆ อย่างจนใจพลางส่ายหน้า
กำลังจะลงมือปิดกลอน
ทันใดนั้น ก็มีเสียงรถม้าดังมาจากด้านนอก
วันนี้เป็นวันปีใหม่ หากไม่มีเหตุการณ์ฆ่าแกงเกิดขึ้น ชาวเมือง
หลวงทั้งหมดก็ควรจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้านเพื่อฉลองปี
ใหม่
กระทั่งขุนนางผู้ใหญ่ที่เข้าเฝ้าในวังหลวง ตอนนี้ก็ควรจะกลับถึง
บ้านไปแล้ว
ใครกันจะขับรถม้าผ่านเรือนเล็กในวันปีใหม่เช่นนี้ หรือว่าจะเป็น
พี่รองที่กลับมาแล้ว
คาดเดาไปก็เท่านั้น ต้องเห็นกับตาจึงจะรู้แน่ชัด
จ่างเยี่ยนหันหน้าไปมอง เห็นรถม้าคันเก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่นและ
ใกล้จะพัง ม้าผอมโซจนเดินโซเซ และคนอีกสามคนนั่งซ้อนทับกัน
และไม่ได้ลืมตา
สองคนทางซ้ายขวาคือพี่น้องตระกูลเกา ส่วนคนตรงกลาง หาก
ไม่ใช่พี่รองที่พวกเขากำลังคิดถึงแล้วยังจะเป็นใครได้อีก
กลอนประตูที่เขาถืออยู่ตกลงมาใส่เท้าของเขา แต่จ่างเยี่ยนกลับ
ไม่รู้สึกอะไรเลย
หลังเกาต้าวั่นหยุดรถม้า จ่างเยี่ยนก็หันหน้าเข้าบ้านแล้วเปล่ง
เสียงดังสุดชีวิต “พี่รองกลับมาแล้ว!”
“ตุบ!”
“เพล้ง!”
“โครม!”
จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังโครมคราม
เจียงเซิงวิ่งนำหน้ามา ชายกระโปรงชุดใหม่ของนางเปียกชุ่ม ดู
ท่าคงจะทำชามเกี๊ยวหกเสียแล้ว
เวินจืออวิ่นตามมาติด ๆ บนหน้าอกมีผงสีเหลืองอ่อน คงจะทำ
กล่องยาหกใส่
สวี่โม่ท่าทีสงบนิ่งที่สุด แต่ก้าวเท้ามาอย่างเร่งรีบ บนแขนเสื้อยัง
เห็นรอยหมึกสีเข้มเป็นวงใหญ่
ลองนับดูแล้ว เจิ้งหรูเชียนออกเดินทางไปเกือบสองเดือนโดยไม่
มีข่าวคราวอะไรส่งกลับมาเลย
แม้ว่าเขาจะเดินทางบ่อย ๆ แม้ว่าเขาจะโอ้อวดว่าตนมี
ประสบการณ์มากมาย แม้ว่าเขาจะมีพี่น้องตระกูลเกาติดตามไปด้วย
แต่ในใจของทุกคนในบ้าน เขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปีเท่านั้น
เมื่อหลายปีก่อน เมื่อได้ยินเสียงรถม้าดังมาครั้งแล้วครั้งเล่า เจียง
เซิงมักจะชะเง้อคอยืนคอยด้วยความหวัง แต่ก็ต้องผิดหวังทุกครา
ในคืนส่งท้ายปีเก่า สวี่โม่ยังคิดอยู่ว่าควรจะไปตามหาคนที่เหอห
นานด้วยตัวเองหรือไม่
แม้แต่เวินจืออวิ่นก็ยังถามอย่างกลัว ๆ หลายครั้งว่า “พี่รองจะไม่
เป็นอะไรใช่หรือไม่”
บัดนี้พอได้ยินเสียงของจ่างเยี่ยน ทุกคนก็โล่งใจกันถ้วนหน้า
เจียงเซิงดูจะร่าเริงที่สุด นางยกชายกระโปรงพลางร้องตะโกนว่า
“พี่รองคนไม่ดี บอกให้เขากลับมาฉลองปีใหม่เร็ว ๆ แต่เขากลับมาใน
วันขึ้นปีใหม่ ไม่ได้กินเกี๊ยวคืนส่งท้ายปีเก่าเสียด้วย…”
คำพูดที่เหลือนางไม่ได้เอ่ยออกมา
เมื่อเด็กหญิงเห็นร่างสามร่างที่เต็มไปด้วยฝุ่นดินบนรถม้าที่ดู
ยับเยิน นางก็ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
ไม่ใช่ว่าเจิ้งหรูเชียนไม่เคยเดินทางไกล ทุกคนเตรียมใจไว้แล้วว่า
เมื่อเขากลับมา อีกฝ่ายอาจจะผอมลงบ้าง อาจจะลำบากลำบนบ้าง
แต่ใครจะคิดว่า เด็กหนุ่มที่เคยอ้วนท้วนสมบูรณ์คนนั้น จะผอม
จนเหลือแต่กระดูก
แก้มของเขาตอบลึก คางที่เคยกว้างกลับแหลมขึ้น เบ้าตาลึก
โหล ริมฝีปากซีดเซียวและมีขุยแห้งเป็นชั้น ๆ ดูไม่ต่างจากหวังฝูเฟิง
ตอนที่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาเท่าใดนัก
หวังฝูเฟิงร่างกายอ่อนแอมาตลอด แต่เจิ้งหรูเชียนกลับแข็งแรง
และมีผิวพรรณที่ดี
พี่รองของนางต้องเผชิญกับอะไรบ้างในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้
ดวงตาของเจียงเซิงแดงก ่า จมูกรู้สึกแสบร้อน ความรู้สึกชาและ
เจ็บแปลบแล่นจากลำคอไปทั่วร่าง พาให้นางพูดอะไรไม่ออก
ทว่าเพียงเจิ้งหรูเชียนลืมตาขึ้น เห็นน้องสาวที่เขาคิดถึงมาก
รอยยิ้มก็แย้มกว้างพลางกล่าวว่า “เจียงเซิงน้อย วันที่สามสิบก็เป็นปี
ใหม่ วันที่หนึ่งก็เป็นปีใหม่ พี่รองไม่ได้ผิดคำพูด พี่รองกลับมาฉลองปี
ใหม่กับเจ้าแล้ว”
แม้ว่าจะต้องแลกด้วยการกินเสบียงแห้งติดต่อกันสามวัน แม้ว่า
จะต้องไม่หลับไม่นอน แม้ว่าจะเหนื่อยล้าจนหมดแรง แม้ว่าจะผอมจน
เหลือแต่กระดูก
แต่เขาก็กลับมาแล้ว
ใบหน้าผอมแห้งของเจิ้งหรูเชียนเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เขา
ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน พยายามจะกระโดดลงจากรถม้าเพื่อกอดพี่ชายและ
น้องชาย แต่ขณะที่เท้าสัมผัสพื้น เขาก็หน้ามืดและล้มลงไป
“พี่ชาย!”
น ้าตาที่เจียงเซิงกลั้นไว้ไหลออกมาในที่สุด นางร้องเรียกเสียงดัง
ก้องฟ้า พร้อมทั้งพุ่งตัวไปข้างหน้าสุดแรง
จังหวะเดียวกันนั้น
ในงานเลี้ยงตระกูลเจียงที่อบอุ่นและสนุกสนาน เจียงเฉิงเยวี่ยน
ลุกพรวดขึ้นมากะทันหัน เสียงกรีดร้องเรียก “พี่ชาย” ยังดังก้องอยู่ใน
โสตประสาท
“พี่ชาย เป็นอะไรหรือ?” เจียงเฉิงฮวนสังเกตเห็นการเคลื่อนไหว
ผิดปกติของเขา จึงมองมาด้วยความสงสัย
เจียงเฉิงเยวี่ยนแคะหูของตนเอง
แปลกจริง เสียงของน้องสาวมักอ่อนหวานและนุ่มนวลเสมอ แต่
เสียงเรียก “พี่ชาย” เมื่อครู่นี้กลับร ่าไห้จนวิญญาณของข้าสั่นสะท้าน
ราวกับอยากจะควักหัวใจออกไปให้นาง
แต่เมื่อตั้งใจฟังอีกครั้ง มันกลับไม่มีอะไรเลย
“ไม่มีอะไร บางทีข้าอาจจะหูแว่ว” เจียงเฉิงเยวี่ยนอธิบาย สายตา
ตกลงบนเครื่องประดับศีรษะชิ้นใหม่ของเจียงเฉิงฮวน แล้วยิ้มอย่าง
ภูมิใจ “เครื่องประดับชิ้นใหม่ที่พี่ชายให้เจ้า สวยหรือไม่”
“สวยเจ้าค่ะ สวยมากเลย” เจียงเฉิงฮวนยิ้มน่ารัก “ของที่พี่ชาย
ให้สวยที่สุด”
เจียงเฉิงเยวี่ยนยิ้มพอใจ แล้วหยิบเงินทองคำออกมาจากอกเสื้อ
อีกอัน “นี่คือเงินปีของเจ้า หวังว่าเฉิงฮวนของพวกเราจะมีความสุข
และปลอดภัยทุกปี”