พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 238 พี่ใหญ่วางแผนจัดการจูจื้อ
ในใต้หล้านี้ มีเพียงผู้เดียวที่สามารถเรียกเจิ้งหรูเชียนเช่นนั้นได้
นั่นก็คือสวี่โม่ คนที่เหนือกว่าเจ้ารองเจิ้งตั้งแต่เด็ก และมีกลิ่นอาย
ของพี่ชายไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่
เช่นเดียวกับน้องชายคนรองและน้องสาว เขาปรากฏตัวที่ถนน
เทียนเจีย แต่ไม่ใช่เพื่อมาดูกิจการของร้านจิ่วเจิน แต่มาเพื่อแผนการ
อื่น
นอกจากเขาแล้ว ยังมีฉีหวาย รวมถึงอันจวิ่นที่ถูกจำกัดให้อยู่แค่
ในเมืองหลวง
หากพูดว่าถูกจำกัดอาจจะฟังดูเกินจริงไปสักหน่อย แต่อันจวิ่นก็
ไม่กล้าออกจากเมืองหลวงจริง ๆ ยิ่งไม่กล้ากลับบ้านเกิดไปเยี่ยมบิดา
มารดา ด้วยเกรงว่าจะ “บังเอิญ” ตายระหว่างทาง
โบราณกล่าวไว้ว่า สถานที่ที่อันตรายที่สุด คือสถานที่ที่ปลอดภัย
ที่สุด
อันจวิ่นเห็นด้วยกับประโยคนี้อย่างยิ่ง
สำหรับคนที่ไม่รู้จัก เมืองหลวงคือถ ้ามังกรรังเสือ คือดงหนาม
รกชัฏ คือสถานที่ที่อันตรายรอบด้าน
แต่สำหรับคนอย่างอันจวิ่นที่เคยปรากฏตัวต่อหน้าราชสำนัก
เมืองหลวงซึ่งเต็มไปด้วยทหารยาม คนตระกูลใหญ่ที่คอยจับตาเฝ้าดู
กันเอง และสายลับอีกมากมาย กลับทำให้เมืองหลวงกลายเป็นที่ที่
ปลอดภัยอย่างยิ่ง
ทุกคนรู้ว่าเขาคืออันจวิ่น ทุกคนรู้ว่าราชสำนักคุ้มครองเขา ทุก
คนก็รู้ว่าหากคนผู้นี้เกิดเรื่องขึ้นมา ตระกูลใหญ่ทั้งหลายก็ไม่มีทางหา
คำอธิบายให้ชัดเจนได้
ดังนั้นอันจวิ่นจึงสามารถโบกพัดมาปรากฏตัวบนถนนเทียนเจีย
ถึงขั้นยืนน ้าลายไหลเมื่อเห็นเกาลัดคั่วน ้าตาล “แค่ได้กลิ่นก็หอม
หวานชวนลิ้มลองแล้ว หากได้ลิ้มรสคงจะอร่อยเหมือนสวรรค์อยู่ใน
ปากแน่”
ฉีหวายยืนหัวเราะอยู่ข้าง ๆ “หากพี่อันชอบ ก็บอกกับพี่สวี่เถอะ
นี่เป็นร้านของครอบครัวเขา”
อันจวิ่นจึงมองสวี่โม่ด้วยสายตาเป็นประกาย แต่ก็ถูกชุดบ่าวที่
เขาสวมอยู่ทำให้ตาพร่า รีบหันหน้าหนีไป
เจ้ากรมพิธีการช่วยอันจวิ่น ฉีหวายก็ถูกจัดให้อยู่ฝ่ายเดียวกับ
อันจวิ่นทันที การออกเที่ยวด้วยกันจึงไม่มีปัญหา
แต่สวี่โม่นั้นต่างออกไป เขาไม่มีฐานะหรือภูมิหลัง อีกทั้งไม่มีบิดา
คอยหนุนหลัง จึงต้องปลอมตัวเป็นบ่าวของตระกูลฉี เพื่อเป็นการ
ป้องกัน
อันจวิ่นอยากกินเกาลัดคั่วน ้าตาล แต่ก็กลัวว่าตัวตนของสวี่โม่จะ
ถูกเปิดเผย จึงบ่นกับอากาศว่า “ข้าอยากกินเกาลัดคั่วน ้าตาล อยาก
กินเกาลัดคั่วน ้าตาลจังเลย”
ราวกับว่าหากเขาร ่าร้องไปเช่นนี้ เกาลัดก็จะร่วงหล่นลงมาจาก
ฟ้า
สวี่โม่พยายามกลั้นหัวเราะ ยังคงรักษาบทบาทบ่าวรับใช้ของตน
อันจวิ่นบ่นอยู่พักหนึ่ง พอเห็นว่าเกาลัดคั่วน ้าตาลไม่ได้ร่วงลงมา
จริง ๆ จึงเปลี่ยนมาใช้การน้อยใจแทน “พี่สวี่ ตอนนี้เจ้าไม่ให้เกาลัด
คั่วน ้าตาลข้า แต่หากวันหน้าข้าล้มป่วยนอนซม โปรดจำไว้ว่าให้นำ
เกาลัดคั่วน ้าตาลมาเยี่ยมข้าด้วย”
พูดจบเขาก็ยกพัดขึ้นมาบังหน้า แสร้งทำเป็นน้อยอกน้อยใจ
ไม่เคยคิดเลยว่า บัณฑิตยากจนที่ดูเซ่อซ่าคนนี้ จะมีด้านที่
น่าสนใจเช่นนี้ด้วย
ฉีหวายที่อยู่ข้าง ๆ หัวเราะจนไหล่สั่น กำลังจะเอ่ยล้อเลียนสอง
สามประโยค แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นเป้าหมาย จึงตื่นตัวขึ้นมา
ทันที
พวกเขาซึ่งมาปรากฏตัวที่นี่ ไม่ได้มาเพื่อสร้างเสียงหัวเราะ ยิ่ง
ไม่ได้มาเพื่อเกาลัดคั่วน ้าตาล
แต่คนที่มาคือคนที่สวี่โม่ครุ่นคิดถึงมาหลายปี
จูจื้อ…
ในวันขึ้นปีใหม่ ราชสำนักได้ถอดยศจวี่เหรินของเขา แม้จะไม่ได้
กล่าววิจารณ์ตระกูลจู แต่พวกเขาคงรู้สึกอับอายมาก ทำให้ท่าทีของ
คนตระกูลที่มีต่อจูจื้อเย็นชาลงด้วย ได้ยินว่าชีวิตก็ไม่ค่อยสุขสบาย
นัก
แต่สำหรับสวี่โม่แล้ว ยังห่างไกลกับคำว่าความพอใจอีกมาก
เขาต้องการให้จูจื้อถูกตระกูลจูขับไล่ ต้องการให้ตระกูลจูไม่เป็น
ที่พึ่งพิงของจูจื้ออีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องการให้จูจื้อตกอับจน
ต้องแย่งอาหารกับหมูหมา อาศัยอยู่กับคนขอทาน ขาทั้งสองข้าง
พิการ ไม่อาจมีชีวิตอยู่แต่ก็ไม่อาจตายไป
ตอนนี้ตระกูลจูรังเกียจจูจื้อ เพราะการทุจริตการสอบขุนนาง
เพียงแรงผลักดันอีกนิดก็จะทอดทิ้งจูจื้ออย่างสิ้นเชิง
สวี่โม่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน สบสายตากับจูซือหวนที่อยู่ข้าง ๆ
จูจื้อ แล้วรีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว
ที่ประตูพระราชวังในวันขึ้นปีใหม่นั้น เขาวาดภาพจุดจบของจูจื้อ
ไว้แล้ว เหตุที่รอจนถึงวันที่แปดจึงลงมือ ก็เพื่อหาผู้ช่วยเหลือให้มาก
ขึ้นเท่านั้น
อันจวิ่นเป็นหนึ่งในนั้น ฉีหวายก็ใช่ จูซือหวนก็ใช่เช่นกัน
“พี่สวี่ พี่อัน เขามาแล้ว” ฉีหวายกระซิบเตือน “พวกเราเตรียมตัว
ให้พร้อม”
ในฐานะบ่าวรับใช้ สวี่โม่ไม่อาจตอบรับได้
แต่อันจวิ่นกลับสะดุ้งตื่นตัว จ้องมองจูจื้อด้วยสายตาดุร้าย ความ
คั่งแค้นเดือดพล่านในใจ
ความเกลียดชังของสวี่โม่ที่มีต่อจูจื้อนั้นมาจากความแค้นของ
บิดามารดา จากอำเภอเซี่ยหยางลากยาวมาถึงเมืองหลวง เป็นความ
เกลียดชังที่บางเบาแต่ยาวนาน
ส่วนความเกลียดชังของอันจวิ่นที่มีต่อจูจื้อนั้น เป็นเพราะ
ตำแหน่งจวี่เหรินของเขาถูกแย่งชิงไป แม้จะได้กลับคืนมาแล้วก็ยังไม่
อาจลดทอนความแค้นลงได้ เป็นความเกลียดชังที่รุนแรงและชัดเจน
เมื่อความเกลียดชังทั้งหมดมารวมตัวกันในสายธาร พวกเขาต่าง
มีจุดหมายเดียวกัน จึงร่วมมือกันโดยไม่ต้องนัดหมาย
“พี่สวี่ พี่ฉี” อันจวิ่นเอ่ยเสียงต ่า “ดูข้านะ”
พูดจบ เขาก็พุ่งตรงไปข้างหน้าทันที
ในยามนี้จูจื้อกำลังขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ไม่เข้าใจว่าทำไม
จูซือหวนหลานชายจากตระกูลสายรองถึงได้นัดเขาออกมาพบ ทั้ง ๆ
ที่อักฝ่ายมีสถานะสูงขึ้นเพราะได้แต่งงานกับตระกูลเถา ส่วนเขาที่
เป็นคนตระกูลสายตรงกลับรู้สึกอับอายเพราะสูญเสียตำแหน่งจวี่เห
รินไป
ขณะที่ฝ่ายหนึ่งเสื่อมลง อีกฝ่ายกลับรุ่งเรือง แม้จูจื้อจะดูถูกจูซื
อหวน แต่ก็ยอมตอบรับคำเชิญของเขา
“น้าสาม ข้าได้ยินว่าที่ถนนเทียนเจียเพิ่งมีร้านเปิดใหม่ ที่นั่นมี
เกาลัดคั่วน ้าตาลขาย ซือหวนเห็นท่านเบื่อ ๆ เลยอยากเชิญท่านมา
ลองชิมดูขอรับ” จูซือหวนพูดด้วยสีหน้าประจบ
จูจื้อยิ่งดูถูก “สมกับเป็นคนที่เลี้ยงดูมาจากตระกูลสายรองจริง ๆ
แค่ขนมหวานก็ยังเก็บมาใส่ใจได้ ตระกูลจูมีอะไรบ้างที่ไม่มี ยังมีไม่พอ
ให้เจ้าได้กินอีกหรือ”
จูซือหวนภายนอกแสดงท่าทางนอบน้อม แต่ในใจกลับแค่น
หัวเราะเยาะ
เมื่อฝ่ากลุ่มคนเข้าไปได้และเห็นแถวที่ต่อยาวเหยียด จูจื้อก็หงุด
หงิดอีกครั้ง “เจ้าให้ข้ามาต่อแถว? ข้าเป็นคนตระกูลจูสายตรง แต่เจ้า
ให้ข้ามาต่อแถวซื้ออย่างนั้นหรือ?”
“เดี๋ยวข้าไปเองขอรับ ข้าไปเอง” จูซือหวนก้มหัวคำนับ “ท่านน้า
ข้าจะไปเอง”
พูดจบ เขาก็ยืนอยู่ท้ายแถว ปล่อยให้จูจื้อยืนอยู่คนเดียว
ท่ามกลางฝูงชนที่แออัด
ทันใดนั้นอันจวิ่นก็วิ่งมาอย่างสุดแรง ตั้งใจงอศอกชนเข้าที่ท้อง
ของจูจื้อ
จูจื้อซึ่งเดิมมีสีหน้าไม่พอใจ ก็พลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ดวงตาคู่โตเหมือนจะถลนออกมาจากเบ้า ริมฝีปากที่มีหนวดเครารก
ครึ้มอ้าออกอย่างรวดเร็ว เหลือแต่แลบลิ้นที่ออกมา แทบจะสามารถ
ไปแสดงเป็นผีแขวนคอในโรงละครได้อยู่แล้ว
ได้ยินเสียงตุบดังขึ้น ทั้งสองก็ล้มลง
ชาวบ้านรอบข้างรีบหลบไปอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าจะพัวพัน
กับเรื่องยุ่งยาก จึงเป็นการเปิดพื้นที่ว่างให้
“โอ๊ย ๆ” จูจื้อเจ็บแทบตาย พอได้สติเขาก็เริ่มโมโห “ใครกัน!
ใครคิดจะลอบสังหารข้า เด็ก ๆ ไปแจ้งทางการมาจับตัวเขา”
อันจวิ่นยืนขึ้นอย่างลนลานและสับสน “ขออภัย ๆ ข้าบังเอิญลื่น
ล้มจึงทำให้ท่านบาดเจ็บ ขออภัยจริง ๆ ขอรับคุณชาย”
สายตาของทั้งสองสบกัน อันจวิ่นกำลังหวาดกลัวและลังเล ส่วน
จูจื้อแม้จะโกรธแต่ก็มองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์
สายตานี้ สวี่โม่เคยครุ่นคิดมานานแล้ว
เขาต้องการให้อันจวิ่นแสดงท่าทีขอโทษ แต่แท้จริงแล้วเป็นการ
ยั่วยุ เพื่อกระตุ้นให้จูจื้อโกรธเคือง บีบให้จูจื้อเสียสติ
แต่พอคิดอีกที วิธีนี้ดูตื้นเขินเกินไป แม้จูจื้อจะไม่ใช่คนที่ฉลาด
เป็นกรด แต่ก็ไม่ได้โง่เขลา หากรู้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล มันจะ
กลายเป็นผลเสียต่อพวกเขาเอง
ท้ายที่สุด เขาจึงเลือกให้อันจวิ่นแสดงท่าทีหวาดกลัว เผยให้เห็น
ความขลาดเขลาของสามัญชน ซึ่งจะยิ่งกระตุ้นความคิดชั่วร้ายของ
ชนชั้นสูง
เพราะในสายตาของคนตระกูลใหญ่ ชาวบ้านทั่วไปรังแกง่ายและ
จัดการได้ง่าย
ความจริงพิสูจน์แล้วว่าเขาเลือกถูก
หลังจากสบตากัน จูจื้อก็โกรธเกรี้ยวจัด มั่นใจว่าอันจวิ่นซึ่งเป็น
เพียงสามัญชนนั้นไร้อำนาจ ความกดดันที่สะสมมานาน ความ
เจ็บปวดจากท้องไส้ ทำให้เขาคลุ้มคลั่งชกต่อยราวกับเป็นคนบ้า
หมัดทุกหมัดพุ่งเข้าใส่ใบหน้า เสียงดังตุบตับกังวานทุกครั้ง