พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 233 หญิงสาวผู้ทำตัวน่าสงสัย
แม้ดอกไม้ไฟจะงดงาม แต่ก็เป็นเพียงความสวยงามชั่วครู่
เมื่อแสงสว่างบนท้องฟ้าค่อย ๆ จางหายไป สุดท้ายก็ต้องกลับคืน
สู่ความมืดมิด
โชคดีที่ชาวเมืองหลวงยังคงจุดประทัด ผสานกับเสียงหัวเราะและ
สนุกสนานของพวกเด็ก ๆ จึงช่วยขจัดความเงียบเหงาหลังจากความ
ตระการตาได้
“ผู้คนคือรากฐานของบ้านเมือง” สวี่โม่ยืนอยู่ในลานบ้าน เงย
หน้าพลางถอนหายใจ
ดวงตาของจ่างเยี่ยนสั่นสะท้านเล็กน้อย ไม่นานก็หลุบสายตาลง
แล้วหมุนตัวกลับไปที่โต๊ะอาหารในห้องโถง
เจียงซานกับเจียงซื่อกำลังเล่นเกมทายนิ้วมือ ผู้แพ้ดื่มไปแล้วสิบ
กว่าจอก เมามายจนไม่ได้สติ
แม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่ลืมจะกอดพี่น้องที่อยู่ตรงหน้า ร้องไห้
คร ่าครวญว่า “ข้าคิดถึงพวกเขา ข้าคิดถึงพวกเขาเหลือเกิน”
คนที่ถูกกอดตาแดงก ่า พยายามกลั้นเสียงสะอื้น
ใครบ้างจะไม่คิดถึง ไม่คิดถึงพี่น้องที่อยู่ร่วมกันทั้งวันทั้งคืน ไม่
คิดถึงครอบครัวที่เติบโตมาด้วยกัน ไม่คิดถึงพวกเขาที่อยู่ไกลถึง
ชายแดนทางเหนือ
เจียงซานกับเจียงซื่อกอดคอกันร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร
เวินจืออวิ่นกลั้นความรู้สึกอยู่ข้าง ๆ ในดวงตายังเอ่อล้นไปด้วย
น ้าตา
เจิ้งหรูเชียนกำมือแน่น ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
จ่างเยี่ยนชะงักฝีเท้า แววตาสั่นไหวอีกครั้ง เขานึกถึงพี่สามที่อยู่
ชายแดนทางเหนือ และนึกถึงพี่ใหญ่ที่วิ่งวุ่นไปทั่วเพราะคดีการทุจริต
การสอบขุนนาง
ความคิดอันซับซ้อนวนเวียนอยู่ในอก พาให้เขารู้สึกอึดอัด พูด
ไม่ออกกลืนไม่ลง
เขาควรจะทำอะไรสักอย่าง
…ใช่หรือไม่?
จู่ ๆ ก็มีเสียงหัวเราะหวานใสดังมาจากด้านหลัง เป็นน้องสาวที่
เข้ามา นางคิดถึงพี่สามอยู่ตลอด ถ้าให้นางเห็นภาพร้องไห้คร ่า
ครวญเช่นนี้คงไม่ดีแน่
จ่างเยี่ยนไม่คิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป หันกลับไปคว้าเด็กหญิงตัวอ้วน
วิ่งหนีไปทางประตูลานบ้านทันทีที่นางเข้ามาในห้อง
เจียงเซิงยืนงุนงงอยู่ใต้แสงเทียน ใบหน้าเล็กเนียนนุ่มเงยขึ้น
กระซิบถามเบา ๆ ว่า “พี่ห้ามีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
ไม่มีอะไร
เขาเพียงกลัวว่านางจะร้องไห้ไม่หยุด จึงพาออกมาหลบสักหน่อย
จ่างเยี่ยนยังไม่ทันได้อธิบาย มีเสียงเดินเบา ๆ ดังมาจากด้านหลัง
เขารีบดึงเจียงเซิงไปซ่อนหลังโอ่งน ้า อาศัยแสงเทียนริบหรี่
มองเห็นร่างบางอรชรสะพายตะกร้าไม้ไผ่เดินออกมา ดึงสลักกลอน
ประตู แล้วบรรจงปิดประตูก่อนจากไป
เป็นนางหรือ?
สองพี่น้องยืนสับสนอยู่หน้าประตูเรือน ไม่เข้าใจการกระทำของ
นาง
เจิ้งหรูเชียนแอบออกมาจากห้องโถงพอดี จึงเห็นเด็กสองคนยืน
เหม่ออยู่ เขาถามอย่างแปลกใจว่า “ไม่กินข้าว ไม่ดูดอกไม้ไฟ แล้ว
พวกเจ้าสองคนมาทำอะไรที่นี่?”
เจียงเซิงชี้นิ้วไปมา พูดจาไม่ออก
จ่างเยี่ยนจึงตอบอย่างใจเย็น “ในเมื่อพี่รองมาแล้ว พวกเราก็ลอง
สืบกันดูเถอะ”
สามพี่น้องค่อย ๆ เปิดประตูเรือนแล้วติดตามไป
หญิงสาวด้านหน้าเอาแต่ก้มหน้าเดิน ไม่ทันสังเกตว่ามีเงาเล็ก ๆ
สามเงาตามอยู่ด้านหลัง
ในวันที่ครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้ นางไม่ได้บอก
กล่าวผู้ใดในบ้าน แต่ออกมาอย่างเงียบเชียบ เดินจากเรือนเล็กไป
ประมาณหนึ่งถ้วยชา ก่อนจะหยุดลงที่ตรอกทรุดโทรมเล็ก ๆ ทางทิศ
ตะวันตกของเมือง
แม้แต่เจียงเซิงยังรู้สึกตกใจ ในเมืองหลวงยังมีตรอกที่ทรุดโทรม
เช่นนี้
หญิงสาวยังคงมีสีหน้าปกติ เดินตรงไปจนสุดตรอก ที่นั่นมี
กระท่อมเล็ก ๆ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องแตกหัก คงจะนำของที่ทิ้งแล้ว
มาใช้ แต่ตอนนี้กลับมีเสียงดังออกมาราวกับมีคนอาศัยอยู่ข้างใน
หญิงสาวเคาะประตูพลางเรียก “พี่เหมียว”
ประตูที่พังยับเยินถูกเปิดออก เผยให้เห็นหญิงสาวหน้าตาอิดโรย
ด้านหลังมีเด็กหญิงอายุราวสิบขวบ ทั้งคู่ผมเผ้ารุงรังและดูเหนื่อยล้า
ไม่ต่างกัน
เมื่อเห็นหญิงสาวผู้มา ดวงตาของเด็กหญิงก็เปล่งประกาย ร้อง
เรียกว่า “ป้าจาง!”
จางเซียงเหลียนตอบรับ “อืม” แล้วหยิบขนมอุ่น ๆ ออกมาจาก
ตะกร้าไม้ไผ่ พร้อมกับขาหมูครึ่งชิ้นที่เหลือ “เด็กดี เอาไปกินกับ
มารดาเจ้าเถอะ”
ดวงตาของเด็กหญิงเปล่งประกาย แต่ก็ยังรอให้มารดาที่อยู่ข้าง ๆ
พยักหน้าก่อน จากนั้นจึงรับขนมและขาหมูไปวางบนโต๊ะ
“พี่จาง ขอบคุณท่านที่ลำบากมาก ช่วงนี้ต้องคอยส่งอาหารมา
ให้พวกเราแม่ลูก ซ ้ายังหาที่หลบภัยเช่นนี้ให้อีก” หญิงสาวแซ่เหมียว
กล่าว น ้าตาพลันไหลพราก “ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสามีใจร้ายของข้า
เพราะข้าไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายได้ ถึงขับไล่พวกเราแม่ลูก
ออกจากบ้าน ไม่ให้เสื้อผ้าหรือเงินทองติดตัวมาสักอย่าง เหมือนจะให้
พวกเราตายอยู่ข้างนอก”
ในราชวงศ์ต้าอวี๋มีกฎหมายเข้มงวด ชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่มี
ภรรยาเพียงคนเดียว แทบไม่มีทางที่จะมีอนุภรรยาได้
บุรุษหลายคนที่ต้องการแต่งงานใหม่ จึงมักจะระบายอารมณ์ใส่
ภรรยา การทุบตีด่าว่าจึงเป็นเรื่องปกติ หากนางทนไม่ไหวแล้วเป็น
ฝ่ายหนีไป ความผิดก็จะตกเป็นของฝ่ายหญิง ส่วนฝ่ายชายก็
สามารถแต่งงานใหม่ได้อย่างสบายใจ
หากภรรยาถูกลอบทำร้าย ฝ่ายชายยังสามารถเรียกร้อง
ค่าชดเชย เพื่อใช้เป็นค่าสินสอดสำหรับแต่งภรรยาคนใหม่ และเป็น
ค่าใช้จ่ายในชีวิตต่อไป
เมื่อพูดถึงความโหดร้ายของมนุษย์ ชายคนนี้โหดเหี้ยมกว่าโจ
วจื้อเฉียงเสียอีก
ดวงตาของจางเซียงเหลียนเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ นาง
กล่าวเบา ๆ ว่า “ยิ่งเป็นเช่นนี้ เจ้ายิ่งต้องมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี อย่า
ปล่อยให้เขาได้ดังใจ”
“แต่ข้าไม่มีทะเบียนราษฎร์ ไม่มีหนังสือยืนยันตัวตน ข้าทำอะไร
ไม่ได้เลย” หญิงสาวสกุลเหมียวยิ่งร้องไห้ “หากหย่าร้าง ลูกของข้าก็
ต้องมอบให้เขา แต่เขาไม่มีทางดูแลลูกสาวอย่างดีแน่ ข้า…ข้าไม่
วางใจ”
นางหันกลับไปมองเด็กหญิงที่จ้องมองขาหมูอย่างหิวโหย น ้าตา
ยิ่งไหลพรั่งพรู
กฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋กำหนดไว้ว่า สตรีสามารถขอหย่าได้
แต่ไม่สามารถพาลูกออกไปด้วย
ลูกจะเป็นของฝ่ายชายเสมอ
สตรีมากมายต้องอดทนกลั้นใจเพื่อบุตร ยอมถูกทุบตีด่าว่า
เพื่อให้บุตรเติบโตอย่างแข็งแรง กระทั่งสามีเสียชีวิต ไปถึงจะได้รับ
ความสงบสุข
แต่เมื่อถึงตอนนั้น พวกนางก็มีผมขาวโพลนไปหมดแล้ว
ความงามของวัยสาวผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าไม่งดงาม
เหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้ใดก็ล้วนเลยผ่านวัยเยาว์ไปแล้วทั้งนั้น
จางเซียงเหลียนกุมมือของหญิงสาวสกุลเหมียวไว้แน่น ในสมอง
พลันนึกถึงคำพูดของเจียงเซิงว่า “หากสามารถหย่าร้างสามีได้ก็คง
ดี”
ใช่แล้ว หากสตรีมีสิทธิ์หย่าร้างสามีและพาลูกไปด้วยได้ ก็คงจะดี
ไม่น้อยเลย
“เรื่องของเด็ก พวกเราลองคิดหาวิธีกันอีกทีเถอะ ส่วนเรื่องเจ้า
ข้าจะไปพูดกับคุณหนูคุณชายขอให้เจ้ามาช่วยงานข้า” จางเซียง
เหลียนกล่าวเสียงเบา “แต่เจ้าต้องหย่าร้างก่อน คุณหนูคุณชายบ้าน
ข้าใจดีมาก พวกเขาไม่ว่าอะไรหากข้าแอบเอาอาหารที่เหลือมาให้
เจ้า แต่พวกเราไม่ควรสร้างปัญหาให้พวกเขา”
หญิงสาวสกุลเหมียวพยักหน้าทั้งน ้าตา
ทั้งสองพูดคุยกันอีกสองสามประโยค จางเซียงเหลียนจึงให้นาง
กลับไปกินข้าวกับลูก ส่วนตัวเองหันหลังปิดประตูแล้วถอนหายใจ
เฮือกหนึ่ง
อาจเป็นเพราะเวลานี้ดึกเกินไป หลังจากสิ้นเสียงดอกไม้ไฟแล้ว
เสียงประทัดก็ค่อย ๆ เงียบลงไปด้วย
ชาวบ้านที่หัวเราะสนุกสนานส่วนใหญ่ก็กลับบ้านไปพักผ่อน
ถนนสายกว้างมีคนน้อยลงจนดูเปล่าเปลี่ยวเป็นพิเศษ
สายลมเย็นพัดผ่าน นำความหนาวเย็นมาด้วย
เดิมทีจางเซียงเหลียนไม่ได้คิดอะไร แต่พอเดินไปเดินมากลับ
รู้สึกว่ามีเสียงฝีเท้าอยู่ด้านหลัง นางจึงค่อย ๆ รู้สึกตื่นเต้น หัวใจเต้น
เร็วขึ้นมา จนนางเร่งฝีเท้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เสียงฝีเท้าด้านหลังก็เร่งความเร็วขึ้น ถี่ขึ้น ราวกับจะไล่ตามนาง
มาทันทุกเมื่อ
จางเซียงเหลียนกลัวจนตัวสั่น คว้าตะกร้าไม้ไผ่แล้วเตรียมจะวิ่ง
หนี
โชคดีที่ได้ยินเสียงอันคุ้นหูดังขึ้นอย่างทันท่วงที “ท่านป้า เป็นข้า
เองเจ้าค่ะ”