พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 234 พบกันบนทางแคบ เจียงเซิงเป็นฝ่ายชนะ
จางเซียงเหลียนหมุนกายไป เห็นสามพี่น้องรูปร่างแตกต่างกัน
ทั้งคนที่ตัวสูง ตัวเล็ก อวบอ้วน และผ่ายผอม
เป็นเจิ้งหรูเชียน จ่างเยี่ยน และเจียงเซิง
พวกเขายืนอยู่ด้านหลังนาง สีหน้าแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่
ดวงตาทุกคู่กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม คล้ายเด็กซนที่ดีใจหลังจากแอบ
แกล้งผู้ใหญ่สำเร็จ
“พวกเจ้าสามคน…” นางลูบอกเบา ๆ แสดงท่าทีเคืองโกรธอย่าง
หาได้ยาก “เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ในยามดึกดื่นเช่นนี้ ทำเอาข้าตกใจ
แทบแย่”
“ท่านป้าก็ไม่ได้บอกพวกข้าเช่นกันว่าเหตุใดท่านถึงมาอยู่ตัว
ที่นี่” เจียงเซิงเบ้ปาก สีหน้าไม่ยอมแพ้
คราวนี้เป็นฝ่ายจางเซียงเหลียนที่เขินอายบ้าง
นางอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งในที่สุดก็เลือกที่จะพูดความจริง “แม่
ลูกคู่นั้นมาขออาหารที่ร้านจิ่วเจิน ข้าเห็นพวกนางน่าสงสารจึง
ช่วยเหลือเล็กน้อย อาหารที่ให้ก็เป็นของเหลือจากมื้อก่อน ทิ้งไปก็น่า
เสียดาย จึงนำมาให้พวกนางได้กิน”
“ก่อนหน้านี้หรูเชียนให้ข้าหาคนทำขนมมาช่วยที่ร้าน ข้าก็เคย
คิดจะให้พี่เหมียวมาช่วย แต่นางติดพันกับลูกจึงไร้หนทางจริง ๆ”
จางเซียงเหลียนยิ้มเศร้า
สตรีที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกับนางนั้นมีมากมายนัก นางจึง
อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แต่น่าเสียดายที่กำลังของนางมี
น้อยนิด อย่างมากก็แค่มอบอาหารให้ แม้แต่ที่พักพิงดี ๆ ก็ยังให้ไม่ได้
เหมือนกับเมื่อหกปีก่อน นางอยากรับเลี้ยงเจียงเซิงมาก แต่กลับ
ถูกโจวจื้อเฉียงทุบตีอย่างหนัก จึงจำใจต้องทิ้งเด็กหญิงไว้ที่วัดร้าง
หน้าหมู่บ้าน แล้วค่อยแวะเวียนไปดูแลเป็นครั้งคราว
ต่อมานางหย่าร้างกับเขาและหาเงินได้มาก ถึงขั้นร่วมกับเจิ้งหรู
เชียนเปิด “ร้านจิ่วเจิน” ด้วยกัน
แต่นั่นก็เป็นเพียงชีวิตของนาง
นางช่วยเหมียวเจาอิงไม่ได้ ช่วยสตรีอีกมากที่ถูกสามีทุบตีด่าทอ
ในบ้านไม่ได้
คนใจดีก็เป็นเช่นนี้ เมื่อตนเองหลุดพ้นจากหล่มโคลนแล้ว ก็
อยากช่วยให้ผู้อื่นหลุดพ้นด้วยเช่นกัน
อาจมีคนตำหนิว่าพวกเขาทำตัวเหมือนเป็นคนใจบุญ อาจมีคน
บ่นว่าพวกเขาชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้าน
แต่นั่นคือสิ่งที่พวกเขาเป็น และคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเปล่ง
ประกาย
ความอ่อนโยนคือธรรมชาติ ความเมตตาคือทางเลือก
น่าเสียดายที่ความเมตตาไม่อาจแลกมาซึ่งความสามารถ นาง
เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไม่ได้ และช่วยเหลือคนที่เหมือนเหมียวเจาอิง
อีกมากมายไม่ได้ นางทำได้เพียงทอดถอนใจเท่านั้น
ราวกับไม่เต็มใจ แต่ก็คล้ายกับจำนน
บนถนนที่ว่างเปล่า เสียงเย็นชาของเด็กหนุ่มหนึ่งดังขึ้นมา “แล้ว
เหตุใดท่านป้าถึงไม่บอกพวกข้าเล่าขอรับ”
จางเซียงเหลียนตกตะลึง
“ใช่แล้วท่านป้า บอกพวกเรามาเถอะ เรื่องนี้ย่อมมีทางแก้ไข
เสมอ” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยเสริม
แม้แต่เจียงเซิงก็พยักหน้าจริงจัง “มีคนมากย่อมมีกำลังมาก ทุก
ครั้งที่ข้ากับพี่รองทำการค้าแล้วพบเจออุปสรรค ข้าจะต้องถามพวก
พี่ชายก่อนเสมอ”
พี่ชายบางคนอาจไม่เข้าใจเรื่องการค้า แต่พวกเขามีความคิด
และมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ สามารถหาทางออกของปัญหาที่ยุ่ง
เหยิงราวเส้นด้ายพันเกี่ยวกันได้เสมอ
“ข้า…” จางเซียงเหลียนลังเลจะพูด “ข้ากลัวว่าจะรบกวนพวกเจ้า
กลัวว่าพวกเจ้าจะคิดว่าข้าวุ่นวายไม่เข้าเรื่อง”
ความจริงแล้วมันก็ถือว่าเป็นการเข้าไปยุ่งเรื่องของผู้อื่น
แต่เพราะในโลกใบนี้มีคนที่คอยยุ่งเรื่องคนอื่นอย่างนาง ถึงจะมี
ความสว่างไสวและความอบอุ่นมอบให้คนตกทุกข์ได้อยากอย่างเจียง
เซิง
การช่วยเหลือผู้อ่อนแอตามกำลังความสามารถ ไม่ใช่เรื่องผิดแต่
อย่างใด
เพียงแค่อย่าใจดีเกินไป อย่าก่อปัญหา และรู้จักวางตัวให้
เหมาะสม
เพียงยอมรับได้ว่าในบรรดาผู้ที่เราเคยช่วยเหลือ ก็อาจมีสักคนที่
อกตัญญูอยู่บ้าง
“ข้าเข้าใจแล้ว” จางเซียงเหลียนกล่าวเบา ๆ “การช่วยเหลือก็คือ
การช่วยเหลือ ข้าไม่เคยหวังผลตอบแทน ส่วนเรื่องที่ไม่ควรไปยุ่ง ข้า
ก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยเด็ดขาด”
เห็นได้ชัดว่านางกลัวจะสร้างปัญหาให้พวกเด็ก ๆ
จ่างเยี่ยนรู้สึกโล่งใจในที่สุด เอ่ยเสียงเรียบว่า “ท่านป้าอาจให้
ท่านป้าผู้นั้นขายลูกสาวก่อนจะหย่าร้าง”
“อะไรนะ!?” จางเซียงเหลียนเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ
เจิ้งหรูเชียนพูดเสริม “ขายให้เป็นสาวใช้ของเจียงเซิงไปก่อน รอ
ให้มารดานางเก็บเงินมาไถ่ตัวได้ ก็ค่อยคืนอิสรภาพให้นาง”
หลังจากการซื้อขายแล้ว บุคคลนั้นจะได้รับสถานะเป็นอิสระ ไม่
ขึ้นอยู่กับบิดาหรือมารดา
เมื่อไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวอีกต่อไป เหมียวเจาอิงก็ขอหย่าร้าง
และยังได้เงินครึ่งหนึ่งจากการขายบุตรสาว นับเป็นวิธีการหนีที่ทำให้
เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด
จางเซียงเหลียนคิดทบทวนเรื่องราวเหล่านี้ให้กระจ่าง ทันใดนั้นก็
รู้สึกตกใจและดีใจ “เด็ก ๆ พวกเจ้าฉลาดจริง ๆ”
“ข้า ๆ ๆ ข้าจะไปบอกพี่เหมียวเดี๋ยวนี้” นางหมุนตัวจะกลับไปแต่
ถูกเจียงเซิงห้ามไว้
เด็กหญิงตัวน้อยแกล้งทำตัวเหมือนเป็นผู้ใหญ่ “ฟ้ามืดแล้ว ท่าน
ป้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ หากพบเจอคนไม่ดีเข้าจริง ๆ จะทำ
อย่างไร”
“จริงสิ ได้ ข้าจะฟังพวกเจ้าทั้งหมด” จางเซียงเหลียนดีใจจน
น ้าตาคลอ นางจูงมือเจียงเซิงด้วยมือหนึ่ง แล้วเดินไปอย่างตื่นเต้น
“ไปกันเถอะ พวกเรากลับบ้านกัน พรุ่งนี้ข้าจะตุ๋นขาหมูให้เจ้าอีก”
ทั้งสี่คนเดินไปอย่างสบายใจ บางครั้งก็ได้ยินเสียงหัวเราะใสของ
เด็กหญิงดังก้องไปตามถนน แว่วลอยอยู่นานไม่จางหาย
หลังจากพวกเขาจากไปไม่นาน ตรงนั้นก็มีทหารยามที่
รับผิดชอบลาดตระเวนในตอนค ่าคืนเดินออกมาจากความมืด
สองคนที่อยู่ด้านหน้าถือดาบ มองไปยังทิศทางที่จ่างเยี่ยนและคน
อื่น ๆ เดินจากไป ก่อนจะสบตากันอย่างสงสัย
“เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าวิธีการพูดของเด็กคนนั้นเมื่อครู่ ดูคล้าย
กับ…” ทหารยามร่างผอมขมวดคิ้ว
ทหารร่างอ้วนส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้หรอก เขาหายตัวไปกี่ปีแล้ว
ตอนนั้นพวกเราแทบจะพลิกเมืองหลวงตามหา สุดท้ายก็ยังไม่พบ”
“เจ้าอย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย” ทหารยามร่างผอมกระซิบเบา ๆ
“นี่เป็นเรื่องต้องห้ามของราชสำนัก ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด”
“ไปเถอะ ไปตรวจตรากันต่อ”
พวกเขาถือโคมไฟเดินต่อไป คอยตรวจสอบความเรียบร้อยบน
ถนนในเมืองหลวง และป้องกันการลักขโมยและปล้นชิง
เวลาผ่านไปเพียงพริบตา ปีใหม่ก็ผ่านพ้น
ร้านจิ่วเจินเป็นร้านขนมสำหรับคนสามัญชน จึงต้องเปิดร้านใน
วันที่หกของเดือน
จางเซียงเหลียนบอกวิธีการกับเหมียวเจาอิง อีกฝ่ายจึงกลับบ้าน
ในวันที่สามหลังปีใหม่ และเสนอกับสามีให้ขายลูกสาวต้ายาเพื่อแลก
เงิน
บุรุษในบ้านดีใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ร้องว่านางฉลาดขึ้นแล้ว
ในตอนนั้น คุณชายเจิ้งผู้สำรวยก็ปรากฏตัวพร้อมกับพัดในมือ
เขาเลือกคนนั่นเลือกคนนี้อยู่พักใหญ่ สุดท้ายจึงยอมจ่ายเงินสิบ
ตำลึงเพื่อซื้อต้ายาอย่างไม่เต็มใจนัก
หัวหน้าครอบครัวยังอยากจะต่อรองราคากับเขา แต่ถูกเจียงซาน
กับเจียงซื่อข่มขู่ จึงจำใจตกลงขายให้
สิบตำลึงแลกกับชีวิตทั้งชีวิตของเด็กสาวอายุสิบสองปี
หลังจากลงนามและประทับตราผ่านขั้นตอนของทางการแล้ว เจิ้ง
หรูเชียนก็โยนเงินครึ่งตำลึงออกไปแล้วพาต้ายาจากไปอย่างสง่างาม
ในขณะที่สามีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวยังคงถือเงินที่อุ่นอยู่พลาง
ใช้ฟันกัดทดสอบ เหมียวเจาอิงก็หันมาขอหย่ากับเขา พร้อมทั้ง
เรียกร้องขอแบ่งทรัพย์สินครึ่งหนึ่ง
ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านอาจซ่อนได้ แต่เงินสิบตำลึงในมือของ
สามีนั้นมองเห็นชัดเจน ชาวบ้านทุกคนก็ได้เห็นแล้ว เขาจึงไม่
สามารถเล่นตุกติกได้
หากร้องเรียนกับศาลาว่าการเมืองหลวงจริง ๆ ตามกฎหมายของ
ราชวงศ์ต้าอวี๋แล้ว เงินนี้ก็ไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้
เพื่อแต่งงานกับภรรยาคนใหม่ และเพื่อให้กำเนิดบุตรชายตัวอ้วน
สามีนางจึงกัดฟันตอบตกลงและลงนามในหนังสือหย่า
หลังจากผ่านขั้นตอนของศาลาว่าการแล้ว เหมียวเจาอิงก็ถือ
ทะเบียนราษฎร์ของตนและเงินห้าตำลึง นั่งรถม้าไปยังร้านจิ่วเจิน และ
ลงนามในสัญญาจ้างงานกับจางเซียงเหลียนเป็นเวลาสิบปี สุดท้ายยัง
ได้รับเงินล่วงหน้ามาอีกห้าตำลึง และใช้เงินห้าตำลึงที่ได้รับมาจาก
การแบ่งทรัพย์สิน ไถ่ถอนบุตรสาวของนางออกมาทันที
ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการเมืองหลวงจึงจับตามองสอง
พี่น้องเจิ้งหรูเชียนกับเจียงเซิงด้วยความแปลกใจไม่น้อย
การทำสัญญาและยกเลิกสัญญาทาสในวันเดียวกันนั้นหาได้
ยากจริง ๆ
โชคดีที่เจียงเซิงหน้าหนา เมื่อออกมาจากศาลาว่าการเมืองหลวง
และเห็นแม่ลูกเหมียวเจาอิงที่เหมือนได้เกิดใหม่ นางก็ยิ้มแป้น “พี่รอง
ปีใหม่ผ่านไปแล้ว ร้านจิ่วเจินก็เปิดแล้ว พวกเราควรไปคุยข้อตกลง
เรื่องทำขนมกับเรือนโยวหรานได้แล้วนะเจ้าคะ”
“ได้” เจิ้งหรูเชียนสะบัดผมยาว ท่าทางเจ้าเล่ห์ “ไปกันเลยเถอะ”
หลังจากกินอาหารฉลองวันรวมญาติอยู่หลายวัน พี่รองจึง
เหมือนจะกลับมาอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นอีกเจ็ดส่วนแล้ว พอเขามายืน
อยู่ข้าง ๆ เจียงเซิง ทั้งสองจึงราวกับเป็นพี่น้องแท้ ๆ ที่เหมือนกันราว
กับแกะ
โดยเฉพาะท่าทางการเดินที่เย่อหยิ่งและโอหังของทั้งคู่ ช่าง
เหมือนกันราวกับหล่อมาจากพิมพ์เดียวกัน
เรือนโยวหรานอยู่ไม่ไกลจากศาลาว่าการเมืองหลวง สองพี่น้อง
จึงไม่ได้นั่งรถม้า แต่เดินไปด้วยกัน
ทันทีที่ทั้งคู่ก้าวเท้าเข้าไปในร้านอาหารเรียบหรู ก็มีรถม้าคันหนึ่ง
หยุดลงที่ด้านหลัง พี่น้องอีกคู่หนึ่งก้าวลงมาด้วยเช่นกัน
คนหนึ่งเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงสง่า
อีกคนเป็นเด็กหญิงอ่อนช้อยงดงาม