พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 236 เจิ้งหรูเชียนปกป้องน้องสาวสุดกำลัง
“เจ้าพูดจาไร้สาระอะไร!”
เจิ้งหรูเชียนพยายามอดทนตั้งแต่เจียงเชิงฮวนเอ่ยคำแรก แต่
สุดท้ายก็ทนไม่ไหว จึงตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
เขาจำคุณหนูผู้สูงศักดิ์คนนี้ได้
ครั้งหนึ่งในอำเภอเซี่ยหยาง นางเดินเข้าเรือนโยวหรานไปอย่าง
สง่างาม สาวใช้ข้างกายผลักเจียงเซิงจนล้มหงายหลัง สองมือถลอก
แต่ยังต้องปิดซ่อนเอาไว้
ต่อมาที่หน้าหอเหวินชาง รถม้าก็ชนกันโดยที่ไม่มีใครอธิบายได้
ชัดเจน ทั้งพี่ใหญ่ เจ้าห้า และน้องสาวเกือบถูกคนของนางจับตัวไป
แล้ว
หลังจากนั้นที่หน้าร้านจิ่วเจิน นางก็เอาแต่พูดถึงมารยาทและ
ความละอายไม่หยุดปาก ดูถูกคนนั้นคนนี้ ด่าทอผู้อื่นแล้วยกย่อง
ตัวเอง
ทุกเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เจิ้งหรูเชียนประสบด้วยตัวเอง หรือ
ได้ยินจากเจ้าห้า ทุกอย่างล้วนทำให้เขาไม่พอใจนัก
ตอนนั้นเขายังเด็กหรือไม่ก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย ทำให้น้องสาวถูก
รังแกเช่นนั้น
ตอนนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา มันเป็นสิ่งที่ทนไม่ได้จริง
ๆ ต่อให้ลุงแก่ยังทนได้ แต่ป้าแก่ก็ทนไม่ไหวแล้ว
เจิ้งหรูเชียนสะบัดแขนเสื้อขึ้น กัดฟันกรอด เอ่ยว่า “คุณหนูสูง
ศักดิ์แห่งเมืองหลวง การอบรมสั่งสอนตลอดสิบกว่าปีของเจ้า คือการ
เอาแต่เรียกผู้อื่นว่า ‘เด็กป่าเถื่อน’ กล่าวหาผู้อื่นว่าไร้มารยาท หรือ
สงสัยในความสามารถทางการค้าของผู้อื่นอย่างนั้นหรือ?”
“คนแบบนี้คือคนประเภทไหนกัน? คนพวกนี้คือคนอย่างไหน?
แล้วเจ้าเป็นใคร? เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นอะไร? ข้าน่ะ…เหอะ!”
“แต่ก่อนเจ้าชอบรังแกผู้อื่น พี่ใหญ่ของข้าเป็นคนสุภาพไม่
พูดจาหยาบคาย น้องชายน้องสาวของข้าก็ยังเด็กจึงไม่รู้จักโต้ตอบ
แต่ข้าคุณชายรองเจิ้งไม่ชอบพูดจาอ้อมค้อม เจ้ารังแกน้องสาวข้า ก็
คือรังแกข้าด้วย อย่าโทษข้าที่พูดจาหยาบคาย ไม่เห็นแก่หน้าเจ้า!”
คำพูดนี้เหมือนกระสุนดินปืน ทำให้เจียงเฉิงฮวนหน้าซีดเผือด
ถอยหลังไปหลายก้าว
นางยื่นมืออันทรงเกียรติชี้ใส่เจิ้งหรูเชียน พยายามอยู่นานกว่าจะ
เค้นคำพูดออกมาได้ “เรือนโยวหรานเป็นสมบัติของตระกูลเจียง”
ความหมายแฝงก็คือนางต้องการจะข่มขู่เขาด้วยผลประโยชน์
ทางการค้า
เจิ้งหรูเชียนปล่อยแขนเสื้อที่พับขึ้น แล้วหัวเราะเยาะ “เจ้าของ
กิจการเรือนโยวหรานดูถูกพวกเราชาวบ้านเช่นนี้ จะไม่ทำการค้า
ด้วยก็ช่างเถอะ”
หรือพูดอีกอย่างคือ นับตั้งแต่เขาเริ่มด่าคนเพื่อน้องสาว เขาก็ไม่
คิดจะทำการค้ากับเรือนโยวหรานอีกต่อไปแล้ว
พ่อค้าให้ความสำคัญกับผลประโยชน์
ไม่ว่าจะเป็นเถ้าแก่ไป๋ที่พยายามข้ามหน้าข้ามตาเขาไปซื้อหมู
รมควันราคาถูกถึงที่ หรือเถ้าแก่ฮ่าวที่วางแผนจะเลี้ยงเป็ดเอง ก็ล้วน
แสดงให้เห็นว่าข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้นไม่มั่นคง ต่างฝ่ายต่าง
คิดแผนการเพื่อผลประโยชน์ของตนเองทั้งนั้น
บัดนี้เจิ้งหรูเชียนเป็นพ่อค้าเต็มตัว และเข้าใจยิ่งขึ้นถึง
ผลประโยชน์ที่การเดินทางไปทั่วสารทิศของเขาสามารถนำมาได้
ในอนาคต สิ่งของนับไม่ถ้วนจะถูกขนส่งจากทิศใต้ไปทิศเหนือ
จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ต่อให้เรือนโยวหรานไม่ต้องการ แต่
บางคนก็ยินดีที่จะรับ
เมืองหลวงไม่เคยขาดแคลนโรงเตี๊ยมและร้านอาหาร!
“เจ้า…เจ้า…” เจียงเฉิงฮวนโกรธจนแทบจะหมดสติ
นางเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์แห่งเมืองหลวง เป็นกุลสตรีที่ตระกูล
เจียงทุ่มเทกำลังและทรัพย์สินมากมายเพื่อเลี้ยงดู แม้แต่การดูถูกผู้อื่น
ก็ต้องอ้างถึงบรรพชนและกฎระเบียบ แต่นางไม่เคยพบเจอคำพูด
หยาบคายจากคนที่ปากคอเราะรายเช่นนี้มาก่อน
แม้แต่เจียงเฉิงเหยี่ยนก็ยังตกตะลึง ยืนเบิกตาโพลงอยู่ข้าง ๆ
ท่าทางดูสับสนเล็กน้อย
“พี่ชาย…” เจียงเฉิงฮวนเบะริมฝีปากเล็กน้อย น ้าตาไหลพรั่งพรู
“พี่ชาย คนผู้นี้รังแกข้า เขารังแกข้า…”
เจียงเฉิงเหยี่ยนถึงได้สติกลับมา เขาปกป้องน้องสาวตาม
สัญชาตญาณ มองไปทางเจิ้งหรูเชียน
เจ้ารองไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว เขาพับแขนเสื้อขึ้นแล้วพูดจา
ฉอด ๆ อีกครั้ง “น้องสาวเจ้าเป็นฝ่ายรังแกคนก่อน ข้าเองก็เป็นพี่ชาย
เหมือนกัน ข้าไม่อาจยอมให้ใครมาดูหมิ่นน้องสาวของข้าได้ เจ้าลอง
ถามตัวเองดูเถอะ หากเจ้าเป็นข้า เจ้าจะทำเช่นนี้หรือไม่”
แน่นอนว่าเขาต้องทำ
เจียงเฉิงเหยี่ยนพยักหน้าอย่างมึนงง รู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผล
มาก
จิตใจของเจียงเฉิงฮวนถูกโจมตีอีกครั้ง นางกุมอกรู้สึกเหมือน
แทบหายใจไม่ออก
ในขณะที่บรรยากาศด้านนอกตึงเครียด ทันใดนั้นประตูห้อง
รับรองของเถ้าแก่ใหญ่ก็ถูกเปิดออก
เจียงเซิงอุ้มถุงเกาลัดเคี่ยวน ้าตาลครึ่งถุงไว้ในอ้อมอก มือกำ
เกาลัดสามสี่เม็ด กำลังยัดใส่ปากอย่างมีความสุข
ตอนยัดเข้าปากไปก็ยังปฏิเสธไปด้วย “เถ้าแก่ใหญ่เก็บไว้กินบ้าง
นะเจ้าคะ เก็บไว้บ้าง อย่าเกรงใจเลย”
พอนางหันกลับมาก็เห็นเจิ้งหรูเชียนที่พับแขนเสื้อ เจียงเฉิงเห
ยี่ยนที่ดูโง่งม และเจียงเฉิงฮวนที่น ้าตานองหน้า นางชะงักไปครู่หนึ่ง
ปากน้อย ๆ ที่เต็มไปด้วยเกาลัดหอมหวานขยับเล็กน้อย ต้องใช้ความ
พยายามอยู่พักใหญ่กว่าจะกลืนลงไปได้
“พวกท่าน…” เจียงเซิงมองไปทางเจิ้งหรูเชียน “จะมากินเกาลัด
ด้วยหรือ?”
ตัวโง่งมน้อยเอ๊ย
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะเบา ๆ รับเม็ดเกาลัดที่แกะเปลือกออกแล้วจาก
มือนางมาใส่ปาก “กินสิ ทำไมจะไม่กินเล่า ข้าลำบากลำบนขนมันมา
จากเหอเป่ยเชียวนะ”
เจียงเซิงยิ้มแฉ่ง “เช่นนั้นข้าจะแกะเปลือกให้พี่ชายเอง”
เมื่อเห็นว่าพี่น้องคู่นี้กำลังจะหันหลังจากไป เจียงเฉิงฮวนที่ข่ม
กลั้นความโกรธไว้ก็ระเบิดอารมณ์ออกมา “เถ้าแก่ใหญ่ ข้าไม่
อนุญาตให้เรือนโยวหรานทำการค้ากับพวกเขา ข้าไม่อนุญาต!”
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงมีกฎเกณฑ์มากมาย
แค่ไหน กระทั่งคุณหนูผู้สูงศักดิ์จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้แล้ว
น ้าเสียงที่พูดก็ยังคงนุ่มนวลอ่อนหวาน จนต้องให้เหอรุ่ยเคาะประตู
แจ้งข่าว จึงจะเรียกเถ้าแก่ใหญ่ที่กำลังกินเกาลัดอยู่ข้างในออกมาได้
“คุณหนูสาม คุณชายใหญ่” เถ้าแก่ใหญ่พยายามกลืนเกาลัด
ลำบากเช่นเดียวกับเจียงเซิง ใบหน้าอวบอ้วนเต็มไปด้วยความลำบาก
ใจ “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ข้าบอกว่า ข้าไม่อนุญาตให้เรือนโยวหรานทำการค้ากับพวก
เขา” เจียงเฉิงฮวนชี้ไปทางเจียงเซิงพูดช้า ๆ ทีละคำ
คราวนี้เถ้าแก่ใหญ่ก็จ้องตาเขม็งเพิ่มอีกคน
พูดถึงเรื่องนี้ เรือนโยวหรานกับสองพี่น้องเจียงเซิงมีข้อตกลงทาง
การค้ากันค่อนข้างมาก
ทั้งหมูรมควัน ไส้กรอกรมควัน ไม่ต้องพูดถึงถั่วฝักยาวแห้งที่เพิ่ง
ตกลงร่วมมือกันอีก ยังมีขนมหวานที่เสนอข้อตกลงใหม่ไปด้วย
แม้ว่าการตัดขาดสิ่งเหล่านี้จะไม่ถึงกับทำให้เรือนโยวหราน
เสียหาย แต่การทำการค้าเพิ่มขึ้นเพื่อหาเงินมากขึ้นไม่ใช่เรื่องดี
หรอกหรือ
หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เจียงเซิงหันไปค้าขายของให้ร้านอื่น นั่น
ไม่ใช่เท่ากับยกลูกค้าให้คู่แข่งหรืออย่างไร?
แต่บุตรสาวของนายท่านเป็นคนเอ่ยปาก เถ้าแก่ใหญ่จึงไม่กล้า
โต้แย้ง ได้แต่รับคำอย่างอ่อนน้อม ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี
ในช่วงเวลาตึงเครียดนั้นเอง เจิ้งหรูเชียนก็คว้ามือเจียงเซิงไว้
แกล้งกล่าวขึ้นว่า “พวกข้าพี่น้องจะไม่รบกวนเถ้าแก่ใหญ่แล้ว ถ้าไม่
ทำการค้าด้วยก็ไม่เป็นไร ส่วนข้อตกลงที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้ก็
ยกเลิกไปเถอะ หากเถ้าแก่ใหญ่อยากกินเกาลัด ก็เชิญไปที่ร้านจิ่ว
เจินได้ทุกเมื่อ พวกข้าขอตัว”
กล่าวจบก็ลากเจียงเซิงที่ยังงุนงงเดินจากไป
เถ้าแก่ใหญ่แทบจะหลั่งน ้าตาออกมา เมื่อเทียบกับบุตรสาวนาย
ท่านที่เอาแต่ใจแล้ว สองพี่น้องนี้นับว่าเข้าอกเข้าใจผู้อื่นนัก
อีกทั้งเกาลัดนี้ก็หอมอร่อยจริง ๆ
“พวกท่าน…” ดวงตากลมโตของเจียงเซิงมองฉายแววไม่เข้าใจ
ว่าเกิดอะไรขึ้น
เช่นเดียวกับเจียงเฉิงเหยี่ยนที่ยังงงงัน มองน้องสาวแท้ ๆ แล้วก็
มองเจียงเซิงที่เดินจากไป ดวงตากลมโตของเขาก็ฉายแววไม่เข้าใจ
ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
“เช่นนั้นอาหารมื้อนี้จะกินหรือไม่?” เขาถามงง ๆ
เจียงเฉิงฮวนกลับมาสง่างามและหยิ่งทะนงตามแบบฉบับคุณหนู
ตระกูลใหญ่อีกครั้ง “กินสิเจ้าคะ ทำไมจะไม่กิน นี่เป็นร้านอาหารของ
บ้านเราไม่ใช่หรือ”
เมื่อกล่าวจบนางก็ก้าวเบา ๆ พลางจูงมือเจียงเฉิงเหยี่ยนขึ้นไปยัง
ห้องรับรองส่วนตัวบนชั้นสามที่สงวนไว้สำหรับคนตระกูลเจียง
เหตุการณ์วุ่นวายจบลง เนื่องจากเสียงนี้ไม่ได้ดังมากนัก จึงไม่
รบกวนลูกค้าคนอื่น
เหลือเพียงเถ้าแก่ใหญ่ที่ถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ยังมีพี่ชายเสี่ยวเอ้อร์ผู้ฉลาดหลักแหลมอย่างเหอรุ่ยที่มองดูเจียง
เซิงซึ่งจากไป สลับมองไปทางเจียงเฉิงเหยี่ยนที่เดินขึ้นบันได
ครั้งที่สาม…นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขารู้สึกว่าหน้าตาของแม่หนูผู้
นี้คล้ายคลึงกับฮูหยินเจียงอยู่บ้าง
โดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่นั้น เหมือนกับตอนที่คุณชายเจียง
ตกใจไม่มีผิด
มีคำกล่าวว่าเรื่องราวไม่บังเอิญเกินสามครั้ง เหอรุ่ยจึงเริ่มกล้า
คาดเดาอย่างระมัดระวัง
เขาเข้าไปใกล้เถ้าแก่ใหญ่แล้วถามเสียงเบา “คนที่ฮูหยินผู้เฒ่า
บอกให้ท่านช่วยตามหา… เป็นคนแบบไหนกันหรือขอรับ?”