พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 232 ดอกไม้ไฟที่เจียงเซิงโหยหา
เกาลัดของเหอหนานนั้นใหญ่และเต็มเม็ด แต่ก็เพราะมีขนาด
ใหญ่เกินไปจึงสุกได้ยาก ไม่เหมือนเกาลัดผลเล็กของเหอเป่ยที่แกะ
ง่ายกว่า ทั้งยังหอมหวานและนุ่มกว่า
โดยเฉพาะคุณภาพของเกาลัดจากอำเภอเฉียนซีนั้นเยี่ยมที่สุด
“พวกเจ้าไม่รู้หรอกว่ารสชาติมันเป็นอย่างไร เกาลัดที่เพิ่งตัก
ขึ้นมาร้อน ๆ มีรอยแตกเล็ก ๆ ด้านบน ใช้มือกดเบา ๆ ก็แกะออกได้
เนื้อเกาลัดข้างในขาวเนียน พอใส่เข้าปากก็มีกลิ่นหอมหวาน พอลอง
ชิมอีกสองคำ ความนุ่มนวลละมุนก็แผ่ซ่านบนปลายลิ้น ทำเอาข้า
อยากกินไม่หยุดเลย” เจิ้งหรูเชียนบรรยายราวกับรับรู้กลิ่นนั้นได้จริง
ๆ ถึงกับกลืนน ้าลายลงหลายครั้ง
ป้าจางเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
แม้แต่สวี่โม่ก็ยังอยากรู้อยากเห็นจนต้องพลิกหนังสือ ราวกับจะ
ค้นหารสชาติอันวิเศษนั้นจากคำบรรยายของบรรพบุรุษ
ส่วนเวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ยนไม่ต้องพูดถึง
มีเพียงเจียงเซิงที่กลืนน ้าลายดังเอือกแล้วกลอกดวงตากลมโตไป
มา ก่อนจะเท้าเอวพูดว่า “ข้าไม่เชื่อ…เว้นแต่ท่านจะให้ข้าลองชิม”
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะแล้วเดินไปบีบแก้มเล็กของนาง “ลองชิมก็ลอง
ชิม คราวนี้ข้าไม่ได้ซื้อแค่เกาลัดมา แต่ยังนำทรายสำหรับคั่วเกาลัด
มาด้วย”
เขาส่งสายตาให้วังเสี่ยวซง อีกฝ่ายรีบวิ่งออกไปทันที ไม่นานก็
แบกถุงทรายกลับมา
ป้าจางเข้าไปช่วยล้างดินออก แล้วเช็ดให้แห้งสนิท แล้วนำไปใส่
กระทะเหล็กคั่วจนไม่มีน ้าเหลืออยู่
นางใส่น ้าตาลสองช้อนคั่วให้เข้ากัน แล้วราดน ้ามันสองช้อน
สุดท้ายก็ใส่เกาลัดหนึ่งชั่งลงไป คั่วจนสุกทั่วกัน
“ทำไมต้องใส่ทั้งน ้าตาลและน ้ามันด้วยเล่าเจ้าคะ” เจียงเซิงพึมพำ
เจิ้งหรูเชียนลูบจุกผมกลม ๆ ของนาง “เกาลัดเคลือบน ้าตาล
แน่นอนว่าต้องมีน ้าตาล ส่วนน ้ามันใช้ละลายน ้าตาล”
เจียงเซิงกลัวเขา รีบปิดผมจุกสองข้างของตัวเอง แล้ววิ่งไปหลบ
หลังสวี่โม่ “แต่น ้าตาลติดอยู่บนเปลือก เปลือกกินไม่ได้ ใส่น ้าตาลไป
ก็เสียเปล่าสิเจ้าคะ”
คำถามนี้เจิ้งหรูเชียนก็เคยสงสัยมาก่อน
ตอนนั้นเจ้าของร้านที่อำเภอเฉียนซีตอบว่า “เพราะน ้าตาลจะ
ค่อย ๆ ถูกเคี่ยวในระหว่างคั่ว กลิ่นหอมหวานลอยไปไกลสิบลี้ ช่วย
ดึงดูดลูกค้าได้มาก และทำให้เกาลัดดูน่ากินมากขึ้นด้วย”
คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผลมาก
ขณะที่ป้าจางคั่วอยู่นั้น กลิ่นหอมหวานก็ค่อย ๆ ลอยออกมา ติด
อยู่ในจมูกของทุกคน ทำให้พวกเขายิ่งอยากลิ้มลอง
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา ป้าจางที่เหงื่อโทรมกายตักเกาลัด
ออกมาหนึ่งเม็ด แกะเปลือกต่อหน้าทุกคน แล้วป้อนเข้าปากเจียงเซิง
น้อย ให้นางลองชิมว่าสุกหรือไม่
เมื่อเห็นเกาลัดที่คั่วจนหอมฟุ้ง แม้จะไม่ได้ชุบน ้าตาลแต่อย่างใด
แต่ความหวานและนุ่มละมุนตามธรรมชาติของมันก็อบอวลเต็มปาก
รสสัมผัสที่ทั้งกรอบและนุ่มชวนให้หลงใหล พาให้ผู้คนไม่อาจหยุดกิน
ได้จริง ๆ
เจียงเซิงเคี้ยวเพียงสองสามครั้งก่อนจะกลืนลงไป
“เป็นอย่างไรบ้าง” พวกพี่ชายถามพร้อมกัน
จางเซียงเหลียนมองมาด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข “สุกแล้วหรือ?”
เจียงเซิงม้วนนิ้วด้วยความเขินอาย พูดตามตรงว่า “ข้ายังไม่ได้
ลองชิมว่าดิบหรือสุกเลย…”
เกาลัดนี้อร่อยเกินไปจนนางลืมดูว่าสุกหรือดิบ
พวกพี่ชายทั้งหมดยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
มีเพียงป้าจางที่พยักหน้า แล้วตักเกาลัดออกมาทั้งหมด “คงจะ
สุกได้ที่แล้ว ถ้าไม่สุกเจียงเซิงคงไม่กลืนลงไปหรอก”
เกาลัดขนาดเท่ากัน มันวาวด้วยน ้ามันและกลิ่นหอมของน ้าตาล
ถูกนำมาวางบนโต๊ะทั้งหมด ทุกคนรุมล้อมเข้าไป ไม่สนใจว่าใครเป็น
นายหรือบ่าว เป็นเจ้าบ้านหรือคนงาน พวกเขาต่างคว้าไปคนละสอง
สามลูก แล้วแกะเปลือกชิม
หากก่อนหน้านี้พวกเขากำลังน ้าลายสอเพราะคำบรรยาย พอได้
ลิ้มรสจริง ๆ พวกเขาก็เข้าใจว่าทำไมเจิ้งหรูเชียนถึงต้องขนเกาลัด
จากอำเภอเฉียนซีที่เหอเป่ยกลับมา
“สิ่งนี้ต้องได้รับความนิยมจากคนเมืองหลวงแน่นอน”
“คงขายดีกว่าขนมพุทราเสียอีก”
“คนเมืองหลวงโชคดีแล้วที่ได้สัมผัสรสชาตนี้”
ผู้คนต่างพยักหน้าพลางกิน หรือไม่ก็วิพากษ์วิจารณ์แนะนำกัน
ออกมา
เจียงเซิงไม่พูดอะไร เอาแต่ก้มหน้าแกะเปลือก
เกาลัดเคี่ยวน ้าตาลนั้นถือว่าแกะง่าย แต่ก็ยังต้องลงมือทำเอง
ช่วงแรกยังดีอยู่ แต่พอแกะไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มหมดความอดทน
ขณะที่เจียงเซิงแกะเปลือกจนล้า และกำลังจะสะบัดมือแล้วแกะต่อ
ฝ่ามือขาวผ่องข้างหนึ่งก็ยื่นเข้ามา บนนั้นมีเกาลัดที่แกะเปลือกแล้วสี่
ห้าเม็ด
นางเพิ่งจะรับมา ยังไม่ทันได้เงยหน้า อีกมือหนึ่งก็ส่งเกาลัดห้าหก
เม็ดมาให้อีก
ทันใดนั้น ทั้งมือเรียวเล็กบอบบางคู่หนึ่ง มือที่สะอาดไม่มีรอย
หยาบกร้าน ทั้งหมดส่งเกาลัดที่แกะเปลือกเรียบร้อยแล้วมาห้าหกเม็ด
เพียงชั่วพริบตา เจียงเซิงที่ยังคงต่อสู้กับเปลือกอยู่ก็ได้รับเนื้อ
เกาลัดมาจนเต็มอุ้งมือ
นางหยิบเม็ดหนึ่งใส่ปาก แล้วปิดมือบังเกาลัดที่เหลือไว้ พลาง
หัวเราะคิกคัก
ส่วนวังเสี่ยวซงที่อยู่ข้าง ๆ หลังจากแกะเกาลัดไปสิบกว่าเม็ด ก็
เอาใส่อกเสื้อแล้ววิ่งไปด้านหลังเรือน
น้องสาวของเขาอยู่ที่นั่น วังเสี่ยวจูกำลังคัดเลือกสมุนไพรอยู่
ทุกคนต่างมีความสุข
มีเพียงจางเซียงเหลียนที่อยากพูดแต่ก็ยั้งปากไว้ นางนึกขึ้นได้ว่า
วันนี้เป็นวันปีใหม่ จึงกลืนคำพูดลงไป
บางคำพูดไม่เหมาะจะกล่าวในวันที่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าเช่นนี้
เมื่อเกาลัดถูกแบ่งกันกินจนหมด ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ทุกคนเริ่มเตรียมอาหารเย็นกันอย่างครึกครื้น
เกี๊ยวถูกห่อไว้แต่เนิ่น ๆ แล้ว ขาหมูและเนื้อแกะก็ถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ
ไว้แล้วเช่นกัน เพียงนำใส่หม้อต้มให้เปื่อยก็เรียบร้อย ส่วนไก่ย่างและ
ผักต่าง ๆ ก็ถูกหั่นฝอยและจัดวางบนจาน
มีคนมากมาย งานจึงทำได้อย่างรวดเร็ว
ปกติแล้วป้าจางทำอาหารเพียงคนเดียว แม้จะมีเสี่ยวจูมาช่วย ก็
ต้องใช้เวลาครึ่งชั่วยามกว่าจะทำอาหารง่าย ๆ ห้าถึงหกอย่างเสร็จ
แต่วันนี้ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ช่วยกันทำ ไฟในเตาไม่เคยดับ เปลวไฟ
ลุกโชนใต้ก้นหม้อ ส่งผ่านความร้อน จนน ้าในหม้อเดือดพล่าน ต้ม
เนื้อจนมันเปื่อยนุ่ม
เมื่อฟ้ามืดสนิท อาหารทุกอย่างก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะกลมใหญ่
ในห้องโถง
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคนงานและผู้ติดตาม ทั้งหมดต่างนั่งล้อม
วงรอบโต๊ะเดียวกัน ไม่แบ่งชนชั้น ไม่มีความแตกต่าง
พวกเขาไม่มีบ้าน ไม่มีบิดามารดา ไม่มีสถานที่ให้กลับ
ตอนนั้นดอกไม้ไฟพลันพุ่งทะยานเบ่งบานเหนือเมืองหลวง พวก
เขาก็ยกแก้วขึ้นดื่มอย่างสนุกสนาน ยกตะเกียบกินอาหารพร้อมกัน
เจียงเซิงอายุน้อยที่สุด ดื่มชาจากถ้วยเล็ก ๆ เหลือบมองสีสันบน
ท้องฟ้า ยามนั้นนางวางชามกับตะเกียบลง แล้ววิ่งออกไปที่ลานบ้าน
อย่างดีใจ
ในหมู่บ้านสิบลี้ พวกเขาเคยเห็นเศรษฐีหนิวกับเศรษฐีหม่าจุด
ดอกไม้ไฟกัน
ที่อำเภอเซี่ยหยาง พวกเขาเห็นพ่อค้าที่ร ่ารวยจุดดอกไม้ไฟ
ที่เขตอันสุ่ย พวกเขาได้เห็นดอกไม้ไฟจากทางตระกูลหวังและ
ตระกูลใหญ่ตระกูลอื่น ๆ
จากดอกไม้ไฟที่เบ่งบานเพียงไม่กี่อึดใจ ไปจนถึงครึ่งถ้วยชา
และยาวนานถึงหนึ่งก้านธูป ความหรูหราและระยะเวลาก็เพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ
บัดนี้พวกเขามาถึงเมืองหลวงแล้ว ในเมืองที่ร ่ารวยและ
เจริญรุ่งเรืองแห่งนี้ นางได้เห็นดอกไม้ไฟที่งดงามที่สุดในราชวงศ์
ต้าอวี๋ ได้สัมผัสกับการแสดงดอกไม้ไฟที่ยาวนานที่สุดในชีวิต
แสงสีอันงดงามบานสะพรั่งท่ามกลางรัตติกาล ทำให้ทุกคนต่าง
จ้องมองไม่กะพริบตาและกล่าวชื่นชม
เจียงเซิงอดพึมพำไม่ได้ว่า “เมื่อไหร่พวกเราจะได้จุดดอกไม้ไฟ
บ้าง”
แน่นอนว่ามันเป็นเพียงคำพูดลอย ๆ เท่านั้น
ครั้งหนึ่ง สองพี่น้องเคยคุยกันว่าเมื่อหาเงินได้แล้วจะฉลองปีใหม่
ด้วยการจุดดอกไม้ไฟ แต่เมื่อพวกเขามีเงินจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าราคาของ
ดอกไม้ไฟนั้นแพงอย่างไม่น่าเชื่อ
แม้แต่ดอกไม้ไฟเล็ก ๆ ที่จุดได้เพียงชั่วครู่ของบ้านเศรษฐีหนิว
และเศรษฐีหนิว ก็ยังต้องใช้เงินหลายสิบตำลึง
หวังฝูเฟิงเองก็เคยกล่าวว่า ดอกไม้ไฟของตระกูลหวังในแต่ละปี
นั้นต้องใช้เงินอย่างน้อยพันตำลึง
ณ เมืองหลวงในเวลานี้ ทัศนียภาพอันงดงามตระการตาเช่นนี้
คงต้องใช้เงินถึงหมื่นตำลึงเป็นแน่
ยิ่งรู้มากเท่าไรก็ยิ่งตระหนักถึงความล ้าค่าของดอกไม้ไฟ และยิ่ง
เข้าใจว่าดอกไม้ไฟไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะสามารถครอบครองได้
ในตอนนี้
ดังนั้น เจียงเซิงจึงได้แต่พึมพำท่ามกลางเสียงประทัดและดอกไม้
แล้วเอามือสองเท้าคาง มองท้องฟ้าวาววับด้วยความชื่นชมและอิจฉา
“ดูสิ ทางโน้นเหมือนจะเป็นดอกไม้ไฟของตระกูลเจียง…” เจียง
ซานชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้พลางร้องบอก
ที่นั่น มีดอกไม้ไฟขนาดใหญ่และสวยงามมากมายค่อย ๆ เบ่ง
บาน
อีกทั้งยังมีเด็กหนุ่มร่างสง่าผู้หนึ่ง ส่งยิ้มน้อย ๆ ให้กับน้องสาวที่
อยู่ข้างกาย “เฉิงฮวน เจ้าชอบหรือไม่? นี่คือดอกไม้ไฟที่พี่ชายมอบ
ให้เจ้า”