พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 237 ช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ของพี่รอง
หลังจากการเผชิญหน้าหนึ่งครั้ง ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บ แต่ละคน
มีความคิดแตกต่าง แยกย้ายกันหนีไปคนละทิศทาง
เมื่อเจียงเซิงเดินออกมาจากเรือนโยวหราน นางยังรู้สึกงุนงงอยู่
บ้าง จึงเงยหน้าถามว่า “พี่รอง การค้าที่เพิ่งตกลงกันไป ท่านไม่
ต้องการแล้วหรือ?”
“ไม่ต้องการแล้ว” เจิ้งหรูเชียนตอบอย่างหนักแน่น “เดิมทีคน
เมืองหลวงก็หยิ่งผยอง ตอนนี้คนตระกูลใหญ่ก็ทะนงตน อย่างกับว่า
พวกเราชาวบ้านธรรมดาสมควรโดนดูถูกหรือ”
ในเมื่อเป็นการทำการค้า ทั้งสองฝ่ายก็ควรเท่าเทียมกัน
แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม
หากกล่าวว่าความหยิ่งผยองของคนเมืองหลวงฝังอยู่ในกระดูก
เช่นนั้นความทะนงตนของตระกูลใหญ่ก็สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุ
คน
พวกเขามีชาติตระกูลที่ไม่ธรรมดา พวกเขาใช้เงินทองได้อย่าง
สุรุ่ยสุร่าย พวกเขาได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของ
สังคม แต่ยังดูถูกท่าทางและพฤติกรรมของชนชั้นล่าง
แต่ใครเล่าจะอยากเกิดมาเป็นชนชั้นล่าง
หากสลับตำแหน่งคนสองกลุ่มนี้ ชนชั้นล่างสามารถถูกอบรมให้
เป็นชนชั้นสูงที่สูงส่งได้ แต่ชีวิตของชนชั้นสูงอาจไม่ได้มีสีสันเหมือน
ชนชั้นล่าง
เจิ้งหรูเชียนกล่าวอย่างเรียบง่ายและสบายอารมณ์ว่า “แต่ละคนมี
วิถีชีวิตแตกต่างกัน การมีมารยาทที่แท้จริงควรเป็นการยอมรับความ
หลากหลายของโลกใบนี้ ไม่ใช่อาศัยความสูงส่งของตนเองคอยดูถูก
ผู้ที่ต ่าต้อยกว่า”
เจียงเซิงพยักหน้าจริงจัง ใบหน้าน้อย ๆ เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
พี่รองของนางเริ่มเผยเสน่ห์ของตัวเองออกมาโดยไม่รู้ตัวแล้ว
“แต่ว่า…” เจิ้งหรูเชียนเปลี่ยนน ้าเสียง “คุณหนูตระกูลเจียงคนนั้น
ไม่ใช่คนดีเลยจริง ๆ นางไม่ยอมให้เรือนโยวหรานทำการค้ากับพวก
เรา อย่างกับด้วงมูลสัตว์ที่อ้าปากหาว กลิ่นเหม็นเน่าก็โชยมา”
เจียงเซิง “…”
“พี่รอง” เด็กหญิงที่หัวใจแตกสลายถามเสียงอ่อน “ท่านพูดจา
ล่วงเกินตระกูลเจียงเช่นนี้ ไม่กลัวจะถูกพวกเขามาแก้แค้นหรือ?”
กลัวหรือ?
เขาต้องกลัวสิ
เจิ้งหรูเชียนยิ้ม กล่าวว่า “ถึงจะต้องถูกแก้แค้น แต่พี่รองก็ไม่อาจ
ทนดูน้องสาวตัวน้อยของเราถูกรังแกได้ อย่างมากก็แค่สู้กันจนตาย
ไปข้าง ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบทั้งนั้น”
เมื่อเห็นรอยยิ้มของเจียงเซิงแข็งทื่อ เขาก็รู้ว่าเด็กหญิงคนนี้เริ่ม
กังวลอีกครั้ง
เจิ้งหรูเชียนรีบกลับมาทำท่าทางจริงจัง “วางใจเถอะ เรื่องนั้นจะ
ไม่เกิดขึ้นหรอก นางยังมีพี่ชายอีกคน เมื่อครู่พวกเราปะทะกันรุนแรง
แต่พี่ชายนางก็ยังไม่ออกหน้ามาช่วย แสดงว่าเขาไม่เห็นด้วยกับนาง
แน่นอน”
“จริงหรือ” เจียงเซิงจูงมือเขาพลางถามด้วยความสงสัย
เจิ้งหรูเชียนทำหน้าเคร่งขรึม “จริงแน่นอน แต่น้องสาวของเขาจะ
ไม่พอใจเขาอย่างไร ข้าก็ไม่รู้ด้วยแล้ว”
สุดท้ายแล้ว แม้แต่คนนอกก็มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วฝ่ายที่
เกี่ยวข้องจะไม่รู้สึกได้อย่างไร?
สองพี่น้องเดินจูงมือกัน ขณะรอเจียงซื่อขับรถม้ามาพาพวกเขา
ไปที่ถนนเทียนเจีย
ร้านจิ่วเจินเปิดร้านอย่างเป็นทางการในวันนี้
เดิมทีแนวคิดในการทำการค้าของเจิ้งหรูเชียนคือ ปรับราคาขึ้น
เล็กน้อย แต่เพิ่มมูลค่าให้สินค้าด้วยความแปลกใหม่ เพื่อให้ลูกค้า
เห็นความคุ้มค่า
แต่ความแปลกใหม่ของสินค้ารักษาไว้ได้ไม่นาน ไม่ว่าจะขาย
ของแปลกใหม่แค่ไหน ชาวบ้านก็จะคุ้นเคยกับมันในที่สุด
ป้าจางพยายามคิดค้นขนมใหม่ ๆ อย่างยากลำบาก ก็เพียงแค่
รักษาการค้าของร้านจิ่วเจินให้อยู่ได้ ไม่สามารถทำให้พวกมันขายดี
เป็นเทน ้าเทท่า
หลังกลับมาจากเหอเป่ยแล้ว เจิ้งหรูเชียนเปลี่ยนแนวคิดในการ
ทำการค้า เขาเชื่อว่าการทำกำไรน้อยจะขายได้มาก การลดต้นทุน
สามารถเพิ่มกำไรได้มากกว่าการขึ้นราคา
ในเวลานั้น เขาปรึกษากับป้าจางเกี่ยวกับราคาขนมในร้านแล้ว
ทั้งสองเห็นตรงกันว่าไม่ควรลดราคา เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่พอใจ
ของลูกค้าที่ซื้อขนมไปก่อนหน้านี้
แต่สามารถเพิ่มของแจกได้
อย่างเช่น ขนมพุทราที่จากเดิมขายหนึ่งชั่งแจกครึ่งชั่ง ก็
เปลี่ยนเป็นขายหนึ่งชั่งแจกหนึ่งชั่ง เมื่อคำนวณแล้วจะมีราคาเท่ากับ
ชั่งละหนึ่งร้อยห้าสิบเหวิน เปรียบเทียบกับราคาของแป้งข้าวเหนียว
ราคาแปดสิบเก้าสิบเหวินแล้ว ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา
ถังหูลู่ที่เดิมขายราคาสามสิบห้าสิบเหวิน ก็ใช้วิธีขายหนึ่งชั่งแจก
ครึ่งชั่ง หรือขายหนึ่งชั่งแจกหนึ่งชั่งเพื่อลดราคา
แม้แต่เกาลัดคั่วน ้าตาลที่เพิ่งทำขาย ก็ขายเพียงชั่งละสามสิบเห
วิน
สิ่งนี้ส่งผลให้ถนนเทียนเจียที่มีผู้คนพลุกพล่านอยู่แล้ว ยิ่งแออัด
ขึ้นไปอีก เจียงซื่อขับรถม้าอยู่ครึ่งวันก็ยังผ่านไปไม่ได้ จึงได้แต่หันมา
บอกด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า “คุณชายรอง คุณหนู พวกท่านโปรด
เดินไปเถอะขอรับ รถม้าขยับไม่ได้แล้วจริง ๆ”
เจียงเซิงเข้าใจ นางกระโดดลงจากรถม้า อาศัยร่างกายที่เล็กและ
คล่องแคล่ว แทรกผ่านรถม้าที่กำลังแออัด จนในที่สุดก็มาถึงหน้า
ประตูร้านจิ่วเจิน
เหมียวเจาอิงกำลังคั่วเกาลัดอย่างขะมักเขม้นอยู่ใต้ชายคา
ตรงหน้ามีชาวเมืองหลวงต่อยาวเหยียดพลางเขย่งเท้ามองใจจดใจจ่อ
คนพื้นเมืองเหล่านั้นที่เคยสูงส่งในอดีต ถูกกลิ่นหอมหวานทำให้
ยอมจำนนต่อหน้าคนต่างถิ่นอย่างสิ้นเชิง
มีทั้งคนที่อดทนรอต่อแถวถึงครึ่งชั่วยาม มีทั้งบ่าวรับใช้จาก
ตระกูลใหญ่ และมีทั้งผู้ที่ซื้อลองชิมแล้วพบว่าอร่อยมากจึงกลับมาต่อ
แถวใหม่
ขณะที่เหมียวเจาอิงเทเกาลัดสุกออกจากกระทะ ตักออกมาใส่ห่อ
สองชั่ง ต้ายาที่อยู่ข้าง ๆ ก็ห่อด้วยกระดาษน ้ามันอย่างคล่องแคล่ว
ว่องไว แล้วส่งให้คนแรกของแถว
เขารีบหยิบเกาลัดขึ้นมาหนึ่งลูก แกะเปลือกใส่เข้าปากต่อหน้า
ทุกคน สุดท้ายก็ถอนหายใจยาว ๆ “ข้าซื้อน้อยเกินไป”
เกาลัดคั่วน ้าตาลที่หาได้ยากยิ่ง รสชาติทั้งหอมทั้งเหนียวนุ่ม แต่
กลับขายเพียงชั่งละสามสิบเหวิน ใครจะต้านทานได้?
คนที่ยืนเป็นลำดับที่สองขอซื้อสิบชั่งทันที
เหมียวเจ้าอิงยิ้มพลางส่ายหน้า “คุณชาย เกาลัดของพวกเรามี
จำกัด แต่ละคนซื้อได้เพียงสองชั่ง หากท่านยังอยากจะทานต่อก็รอให้
คุณชายข้าขนเกาลัดกลับมา ข้าถึงจะขายให้ท่านทานได้จนพอใจ”
คำพูดนี้มีเหตุผลและสุภาพ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจ แม้จะซื้อได้
เพียงสองชั่งก็ยินดี
ไม่นาน เกาลัดคั่วหนึ่งกระทะก็หมดลง
เหมียวเจาอิงเทเกาลัดดิบลงไปใหม่ พยายามคั่วอย่างแข็งขัน
ผู้คนที่เข้าแถวในเมืองหลวงช่างแปลกประหลาดนัก ไม่ส่งเสียง
อึกทึก ไม่ทะเลาะวิวาท ทุกคนต่างรอคอยอย่างสงบเงียบ
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เจียงเซิงจึงล้วงเอาเกาลัดอุ่น ๆ
ออกมาจากอกเสื้อ แกะเปลือกออกแล้วโยนเข้าปากเม็ดหนึ่ง
พอรู้สึกถึงความนุ่มและกลิ่นหอมที่แผ่ซ่านบนปลายลิ้น นางก็
รู้สึกพึงพอใจมาก
ด้วยความนิยมของเกาลัดคั่วน ้าตาล แม้จะทำให้เรือนโยวหราน
ไม่พอใจ แต่ก็ยังคงมีคนแย่งกันมาทำการค้ากับพวกเขา
“พี่รอง” เด็กหญิงนึกขึ้นได้ “ท่านจะไปขนเกาลัดรอบใหม่หรือยัง
เจ้าคะ? อย่าเพิ่งขายหมดเชียวนะ”
“วางใจเถอะ พี่น้องตระกูลเกาจะไปขนมันมาทันทีหลังปีใหม่” เจิ้ง
หรูเชียนลูบศีรษะนาง “อย่างมากภายในยี่สิบวันก็จะนำเกาลัดสองพัน
ชั่งกลับมา”
สองพันชั่ง
ฟังดูเหมือนมาก แต่จริง ๆ แล้วขายได้ไม่นานก็หมด มันจึงเป็น
เหตุผลให้เจิ้งหรูเชียนกำหนดว่า “จำกัดการซื้อเพียงสองชั่ง”
เกาลัดที่ซื้อมาในราคาสามเหวินจากเหอเป่ย ขนส่งมาไกลนับ
พันลี้จนถึงเมืองหลวง แล้วนำมาทำเป็นเกาลัดคั่วน ้าตาล ขายเพียง
สามสิบเหวิน สิ่งที่ต้องการไม่ใช่กำไรอีกต่อไป แต่เป็นชื่อเสียง
เมื่อใดก็ตามที่คนเมืองหลวงไปเยี่ยมเยือนญาติมิตร หรือเกิด
อยากทานของว่างขึ้นมา สิ่งแรกที่ผุดขึ้นในใจคือ “ร้านจิ่วเจิน”
ต่างหากถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
เกาลัดคั่วน ้าตาลเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต่อไปจะมีอาหารแปลกใหม่
จากต่างถิ่นมากขึ้น และจะมีคนมากมายที่กลายมาเป็นลูกค้าประจำ
ของร้านจิ่วเจิน
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำการค้าของเจิ้งหรูเชียน และเป็น
ความมั่นใจที่เขากล้าแยกตัวออกจากเรือนโยวหราน ยิ่งไปกว่านั้นยัง
เป็นจุดเริ่มต้นของแผนที่การค้าอันยิ่งใหญ่ของเขา
รถม้าแออัด ผู้คนเบียดเสียด ต่างฝ่ายต่างก้าวเดินอย่าง
ยากลำบาก
แต่เจิ้งหรูเชียนที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน กลับราวกับจะยืนอยู่บนยอด
เขา สง่างามเหนือทุกคน
ความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมของเขา หากผู้ใดในอำเภอเซี่ยหยางได้
เห็นในยามนี้ ล้วนต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้างแน่
มีเพียงคนเดียวที่มองเห็นเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
และเรียกเขาว่า “เด็กน้อย”