พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 239 ความตายของจูจื้อ
สถานการณ์ในตอนนั้นวุ่นวายเหลือเกิน
ความโกรธแค้นของจูจื้อเกินกว่าที่พวกเขาจะคาดคิด กำปั้นของ
เขาทั้งเร็วและรุนแรง ราวกับต้องการระบายความแค้นที่สะสมมา
ตลอดช่วงที่ผ่านมาให้หมดสิ้น
อันจวิ่นเป็นบัณฑิตร่างผอมบาง ถูกชกจนเลือดกำเดาไหลและ
ฟันหลุด
สวี่โม่กับฉีหวายตกใจสุดขีด คนหนึ่งเข้าไปห้ามจูจื้อ อีกคนใช้
ร่างกายบังเท้าใหญ่ที่กำลังจะเหยียบลงมา
แม้แต่จูซือหวนที่กำลังต่อแถวก็วิ่งเข้ามา ทั้งห้ามทั้งตะโกน “น้า
สาม น้าสาม ท่านเป็นอะไรไป ทำไมท่านถึงทำร้ายคนกลางถนน
เช่นนี้”
ชาวบ้านโดยรอบต่างถอยหนีกันไปเรื่อย ๆ แม้แต่เกาลัดคั่วที่
กำลังจะได้มาก็ไม่สนใจ เอาแต่หลีกหนีไปเพื่อหลบเลี่ยงความวุ่นวาย
จูจื้อยังคงต้องการไล่ตามอันจวิ่น แต่ถูกฉีหวายและจูซือหวนจับ
แขนขาไว้แน่น ไม่สามารถขยับได้อีกต่อไป
“พี่อัน ๆ” สวี่โม่เรียกอันจวิ่นที่ใบหน้าบวมช ้าเบา ๆ ในใจทั้ง
เสียใจและโกรธแค้น
แต่เดิมพวกเขาตกลงกันว่าจะทำเพียงปะทะคารมกันเท่านั้น
อย่างมากก็แค่ผลักกันสองสามที แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะรุนแรงถึงเพียง
นี้
เขาเห็นฟันขาวใหญ่บนพื้นถูกเตะไปมา สวี่โม่รู้สึกเสียใจที่คน
ถูกชกไม่ใช่ตัวเอง
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหู พร้อมกับมือสั่นเทาที่เอื้อมมา
“พี่สวี่ คราวนี้ เจ้าต้องนำเกาลัดคั่วน ้าตาลมาเยี่ยมข้าแล้ว…”
สวี่โม่ก้มหน้าลงด้วยความตกตะลึง เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของอันจ
วิ่นและความพึงพอใจของเขา
ชั่วขณะนั้น ทั้งสองต่างเข้าใจความปรารถนาในการแก้แค้นของ
กันและกัน
ราวกับภูเขาสูงพบกับสายน ้า เหมือนป๋อหยากับจื่อชี พวกเขายิ้ม
ให้กัน ทุกอย่างมีความหมายโดยไม่ต้องพูด
ส่วนอีกสองคนไม่ได้โชคดีเช่นนั้น
เมื่อไม่สามารถขยับร่างกายได้ จูจื้อก็เริ่มตะโกนด้วยความโกรธ
ปากที่อยู่ใต้หนวดเคราสั้น ๆ ราวกับปากไหสุรา พรั่งพรูวาจาออกมา
ไม่หยุดยั้ง
น่าเสียดายที่สิ่งที่หลั่งไหลออกมาจากไหสุราคือสุราชั้นเลิศ แต่
สิ่งที่จูจื้อพ่นออกมากลับเป็นน ้าลายเหม็นโฉ่
จูซือหวนยังพอทนได้ แต่ฉีหวายกลอกตามองฟ้าแล้ว เขา
เกือบจะอาเจียนออกมาอยู่รอมร่อ
ในที่สุดจูซือหวนก็ทนไม่ไหว ตะโกนด้วยความโมโห “น้าสาม
อย่าโกรธไปเลย ท่านทำร้ายคนกลางถนนเช่นนี้ หากรู้ไปถึงหูตระกูล
จูจะทำอย่างไรเล่า!”
จูจื้อหยุดด่าทันที ร่างทั้งร่างพลันกลายเป็นคนฉลาดและเจ้าเล่ห์
อีกครั้ง ไม่มีท่าทีคลุ้มคลั่งแม้แต่น้อย
เขาเหลือบมองอันจวิ่นที่นอนอยู่บนพื้น แล้วกวาดตามองผู้คน
โดยรอบ ก่อนจะค่อย ๆ กุมท้อง ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความ
เจ็บปวด “ชายผู้นี้เป็นฝ่ายทำร้ายข้าก่อน ข้าเพียงป้องกันตัวเท่านั้น
ทุกท่านสามารถเป็นพยานได้ว่าเขาทำร้ายข้า”
สีหน้าของสวี่โม่ดำทะมึนทันที
ตามกฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋ ผู้ที่ลงมือก่อนถือว่าเป็นฝ่ายผิด
แม้ว่าอันจวิ่นจะไม่ได้ตั้งใจ แต่จูจื้อก็สามารถอ้างได้ว่าเป็นการป้องกัน
ตัว แม้จะร้องเรียนต่อศาลาว่าการก็ยากที่จะตัดสินได้
ดังนั้นจูจื้อจึงทำตามใจ ทุบตีชกต่อยอย่างรุนแรง เขาใช้อันจวิ่น
เป็นที่ระบายความแค้นและความเกลียดชังที่สะสมมาหลายวัน ทั้งยัง
ทำให้อันจวิ่นไม่สามารถฟ้องร้อง และต้องยอมรับการถูกทุบตีเพราะ
เป็นฝ่ายผิด
จิตใจของเขาสมควรจะประณาม เจตนาก็ชั่วร้ายโหดเหี้ยม
โชคดีที่อันจวิ่นไม่ใช่สามัญชนธรรมดา เขาเป็นบัณฑิตที่ได้รับ
การแต่งตั้งจากฝ่าบาทให้เข้าศึกษาที่กั๋วจื่อเจี้ยน เป็นซิ่วไฉที่กำลัง
เตรียมตัวสอบระดับแคว้น และที่สำคัญที่สุด เขาเป็นนักเขียนเงาของ
จูจื้อ และเป็นคนเปิดโปงเรื่องนี้จนทำให้จูจื้อสูญเสียตำแหน่งจวี่เหริน
เมื่อจูจื้อพูดจบ อันจวิ่นที่ถูกชกจนเสียฟันไปซี่หนึ่งก็ลุกยืนอย่าง
ยากลำบาก แล้วคุกเข่าไปทางวังหลวง “กระหม่อมบัณฑิตอันจวิ่น
ถูกคนตระกูลจูแก้แค้นอย่างโหดร้ายบนถนนหลวงในวันที่สิบของปี
ใหม่ กระหม่อมขอประทานอภัยที่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง กระหม่อมจะ
ชดใช้ชีวิตให้ตระกูลจูเดี๋ยวนี้!”
กล่าวจบเขาก็พุ่งเข้าไปชนเสาที่อยู่ใกล้ที่สุด
สวี่โม่กับฉีหวายรีบเข้าไปขวางไว้อย่างทุลักทุเล พร้อมกับปลอบ
ประโลมสุดความสามารถ
จูซือหวนหันหน้ามอง เห็นน้าชายผู้สูงศักดิ์จองหองสีหน้าซีด
เผือดลง ร่างกายเริ่มสั่นเทา เขาก็ยิ้มเยาะอย่างมีเลศนัย
ตระกูลจูแก้แค้นนักเขียนเงาต่อหน้าผู้คน
หากเรื่องนี้เกิดขึ้น ทั่วทั้งเมืองหลวงจะต้องสั่นสะเทือนแน่นอน
บรรดาตระกูลใหญ่ต่างเบิกตาโพลงด้วยความโกรธเกรี้ยว ไม่
อยากเชื่อว่าตระกูลจูจะโง่เขลาถึงเพียงนี้ ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็ยังเกรงกลัว
อันจวิ่นอยู่บ้าง แต่ทำไมคนตระกูลจูถึงได้ใจกล้าถึงขนาดแก้แค้นคน
ใต้พระพักตร์ฝ่าบาท
ตระกูลจูก็ปวดหัวไม่แพ้กัน ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมจูจื้อถึงได้ไป
ยั่วโมโหอันจวิ่นในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ถึงขั้นทุบตีจนฟันของเขา
หลุดไปซี่หนึ่ง แถมยังลงมือต่อหน้าผู้คน ผู้ใดก็แก้ตัวแทนไม่ได้แล้ว
จูจื้อยิ่งสับสนไปใหญ่ ม่เข้าใจว่าเขาไปทำร้ายอันจวิ่นได้อย่างไร
ใช่แล้ว ถ้าเป็นคนธรรมดาแทนที่จะเป็นอันจวิ่น ก็คงต้องยอมรับ
การทุบตีโดยเปล่าประโยชน์
สวี่โม่รู้สึกขบขันในใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับน้องชายน้องสาวว่าต้อง
อยู่ให้ห่างจากตระกูลของผู้มีอำนาจ แม้แต่การปะทะกันก็ต้อง
หลีกเลี่ยง
เจียงเซิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย จดจำเอาไว้ในใจ
ทั้งเมืองหลวงจับตามองเรื่องตระกูลจูกับอันจวิ่น การทำร้าย
ร่างกายคนบนท้องถนนทำให้ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายรุนแรงขึ้น
แม้แต่ราชสำนักก็ไม่อาจประนีประนอมได้
พี่น้องในเรือนเล็กต่างรอคอยด้วยความตื่นเต้น หวังเพียงว่า
พี่ชายจะสามารถแก้แค้นได้ เพื่อที่เขาจะได้มุ่งมั่นกับการสอบอย่าง
สบายใจ
วันรุ่งขึ้น ราชสำนักได้เรียกตัวคนตระกูลจูเข้าวัง
สี่วันต่อมา หลังจากพยายามดิ้นรนซ ้าแล้วซ ้าเล่า ในที่สุดตระกูล
จูก็ลบชื่อจูจื้อออกจากตระกูล และประกาศให้คนทั่วทั้งเมืองหลวงรู้ว่า
จูจื้อถูกขับออกจากตระกูลจูแล้ว
การทำเช่นนี้เป็นไปตามที่หลายคนคาดการณ์ไว้
จูจื้อสูญเสียสถานะจวี่เหริน อนาคตก็ไม่สามารถเข้าร่วมการ
สอบขุนนางได้ การแต่งงานกับตระกูลเถาก็จบลงด้วยความล้มเหลว
อีกทั้งยังมีภรรยาลับกับบุตรนอกสมรส ชีวิตทั้งชีวิตของเขาถือว่าพัง
พินาศแล้ว
การที่เขาสามารถมีที่ยืนในตระกูลจูได้ ก็เพราะสถานะคนตระกูล
จูสายตรงของเขา และการปกป้องจากพี่ชายพี่สาวเท่านั้น
บัดนี้เขาได้ทำร้ายอันจวิ่นและยังถูกราชสำนักจับตามอง แม้แต่พี่
น้องที่สนิทที่สุดก็ไม่อาจปกป้องน้องชายเช่นนี้ได้ ได้แต่มองดูเขาถูก
ขับออกจากตระกูล สูญเสียการปกป้องคุ้มครองจากตระกูลไป
แต่แล้วอย่างไรเล่า?
จูจื้อก็ยังคงอาศัยอยู่ในเรือนพักอย่างสบายใจ มีภรรยาที่รักและ
บุตรอยู่ในอ้อมกอด ไม่ขาดเงินทอง ไม่ขาดอาหาร ไม่ขาดความสุข
ตระกูลจูไม่ใช่ที่พึ่งของเขา แต่ฮูหยินตระกูลฟางซึ่งเป็นผู้นำ
ตระกูลจู ก็ยังคงแอบดูแลน้องชายที่ไร้ความสามารถผู้นี้อยู่
หากต้องการแก้แค้นให้สำเร็จ ยังจำเป็นต้องมีขั้นตอนสุดท้าย
วันที่สิบห้าเดือนอ้าย
ท่ามกลางเทศกาลโคมไฟ
ขณะที่ผู้อื่นกำลังต้มบัวลอยเพื่อทานกันในเทศกาลโคมไฟ สวี่
โม่กลับกำลังลับมีด
เดิมทีเขาเป็นบัณฑิตผู้มีความรู้ รูปร่างผอมสูง เมื่อจับพู่กัน
ขึ้นมาก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของปราชญ์ แต่ในตอนนี้กลับถือหินลับ
มีดมาลับมีด พาให้ผู้คนรู้สึกขัดแย้งยิ่งหนัก
สวี่โม่กลับไม่รู้สึกอะไรเลย เขาตั้งใจจะลับมีดให้คมกริบยิ่งขึ้น
เพื่อสะดวกกับการตัดเส้นเอ็นมือและเท้าของจูจื้อ แล้วจึงค่อยเอาชีวิต
สุนัขของเขา
เจิ้งหรูเชียน เวินจืออวิ่น จ่างเยี่ยนและเจียงเซิงยืนอยู่สองข้าง สี
หน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“พี่ใหญ่ร่างกายผอมบางเช่นนี้ จะสู้จูจื้อไหวหรือ? จะไม่ถูกฆ่า
กลับหรอกหรือ” เจ้ารองขมวดคิ้วด้วยความกังวล ช่วงนี้ถึงกับไม่มี
อารมณ์ทำการค้า
“หรือว่า หรือว่าให้ข้าไปแทนดีกว่า” เจ้าสี่น้อยพูดเสียงสั่น พลาง
หยิบยาพิษสองห่อที่เพิ่งคิดค้นออกมา
สวี่โม่ที่ลับมีดอยู่ชะงัก ยังไม่ทันได้พูดอะไร
จ่างเยี่ยนจึงพูดแทนเขา “ไม่มีใครไปทั้งนั้น พี่ใหญ่ก็ไม่ไปด้วย”
คนทั้งครอบครัวหันกลับมาอย่างตกตะลึงและงุนงง
สวี่โม่วางแผนอย่างแยบยลเพื่อจะแก้แค้น เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาไป
เยี่ยมอันจวิ่นและส่งเกาลัดคั่วน ้าตาลไปให้ถึงสิบชั่ง ชัยชนะอยู่แค่
เอื้อมแล้ว จะบอกว่าไม่ไปได้อย่างไร
ตระกูลจูละทิ้งจูจื้อแล้ว พี่ชายและพี่สาวแท้ ๆ ก็ให้ได้แค่เงินทอง
ตอนนี้จึงเหมาะที่สุดในการลงมือสังหาร ขอเพียงทำให้สะอาด
เรียบร้อย ศาลาว่าการแห่งเมืองหลวงก็ไม่อาจสืบหาร่องรอยได้
“แต่ถ้าหากสืบพบเล่า” จ่างเยี่ยนกล่าวเสียงเรียบ “พี่ใหญ่เป็นคน
ที่จะสอบขุนนางเพื่อเป็นจอหงวน ภูมิหลังต้องใสสะอาด ไม่อาจแปด
เปื้อนเลือดได้”
การแก้แค้นนั้นสำคัญ แต่ก็ไม่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตที่จะสดใส
รุ่งโรจน์ได้
ยิ่งไปกว่านั้น มือขาวผ่องเรียวยาวที่ใช้จับพู่กันนั้น จะฆ่าคนได้
อย่างไร
“พี่ใหญ่ นายอำเภอสวี่กับภรรยาจะยอมเห็นคุณทิ้งเส้นทางเดิม
เพื่อแก้แค้นหรือ” จ่างเยี่ยนกล่าวแทงใจ “การลงมือฆ่าคนด้วยตัวเอง
จะไม่ทำให้ความเชื่อเดิมของท่านสั่นคลอน และส่งผลต่อความรู้ที่
ท่านขวนขวายมาสิบปีจริง ๆ หรือ”
คนคนหนึ่งที่ได้รับการอบรมด้วยหลักคำสอนของขงจื๊อให้รัก
ประชาชนและประเทศแล้ว จะยินดีลงมือพรากชีวิตผู้อื่นได้อย่างไร
การลับมีดของสวี่โม่ชะงักงัน เกือบจะจับด้ามมีดไว้ไม่อยู่
แต่เขาก็ไม่อาจทนเห็นจูจื้อใช้ชีวิตอย่างอิสระได้
จ่างเยี่ยนคาดการณ์ไว้แล้วจึงยิ้มเบา ๆ “พี่ใหญ่ คนที่เกลียดจูจื้อ
ไม่ได้มีแค่ท่านคนเดียว”
นอกจากอันจวิ่นแล้ว ในเขตอันสุ่ยที่ห่างไกลยังมีอีกคนหนึ่งที่
เกลียดจูจื้อเข้ากระดูกดำ
ลูกสาวของพวกเขาถูกสังหาร ลูกชายของพวกเขาถูกทำร้าย
แต่ลูกเขยกลับแต่งงานใหม่และยังใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย จะให้เขา
ยอมได้อย่างไร
เจียงซานที่รีบร้อนจากไปในวันขึ้นปีใหม่ เร่งรีบควบม้าไปยัง
อำเภออวิ๋นสุ่ย แอบบอกที่อยู่ของจูจือให้กับคนตระกูลเกา ก่อนจะอีก
ฝ่ายตามเขามาที่เมืองหลวง
วันที่ยี่สิบของเดือน จูจื้อที่กำลังสำราญอยู่กับภรรยาลับถูกแทง
ตายในทันที จบชีวิตอันไร้ค่าของเขา และทำให้ความแค้นในใจ
ของสวี่โม่สลายไปอย่างสิ้นเชิง