พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 242 มุมมองของเจียงเฉิงฮวน
หัวใจเจียงเซิงสะท้านวูบ
แม้จะคาดการณ์ไว้แล้วว่าเรือนโยวหรานคงโกรธพวกเขามาก
และจะต้องตัดความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมด แต่เพราะเถ้าแก่ทั้ง
สองที่เขตอันสุ่ยและอำเภอเซี่ยหยางล้วนเป็นคนดี เจียงเซิงจึงยังคงมี
ความหวังอยู่บ้าง
นึกถึงพวกนางพี่น้องที่เริ่มต้นจากไม่มีอะไรจนมาถึงทุกวันนี้ จาก
อำเภอเซี่ยหยางไปเขตอันสุ่ยแล้วมาถึงเมืองหลวง การค้าค่อย ๆ
เติบโตขึ้น เงินทองก็ค่อย ๆ งอกเงย
เรือนโยวหรานคือจุดเริ่มต้นการค้าของพวกเขา และเป็นพยาน
ของการเติบโตทีละก้าว เถ้าแก่ไป๋แห่งอำเภอเซี่ยหยางยังคอยชี้แนะ
พวกเขาหลายครั้ง ทำให้พวกเขารู้สึกซาบซึ้งใจมาก
การตัดขาดทั้งหมดอย่างกะทันหันนี้ทำให้รู้สึกเสียดายไม่น้อย
เจียงเซิงเบิกตาโตขึ้น ชั่วขณะหนึ่งนางรู้สึกท้อแท้ใจ
“เจ้า…อย่ามาโทษข้าเลย” แววตาของเจียงเฉิงฮวนฉายแววเห็น
ใจ “หากจะโทษก็โทษปากสุนัขของพี่ชายเจ้าเถอะ”
หากจะโทษก็โทษที่เจ้าน่าเอ็นดูเกินไป จนกระทั่งพี่ชายคนเดียว
ของนางก็ยังชื่นชม
“ข้าไม่โทษพี่ชายข้า” เจียงเซิงตั้งสติ กล่าวอย่างจริงจัง “พี่ชาย
ของข้าแค่ต้องการปกป้องข้า จะตัดขาดการค้าก็ตัดขาดไป ไม่มีอะไร
ต้องพูดอีก”
เพียงแต่การค้าของพี่ชายจะถูกตัดขาดทั้งหมด นางจึงไม่อาจอยู่
เฉยได้อีกต่อไป
นางต้องพยายามหาการค้าใหม่ ไม่อาจปล่อยให้พวกป้าที่โรง
ผลิตไม่มีเงินเลี้ยงชีพ และไม่อาจปล่อยให้พวกคนงานที่ขนส่งผักไม่มี
งานทำจนต้องกลับไปอดอยากอีกครั้ง
เจียงเซิงกำหมัดแน่น กำลังจะจากไป แต่จู่ ๆ ประตูห้องก็เปิดออก
ด้านนอกนั้นคือเสี่ยวเอ้อร์ที่คุ้นหน้า
เขารูปร่างผอมแห้ง มีเพียงดวงตาที่เต็มไปด้วยความเฉียบแหลม
เมื่อมองมาก็แฝงไว้ซึ่งการประจบเอาใจ แต่พอหันหน้าไปทางอื่นกลับ
ดูจริงจัง
“แค่ก ๆ” เป็นครั้งแรกที่เหอรุ่ยรู้สึกเหมือนตนถือขนไก่เป็นลูกธนู
“เถ้าแก่ใหญ่ ท่านเจ้าบ้านสั่งมา ให้ทำการค้าร่วมกันต่อไป ห้าม
ยกเลิกขอรับ”
“หา?” เถ้าแก่ใหญ่ตกใจมาก ถึงกับส่งเสียงร้องราวกับเป็ด
เจียงเฉิงฮวนยิ่งไม่เชื่อ “เจ้าเป็นแค่เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่ง พูดจา
เหลวไหลอะไรอยู่ คำพูดของข้าไม่สามารถเป็นตัวแทนตระกูลเจียงได้
หรือ?”
“แต่ท่านไม่ใช่ท่านเจ้าบ้าน” เหอรุ่ยกล่าว “ท่านเป็นเพียง
บุตรสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนของตระกูลเจียงขอรับ”
บุตรสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีอำนาจดูแลเรื่อง
ภายในครอบครัว มีเพียงสิทธิ์ในการออกความเห็นเล็กน้อย เมื่ออยู่
ต่อหน้าเจ้าบ้านตัวจริงแล้ว ย่อมไม่มีความหมายอะไรเลย
สีหน้าของเจียงเฉิงฮวนซีดเผือด ถอยหลังไปหลายก้าวจน
เกือบจะล้มลงบนเก้าอี้ “ใครพูดเช่นนั้น? ใครกัน?”
เหอรุ่ยไม่กล้าตอบ
“เป็นท่านแม่? เป็นพี่ชาย? หรือว่าเป็นท่านย่า?” เจียงเฉิงฮวนกัด
ฟันแน่น “ข้าจะไปถามพวกเขาว่าทำไม ทำไมถึงเป็นเช่นนี้”
นางรีบร้อนจากไป รู้สึกว่าศักดิ์ศรีที่นางพยายามรักษาไว้แตก
สลายไปหมดสิ้น โดยเฉพาะเมื่อผ่านประตูไปและเห็นเจียงเซิงที่กำลัง
ยืนสับสนก็ยิ่งโกรธแค้น
ทั้งที่นางใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีบิดามารดาที่รักใคร่กัน มีท่าน
ย่าที่เมตตา มีพี่ชายที่อ่อนโยน แต่จู่ ๆ ฟ้าดินก็พลิกผัน มีคนบอกว่า
นางเป็นของปลอม
บิดามารดาเป็นของปลอม ท่านย่าเป็นของปลอม พี่ชายก็เป็น
ของปลอม ความรักจากครอบครัวเกือบสิบปีของนางล้วนเป็นของ
ปลอม
ความตื่นตระหนกครอบงำจิตใจ นางขึ้นรถม้าหนีไปไกลถึง
ชนบทห่างไกล ปฏิญาณว่าจะซ่อนตัวอยู่จนกระทั่งฟ้าถล่มดินทลาย
แต่ไม่คิดว่าบิดามารดาและพี่ชายจะตามมาหา บอกนางว่าจะรัก
และทะนุถนอมนางตลอดไป
นางคือบุตรสาวแท้ ๆ ของพวกเขา เป็นความจริงแท้ ไม่มีทางเป็น
ของปลอม
เมื่อกลับมายังเมืองหลวงยังไม่ทันได้สงบใจ อดีตแม่นมที่ส่ง
บุตรสาวตัวจริงไปก็ถูกจับได้ ตัวตนบุตรสาวตัวปลอมของนางจึงถูก
ยืนยันอย่างชัดเจน
โชคดีที่บิดามารดายังคงรักนางเหมือนเดิม โชคดีที่พี่ชายยังคง
เอนเอียงเข้าข้างและปกป้องนาง แต่ท่านย่ากลับยืนกรานว่าจะตามหา
หลานสาวแท้ ๆ มันยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวให้นาง นางรู้ว่าทุกสิ่งที่เป็น
ของตนเป็นเพียงภาพลวงตา แต่นางอยากจับไว้ให้แน่น พยายาม
พิสูจน์ด้วยวิธีต่าง ๆ ว่าตนเป็นที่รักและมีความสุข
หากกล่าวว่าการปรากฏตัวของเจียงเซิงทำให้เจียงเฉิงฮวน
ตระหนักว่า พี่ชายจะไม่เอนเอียงเข้าข้างนางอีกต่อไป
ช่วงเวลานั้นที่ห้องรับรองชั้นสามของเรือนโยวหราน เจียงเฉิง
ฮวนจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าของปลอมสุกท้ายก็คือของปลอม ไม่มี
อะไรสำคัญไปกว่าคนสายเลือดเดียวกัน นางจะไม่มีวันได้รับความรัก
และการสนับสนุนจากครอบครัวอีกต่อไป
ในรถม้า คุณหนูสามเจียงผู้สูงศักดิ์ร ่าไห้อีกครั้งอย่างทนไม่ไหว
แต่เมื่อมาถึงตระกูลเจียง นางก็ต้องเช็ดน ้าตาและกลับมาสง่างาม
เรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้าไปในเรือนของฮูหยินเจียงอย่างสุขุม
นางคำนับอย่างมีมารยาท
จนกระทั่งฮูหยินเจียงลูบผมนางอย่างอ่อนโยนและถามว่า “เฉิง
ฮวนมีเรื่องกังวลใจหรือ?”
ความคับแค้นใจที่ถูกกดไว้จึงพลุ่งพล่านออกมา เจียงเฉิงฮวนโผ
เข้าสู่อ้อมกอดของมารดาทันที ระบายความทุกข์ใจออกมาทั้งหมด
“วันนั้นที่เรือนโยวหราน พี่ชายปล่อยให้ผู้อื่นดูหมิ่นข้า ในใจของ
เขาคงไม่อยากปกป้องข้าแล้ว”
“ตอนนี้ข้าทำให้ตนเองขายหน้าที่เรือนโยวหรานอีกครั้ง ท่านแม่
ตระกูลเจียงไม่ต้องการข้าแล้วใช่หรือไม่ รังเกียจข้าแล้วใช่หรือไม่เจ้า
คะ”
ฮูหยินเจียงไม่ได้พูดอะไร
กระทั่งเจียงเฉิงฮวนระบายความน้อยใจออกมาจนหมดสิ้น นาง
จึงลูบผมของเด็กหญิงพลางพูดอย่างใจลอย “อย่ากลัวไปเลย เจ้าจะ
เป็นบุตรสาวตัวจริงของตระกูลเจียงตลอดไป”
“สิ่งที่สูญหายไปแล้ว ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้”
…
ภายในเรือนโยวหราน
เจียงเซิงมองคุณหนูเจียงที่รีบร้อนจากไปด้วยความตกตะลึง แล้ว
มองเหอรุ่ยผู้ฉลาดเฉลียว สุดท้ายจึงจ้องมองเถ้าแก่ใหญ่ที่กำลังตก
ตะลึงเช่นกัน “นี่…มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ไม่มีอะไรหรอก ท่านเจ้าบ้านเพียงไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวมา
กระทบกับการค้าเท่านั้น” เหอรุ่ยตอบจริงจัง
ความจริงแล้วเป็นเพราะร่างกายของคุณหนูตระกูลเจียงนั้น
สะอาดเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นปานที่มีมาแต่กำเนิดหรือแม้แต่ไฝสัก
เม็ดก็ยังไม่มี จึงยากที่จะระบุตัวตน
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงจึงได้แต่ใช้เรื่องการค้ามาเป็นข้ออ้างเพื่อกักตัว
คนไว้ชั่วคราว เพื่อสะดวกในการพิสูจน์ความเกี่ยวข้องทางสายเลือด
เหอรุ่ยถือขนไก่เป็นลูกศรในคราวนี้รู้สึกสมใจยิ่งนัก
แต่เขาก็รู้ว่าตนเองเป็นเพียงคนงานคนหนึ่ง ยังต้องหากินใต้
ชายคาของเถ้าแก่ใหญ่ หลังจากทำให้คุณหนูสามเจียงโกรธจนจาก
ไป เขาก็ขยิบตาให้เถ้าแก่ใหญ่ซ ้า ๆ แล้วชี้ไปยังห้องด้านข้าง
เถ้าแก่ใหญ่จึงรู้สึกตัว รีบกล่าวว่า “เช่นนั้นพวกเราก็ทำการค้า
กันต่อ หมูรมควันกับไส้กรอกหมดแล้ว ข้าจะให้คนไปขนมาจากโรง
ผลิต ส่วนขนมก็ทำตามที่พวกเราตกลงกันไว้ พรุ่งนี้ก็ส่งมาได้”
มีคำกล่าวว่าสวรรค์ไม่เคยทิ้งขนม แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะมีขนม
ชิ้นใหญ่ตกลงมาจริง ๆ
หากเป็นคนอื่นคงดีใจจนตัวลอย
แต่เจียงเซิงกลับรู้สึกระแวง
นางนึกถึงตอนที่เคยขโมยอาหาร แล้วสาวใช้ของบ้านเศรษฐีนำ
ไก่ย่างมาวางไว้หนึ่งชามเป็นเหยื่อล่อ รอให้พวกขอทานอย่างพวก
นางไปขโมย แล้วก็โผล่ออกมาตียกหนึ่ง
เจียงเซิงโตขึ้นก็ฉลาดขึ้น รู้ว่าคนอย่างนางไม่คู่ควรกับการกิน
ของดี ทุกครั้งที่เห็นอาหารดี ๆ และชิ้นใหญ่ก็จะหลบเลี่ยง เก็บแต่เศษ
อาหารมาประทังชีวิต จึงไม่เคยถูกคนเล่นงานอีก
สถานการณ์ตรงหน้านี้คล้ายกับเมื่อก่อนมาก เจ้าบ้านของร้าน
เรือนโยวหรานคงไม่วางแผนอย่างการจะขายนางใช่หรือไม่
ดวงตากลมโตของนางกลอกไปมา ครุ่นคิดถึงข้อดีข้อเสีย
ถึงอย่างไรตระกูลเจียงก็เป็นตระกูลใหญ่ เรือนโยวหรานก็เป็น
ร้านอาหารใหญ่เช่นกัน เนื้อควันทั้งหมดกำลังจะหมด วันนี้ต้องไปที่
โรงผลิตเพื่อขนส่งสินค้ามา ถึงแม้จะมีแผนการอะไร แต่โรงผลิตก็
สามารถหากำไรได้ก่อน อีกทั้งยังสามารถทำให้ขายสินค้าได้
โดยรวมแล้ว นับว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษ
สิ่งสำคัญที่สุดคือนางไม่ใช่เด็กเร่ร่อนที่โดดเดี่ยวอีกต่อไป นางยีง
มีพี่ชายทั้งห้าคนที่ฉลาดหลักแหลม นางจึงไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใด
อีก!
แต่นางยังต้องแสดงความชอบธรรมสักหน่อย “เถ้าแก่ใหญ่ ท่าน
ไม่สามารถพูดว่าวันนี้จะร่วมมือกัน แล้วพรุ่งนี้ก็ตัดความสัมพันธ์ได้
นะเจ้าคะ สินค้าของพวกเราเองก็มีคนต้องการจะซื้อเช่นกัน”
เถ้าแก่ใหญ่ไม่กล้ารับปาก
เป็นเหอรุ่ยที่รีบพูดแทรกขึ้นมา “วางใจได้ เจ้าบ้านของพวกเรา
พูดจาน่าเชื่อถือ รักษาคำพูดเสมอ”
เจียงเซิงจึงพยักหน้าอย่างพอใจแล้วจากไป
พอนางเดินห่างออกไป เหอรุ่ยก็ก้มตัวเข้าไปในห้องรับรอง
ด้านข้าง แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า จะทำอย่างไรต่อไปหรือ
ขอรับ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าผู้มีผมขาวโพลนหลับตาลงแล้วเอ่ย “ส่งคนไปเขต
อันสุ่ย ข้าต้องการข้อมูลทั้งหมดของเด็กคนนี้ตั้งแต่เกิดจนโต”
ทั้งหมดไม่ว่าเรื่องอะไร