พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 243 เจียงเซิงแอบกิน
เรือนโยวหรานเคลื่อนไหวรวดเร็ว
เพิ่งพูดว่าจะทำการค้าร่วมกันต่อ ก็มีเสี่ยวเอ้อร์รีบขับรถม้าไปยัง
โรงผลิตเพื่อขนส่งไส้กรอกรมควันมา
พอเห็นเจียงเซิงที่ยังไม่ได้เดินไปไกล จึงถามด้วยความหวังดีว่า
“เจ้าอยากให้ข้าไปส่งหรือไม่?”
เจียงเซิงโบกมือปฏิเสธ แม้การนั่งรถม้าจะประหยัดแรง แต่นางหา
โอกาสออกมาเที่ยวเล่นยากนัก จึงอยากจะแอบกินสักสองสามคำ
ก่อนกลับไป
แอบกินอะไรน่ะหรือ?
แน่นอนว่าต้องเป็นถังหูลู่สีสันสดใสน่าทานที่ยั่วยวนใจ
แต่นางไม่อาจไปกินที่ร้านจิ่วเจิน เพราะจะถูกพวกพี่ชายจับได้
เจียงเซิงไม่เข้าใจเลย ฟันน ้านมของนางหลุดออกไปแล้ว ฟัน
ใหม่เล็ก ๆ ก็ขึ้นแน่นเรียงสวย ทำไมพวกพี่ชายถึงยังไม่ยอมให้นาง
กินถังหูลู่เพิ่มอีก
ต้องเป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจถึงความอร่อยของถังหูลู่แน่ ๆ
ด้านนอกที่เคลือบด้วยน ้าตาลหวานกรอบ ด้านในเป็นพุทรา
หวานอมเปรี้ยว แม้ว่าถังหูลู่ในเมืองหลวงจะขายไม้ละสิบห้าเหวิน
เจียงเซิงก็ยังตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว กัดฟันและซื้อสักไม้หนึ่งอยู่ดี
มันแพงจริง ๆ แต่ก็อร่อยจริง ๆ
เด็กหญิงหันหลังให้พ่อค้า พอได้รับมาก็รีบอ้าปากอย่างรีบร้อน
เพิ่งจะกัดเข้าปากไปได้ครึ่งลูก แสงตรงหน้าก็ถูกบดบัง
นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงง พอเห็นคนตรงหน้าก็ราวกับเคย
พบเห็นที่ไหนมาก่อน
“เจ้า…เจ้าคือ…” ชายคนนั้นเกาศีรษะครุ่นคิด “ข้านึกออกแล้ว
เจ้าคือน้องสาวของพี่สวี่ ข้าเคยเห็นเจ้าที่หน้าร้านจิ่วเจิน”
เจียงเซิงก็นึกออกแล้ว คนผู้นี้คือสหายของพี่ใหญ่ เป็นบุตรชาย
ตระกูลจ้าวที่เคยซื้อขนมห้าสิบห่อในวันเปิดร้านจิ่วเจิน
นางรู้สึกกังวลเล็กน้อย กลัวว่าคนผู้นี้จะเปิดโปงการแอบออกมา
กินขนมของนางไปบอกกับพี่ใหญ่
ทว่าจ้าวหยวนกลับหัวเราะอย่างร่าเริงแล้วถามว่า “เหตุใดเจ้าถึง
ออกมากินถังหูลู่คนเดียวเล่า หรือว่าแอบออกมากินหรือ”
สีหน้าของเจียงเซิงพลันมืดลง ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“อย่าบอกนะว่าเป็นเรื่องจริง? ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องบอกพี่สวี่ว่า
เจ้าแอบมากินถังหูลู่โดยไม่ให้เขากินด้วย” สีหน้าของจ้าวหยวนเต็ม
ไปด้วยความสนุก “เจ้าต้องระวังหน่อยนะ”
เขาพูดพลางหมุนตัวแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเซิงไล่ตามไม่ทัน นางรู้ว่าคนผู้นี้กำลังล้อเล่นกับตน จึงได้
แต่พ่นเมล็ดสองเมล็ดใส่เงาด้านหลังของเขาอย่างแค้นเคือง
นางหันกลับมา รีบกินถังหูลู่ให้เร็วที่สุด ราวกับกำลังจะทำลาย
หลักฐาน
ขณะเดียวกันก็เร่งฝีเท้าเดินกลับบ้าน
ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ เจียงเซิงถึงรู้สึกว่ามีคนกำลังมองนาง
อยู่ด้านหลัง แต่เมื่อหันกลับไปมองอย่างระมัดระวัง กลับไม่พบสิ่งใด
เลย
ความจริงแล้วในมุมที่นางไม่รู้ ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยืนอยู่ที่ห้องชั้น
สามของเรือนโยวหราน จ้องมองความเคลื่อนไหวทุกอย่างของ
เด็กหญิงอย่างละเอียด
กระทั่งร่างของนางหายลับไป ฮูหยินผู้เฒ่าจึงถอนหายใจเบา ๆ
“เด็กคนนี้ไม่มีอะไรเหมือนสตรีชั้นสูงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นเช่นนั้น
จริง…อนาคตคงต้องสั่งสอนอีกมาก”
เวลาเดียวกันนั้น
ในที่สุดเจียงเซิงก็หลุดพ้นจากความรู้สึกที่ถูกจับจ้องมาตลอด
นางกินถังหูลู่คำสุดท้าย โยนไม้เสียบทิ้งไป แล้วรีบกลับบ้านอย่าง
รวดเร็ว
ประตูเรือนเล็กยังคงเหมือนตอนที่นางจากไป มันเปิดแง้มอยู่
นางมองผ่านช่องประตู เห็นพี่ชายทั้งสี่กำลังยุ่งอยู่กับงานของ
ตนเอง
ความกังวลในใจพี่ใหญ่ผ่อนคลายลงอย่างสิ้นเชิง คนทั้งคน
กลับมาสงบนิ่งดังเดิม กำลังนั่งเขียนอักษรอย่างขะมักเขม้นอยู่ในลาน
เตรียมตัวสำหรับการสอบระดับแคว้น
พี่รองอุ้มแผนที่ไว้ในอ้อมแขน เขาวาด ๆ เขียน ๆ พึมพำไม่หยุด
ปาก ราวกับกำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง
พี่สี่ประคองก้อนหินไว้ในมือ ค่อย ๆ ขูดผงบนหินออกมาอย่าง
ระมัดระวัง กระทั่งจะหายใจก็ยังไม่กล้า
พี่ห้ากลับดูสบายอกสบายใจ ในมือถือหนังสือรวมเรื่องเล่าเล่ม
หนึ่ง เป็นครั้งคราวที่เขาหลุดหัวเราะออกมา
เจียงเซิงเพ่งมอง นั่นไม่ใช่หนังสือของนางหรอกหรือ บนนั้นยังมี
คำวิจารณ์ที่นางเขียนด้วยลายมือตนเองอยู่ด้วย ความรู้สึกที่บรรยา
นั้นลึกซึ้งยิ่งนัก เพียงแต่ลายมือดูน่าเกลียดไปสักหน่อย
พี่ใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า ตัวอักษรของนางดูราวกับงูจุ่มหมึก
พี่รองก็เคยพูดว่า ตัวอักษรของนางคล้ายกับอึสุนัขดำตรง
ทางเข้าหมู่บ้านที่ถ่ายไว้ขณะเดินไปมา
นางไม่คาดคิดว่าในวันนี้กระทั่งพี่ห้าก็เริ่มเยาะเย้ยนางเช่นกัน
เจียงเซิงยิ่งคิดก็ยิ่งอับอาย นางผลักประตูที่เปิดแง้มอยู่ออกอย่าง
แรง แล้วตะโกนด้วยความร้อนรน “ห้ามดูนะ! ห้ามดู มันเป็นหนังสือ
ของสาวน้อย ท่านจะดูได้อย่างไร”
นางยื่นมือมาแย่งไป แล้วพยายามซ่อนไว้ข้างหลัง
“โอ้ สาวน้อยของพวกเรากลับมาแล้ว” จ่างเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ
เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “สาวน้อยไปที่ไหนมาเล่า ถึงหายไปตั้งหนึ่งชั่ว
ยาม”
พี่ใหญ่ยังคงเขียนหนังสือ พี่รองยังคงวาดแผนที่ พี่สี่ก็ไม่ละ
สายตาจากหิน แต่พวกเขาต่างพร้อมใจกันเงี่ยหูฟังคำตอบ
“ข้าไปเรือนโยวหรานมา” สาวน้อยนึกถึงผลงานที่ตนทำ รู้สึก
ภาคภูมิใจจนลืมความอับอายไปสิ้น “ด้วยการพลิกแพลงและการโน้ม
น้าวอย่างสุดความสามารถของข้า เจ้าบ้านของเรือนโยวหรานจึงได้
ตกลงจะร่วมมือกับพวกเราต่อไป”
เจิ้งหรูเชียนวางพู่กันลงอย่างประหลาดใจ แต่ไม่พูดอะไร
จ่างเยี่ยนกลั้นขำ “ไปแค่เรือนโยวหรานเท่านั้นหรือ?”
“นะ…แน่นอน” เจียงเซิงไม่มีทางยอมรับว่าตนเองยังแอบไปกินถัง
หูลู่อีกหนึ่งไม้
ราวกับมองทะลุความคิดของนาง จ่างเยี่ยนพลันถามอย่างช้า ๆ
“เจ้าไม่ได้ไปแอบกินอะไรมาหรือ?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เจียงเซิงก็แทบจะกระโดด
นางพยายามนึกทบทวน ด้วยความเร็วจากเมื่อครู่ จ้าวหยวนไม่
น่าจะมาถึงที่นี่ก่อนนาง พี่ชายทั้งสี่คนก็ไม่ได้ออกจากบ้าน พวกเขา
ไม่น่าจะรู้เรื่องที่นางแอบกินถังหูลู่
“ใช่ ๆ ข้าไม่ได้แอบกิน” หลังจากชั่งใจอยู่หลายครั้ง นางจึงเลือก
ที่จะโกหก
คราวนี้แม้แต่เวินจืออวิ่นที่กำลังตั้งอกตั้งใจอยู่ก็ยังอดหัวเราะ
ไม่ได้ ลุกขึ้นยิ้มพลางล้างมือให้สะอาด
สวี่โม่กับเจิ้งหรูเชียนต่างหัวเราะตาม
หัวเราะจน…ทำให้เจียงเซิงรู้สึกหวั่นใจ
“พวกท่าน พวกท่านหัวเราะอะไรกัน” นางพึมพำ ลังเลว่าควรจะ
พูดความจริงออกไปดีหรือไม่
ไม่รู้เวินจืออวิ่นเดินมาอยู่ตรงหน้านางเมื่อไหร่ เขาหยิบ
ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกมา แล้วเช็ดมุมปากให้นางอย่าง
อ่อนโยนและพิถีพิถัน
เมื่อผ้าเช็ดหน้าที่มีเศษน ้าตาลติดอยู่เผยออกมา เจียงเซิงถึงได้รู้
ว่าหลังจากกินถังหูลู่เสร็จแล้ว นางก็ลืมเช็ดปาก
ไม่แปลกใจที่พวกพี่ชายต่างหัวเราะกัน
ไม่น่าแปลกใจที่พี่ห้ามั่นใจขนาดนั้น
ความอับอายที่เพิ่งจางหายไปก็กลับมาอีกครั้ง ใบหน้ากลมป้อม
แทบจะกลายเป็นสีแดง แม้แต่หนังสือที่ตกอยู่บนพื้นก็ยังไม่สนใจ นาง
ก้มหน้าวิ่งหนีกลับห้องไปทันที
จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด
จางเซียงเหลียนขายขนมของวันนี้หมดแล้ว และนำบัญชีของ
ร้านจิ่วเจินกลับมาด้วย นางกำลังไปเตรียมอาหารเย็น เจียงเซิงจึง
ค่อย ๆ ปรากฏตัวในห้องโถงด้วยท่าทางเขินอาย
พี่ชายทั้งหลายนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว บางคนก็หลับตาพักผ่อน
บางคนก็อ่านหนังสืออย่างตั้งใจ
เจิ้งหรูเชียนกำลังถือบัญชีของร้านจิ่วเจิน ตั้งแต่เปิดร้านมาจนถึง
ตอนนี้ก็ครบสามเดือนพอดี
ตอนแรกที่เปิดร้านยังมีการซื้อหนึ่งให้หนึ่ง ตัวเลขในบัญชีจึงก็ยัง
น่าพอใจ หลังจากนั้นพอกลับมาขายราคาปกติ รายได้ก็น้อยลง
กระทั่งกำหนดการซื้อหนึ่งให้หนึ่งใหม่ การค้าจึงอยู่ในระดับปานกลาง
จนกระทั่งวันที่สิบของปีใหม่พวกเขาใช้กลยุทธ์กำไรน้อยแต่ขาย
มาก รวมกับเกาลัดคั่วน ้าตาลที่ขายดีเป็นเทน ้าเทท่า จึงทำให้กำไร
ของร้านจิ่วเจินเติบโตอย่างรวดเร็ว
เจียงซานส่งลูกคิดมาให้อย่างว่องไว
เจิ้งหรูเชียนคิดบัญชีไปพร้อมกับเขย่าลูกคิด นิ้วมือเคลื่อนไหว
คล่องแคล่วจนตาลาย
เมื่อเจียงเซิงมาถึง เขาก็คำนวณผลกำไรในสามเดือนนี้เสร็จ
พอดี
“หลังจากหักค่าจ้างให้ท่านป้าทั้งสอง ค่าเช่า และค่าวัตถุดิบแล้ว
ผลกำไรในสามเดือนนี้นับว่าไม่มากไม่น้อย ทั้งหมดเป็นเงินหนึ่งพัน
สามร้อยตำลึงพอดี”