พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 248 ผู้สูงส่งเหนือโลก เวินจืออวิ่น
จ่างเยี่ยนเพิ่งสังเกตว่าบรรยากาศในวัดเก่าเปลี่ยนไป จึงรีบให้
เจียงซื่อย่อตัวลง แล้วร่วมมือกับเวินจืออวิ่นไปอุ้มตัวเจียงเซิงขึ้น เพื่อ
ช่วยกระดูกสันหลังที่ชาของเจียงซื่อ
“ทำไมไม่ให้ข้าดูเล่า” เจียงเซิงดิ้นรน “ข้ายังไม่เคยเห็นอะไรอย่าง
นี้เลย ให้ข้าดูอีกหน่อย ดูอีกหน่อยเถอะนะ”
เวินจืออวิ่นทั้งอายทั้งอ่อนแอจนเกือบจะจับนางไม่อยู่
สุดท้ายเจียงซานต้องช่วยอุ้มนางจากด้านหลัง เจียงเซิงถึงลงพื้น
ได้อย่างปลอดภัย
“มีอะไรให้ดูกัน” จ่างเยี่ยนดีดหน้าผากนาง “เจ้าเป็นเด็ก จะดูได้
หรือ”
เจียงเซิงกุมหน้าผาก ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงดูไม่ได้ พี่สาวทั้งหลาย
ช่างงดงามนัก แม้ชายผู้นั้นจะอ้วนไปหน่อย ท้วมไปหน่อย พุงยื่นไป
หน่อย แต่นางมองแต่พวกพี่สาว ไม่ได้ดูซื่อจื่ออะไรนั่นเสียหน่อย
“ไม่อนุญาตให้ดู” จ่างเยี่ยนดุเสียงเบา เขาปีนขึ้นไปดูแวบหนึ่ง
แล้วรีบปิดตากระโดดลงมา “ใกล้เสร็จแล้ว เจียงซาน เจียงซื่อ ทำ
ตามที่ตกลงกันไว้เลย”
บ่าวผู้ซื่อสัตย์ทั้งสองตาเป็นประกาย ขยับเข้าไปอีกด้านหนึ่งของ
วัดเก่า
คนหนึ่งบีบเสียงให้แหลม ทำท่าเขินอาย
อีกคนแกล้งตะโกนเสียงดัง ทำท่าข่มขู่
เวินจืออวิ่นยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง จึงดึงชายเสื้อของจ่างเยี่ยน
ไว้ แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “แบบนี้ แบบนี้ไม่ค่อยดีกระมัง ข้าเคยเห็นใน
ตำราแพทย์ของท่านพ่อ สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้บุรุษเกิดอาการ
ตกใจได้ง่าย อาจจะ…ทำให้สมรรถภาพบกพร่องได้”
ช่างยากเย็นสำหรับท่านหมอน้อยผู้บริสุทธิ์และอ่อนโยนที่จะเอ่ย
สี่คำนั้นออกมาจากปาก ใบหน้าน้อย ๆ แดงจัดจนแทบทนไม่ไหว
จ่างเยี่ยนกลับดูสงบนิ่งกว่ามาก เขากล่าวด้วยรอยยิ้มบางเบาว่า
“สมควรแล้ว”
เมื่อทั้งสองคนพูดจบ เจียงซานและเจียงซื่อก็เริ่มลงมือ
คนหนึ่งเลียนแบบเสียงองครักษ์ ถามอย่างสงสัยว่า “ซื่อจื่อมาที่นี่
หรือ?”
อีกคนเลียนแบบเสียงชายวัยกลางคนที่ดุดัน ตวาดลั่น “เจ้าสาร
เลว! กล้าดีอย่างไรถึงซ่อนหญิงงามไว้มากมายขนาดนี้!”
เจียงซานและเจียงซื่อไม่ได้มีพรสวรรค์พิเศษ เรื่องการเลียนแบบ
ของพวกเขาทำก็ได้แค่สี่ห้าส่วน แต่คนข้างในนั้นรู้สึกกังวลอยู่แล้ว
ประกอบกับกำลังมีช่วงเวลาอันพิเศษ
พวกเขาได้ยินเสียง “ตุบ” สองครั้ง ราวกับมีบางอย่างตกลงบน
พื้น ตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของชายคนหนึ่ง “โอ๊ย ๆ
ขาข้า ก้นข้า ก้นกบของข้า…”
เจียงซานและเจียงซื่อรีบวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งอุ้มเจียง
เซิง อีกคนดึงจ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่น แล้วรีบวิ่งหนีออกไป
ก่อนจะจากไป พวกเขายังไม่ลืมทุบอิฐที่กองอยู่ให้แตก และใช้กิ่ง
ไม้แห้งปกปิดรอยเท้า
ณ มุมอันเงียบสงบบริเวณหลังเนินเขา สามพี่น้องหอบหายใจถี่
ๆ นั่งลงในรถม้าเพื่อสงบสติอารมณ์
เจียงซานกับเจียงซื่อปรับน ้าเสียงให้กลับมาเป็นปกติ แล้วขับรถ
ม้ากลับสู่ถนนใหญ่
เมื่อผ่านด้านล่างตรงเนินเขา พวกเขาก็เห็นคนขับรถม้าที่กำลัง
กระวนกระวายอย่างคาดไว้ ดูเหมือนว่าเขากำลังจะกลับเมืองหลวง
เพื่อไปขอความช่วยเหลือ
เจียงเซิงพูดขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะ นางตะโกนว่า “พี่สี่ ท่านจะไป
ขุดสมุนไพรที่ไหนกัน พวกเรามาไกลขนาดนี้ วันนี้จะขุดทันหรือ ที่
สำนักแพทย์ของท่านยังมีคนไข้รออยู่นะ”
สมุนไพร? สำนักแพทย์?
เมื่อได้ยินคำนี้ คนขับรถม้าที่กำลังร้อนใจจึงไม่มีเวลาคิดให้
ละเอียดว่าทำไมจึงมีหมอมาปรากฏตัวที่นี่ เขารีบก้าวออกมาขวาง
หน้ารถม้าไว้
เจียงซานรั้งม้าให้หยุด ในใจรู้สึกดีใจมาก แต่ยังคงแสดงสีหน้า
โกรธเคือง “ท่านทำอะไร! ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ พวกเราเป็น
เพียงคนของสำนักแพทย์ ไม่มีเงินจะชดใช้ให้ท่านหรอกนะ”
“ท่านหมอขอรับ ข้าขอร้อง ท่านช่วยตรวจอาการด้วยเถอะ ที่นี่มี
คนป่วยอาการหนักมาก เรื่องนี้เร่งด่วน เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาเลย”
คนขับรถม้ายิ้มประจบ “ขอเพียงรักษาซื่อ…รักษาคุณชายของพวก
เราให้หายได้ จะจ่ายเงินเท่าไหร่ก็ได้ทั้งนั้น”
เจียงซานยังคงส่ายหน้าด้วยความรำคาญ แต่เจียงซื่อกลับเบิก
ตากว้าง รีบห้ามพี่ชายไว้ “ท่านพูดจริงหรือ จะให้เงินพวกเราจริง ๆ
หรือ”
“จริง ๆ ๆ ๆ” คนขับรถม้าคิดว่าเด็กหนุ่มทั้งสองเป็นคนโลภ จึงยิ่ง
วางใจมากขึ้น
เจียงซานและเจียงซื่อปรึกษากันแล้ว ในที่สุดก็หันกลับไป
รายงาน
ภายใต้สายตาของน้องชายและน้องสาว เวินจืออวิ่นพูดเสียงเบา
ๆ ว่า “เช่นนั้นก็ไปดูกันเถอะ”
พวกเขาถูกพาไปยังวัดเกาด้วยความเคารพอย่างสูง ชายในชุด
ผ้าไหมนอนอยู่ในห้องซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องหอม ใบหน้าซีด
ขาวด้วยความเจ็บปวด เม็ดเหงื่ออาบไหลลงมา
คนขับรถม้าคงเป็นคนสนิทของเขา เข้าไปกระซิบบอกสองสาม
คำ
ชายในชุดผ้าไหมมองเวินจืออวิ่นสองครั้ง แล้วมองเจียงเซิง
สุดท้ายจึงจ้องไปทางจ่างเยี่ยนที่อยู่ตรงมุมห้อง ดวงตาของเขาฉาย
แววสงสัยวูบหนึ่ง
แต่ก็เพียงแค่วูบเดียวเท่านั้น
เขาหันไปมองเวินจืออวิ่น กำชับอย่างจริงจังว่า “ท่านหมอ ข้า
กลัวเจ็บ ท่านอย่าทำให้ข้าเจ็บนะ เรื่องเงินทองค่อยว่ากันทีหลัง ขอ
แค่ไม่เจ็บก็พอแล้ว”
เวินจืออวิ่นพยักหน้า ปกติเขาดูเป็นลูกสะใภ้ขี้อายและขลาดกลัว
แต่พอจับชีพจรกลับดูนิ่งสงบ ราวกับเป็นคนละคน
“ไม่มีอาการบาดเจ็บภายใน น่าจะเป็นแค่อาการบาดเจ็บที่กระดูก
ข้าต้องดูบาดแผลของท่านหน่อย” เขาลุกขึ้นยืน
เจียงเซิงยังคงชะโงกหน้ามองด้วยท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ แต่ถูก
จ่างเยี่ยนคว้าตัวไว้แล้วลากออกไปอย่างยากลำบาก
แม้แต่เจียงซานกับเจียงซื่อก็ยังรู้จักหลีกทาง
ชายในชุดผ้าไหมพยักหน้าอย่างพอใจ ไม่แม้แต่จะมองคนด้าน
นอก รอให้ประตูห้องปิดลงก็รีบเปิดผ้าห่มขึ้นอย่างใจร้อน
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเวินจืออวิ่นอยู่ภายในนั้นไม่มีใครล่วงรู้
แต่จ่างเยี่ยนที่อยู่ด้านนอกกลับถอนหายใจโล่งอก
ช่างดีจริง ๆ กาลเวลาเปรียบดั่งภาพวาดลายเส้น สามารถ
แกะสลักรูปลักษณ์ภายนอกของคนคนหนึ่งจนแม้แต่ญาติสนิทก็
จดจำไม่ได้
แม้แต่เขา…ก็คงไม่ใช่ข้อยกเว้นกระมัง
จ่างเยี่ยนหลุบตาลง ไม่อยากหวนระลึกถึงมันอีกต่อไป
เมื่อได้ยินเสียงของเวินจืออวิ่นดังมาจากข้างใน พวกเขาจึงผลัก
ประตูเข้าไปและกลับมายืนอยู่ข้างเตียงอีกครั้ง
“กระดูกไม่แตก เพียงแต่เอ็นและกระดูกฉีกขาด รวมถึงผิวหนัง
และเนื้อบวม” ท่านหมอน้อยเวินกล่าวจริงจังพลางจับพู่กัน “ต้องพัก
ฟื้นสักหนึ่งเดือนก่อน จากนั้นค่อยฟื้นฟูร่างกายต่อไป”
เมื่อเขียนใบสั่งยาเสร็จ ชายในชุดผ้าไหมชำเลืองมองมันแวบ
หนึ่งแล้วเผยสีหน้าตกตะลึง
“ท่านหมอ นี่ท่าน…ยาที่เขียนไว้ล้วนเป็นยาราคาถูกทั้งนั้น” เขา
อดถามไม่ได้ “เหตุใดจึงไม่สั่งยาแพง ๆ ให้ข้า อย่างน้อยก็ต้องราคา
หลายสิบตำลึงสิ”
เวินจืออวิ่น “…”
ตรวจรักษาโดยไม่คิดเงินมาหลายต่อหลายครั้ง ยังไม่เคยได้ยิน
คำขอแปลกประหลาดเช่นนี้
หากเป็นหมอที่เฉลียวฉลาด คงจะเปลี่ยนใบสั่งยาไปแล้วเขียนยา
บำรุงนานาชนิด ยิ่งแพงก็ยิ่งดี
แต่เวินจืออวิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้ากล่าวว่า “ยา
แพงหรือถูกล้วนใช้เพื่อรักษาโรค ยาราคาหลายสิบตำลึงกับยาราคา
หลายสิบเหวินให้ผลใกล้เคียงกัน ไม่จำเป็นต้องเสียเงินโดยเปล่า
ประโยชน์”
ชายในอาภรณ์งดงามยิ่งประหลาดใจ สีหน้าเขาราวกับเห็นผี
เวินจืออวิ่นไม่สนใจเขา เก็บกล่องยาเล็ก ๆ ของตนให้เรียบร้อย
แล้วสะพายไว้ “สำนักแพทย์ของข้าอยู่ในเมืองหลวง ชื่อว่าสำนัก
แพทย์เวิน หากต้องการติดตามอาการอย่างไร ท่านก็ไปหาข้าได้เลย”
แม้ว่าวิชาแพทย์ของเขาอาจไม่ถึงขั้นเชี่ยวชาญ แม้ว่าสำนัก
แพทย์ของเขาอาจยังไม่มีชื่อเสียง แต่การเป็นหมอก็ต้องทำให้
ครบถ้วน ตรวจแล้ว จ่ายยาแล้ว ก็มีหน้าที่ต้องดูแลจนกว่าคนไข้จะ
หายดี
จริงอยู่ที่วิชาแพทย์ส่วนใหญ่ของเวินจืออวิ่นมาจากท่านหมออู๋
แต่ผู้ให้การศึกษาเบื้องต้นแก่เขาคือบิดา คือท่านหมอเวินที่เลี้ยงดูเขา
ดูแลเขา และสอนให้เขามีความเมตตาจริงใจ
เด็กหนุ่มวัยสิบสองปียืนตัวตรง หมุนตัวไปอย่างมั่นคงท่ามกลาง
สายตาของผู้คนมากมาย
คนขับรถม้านึกบางอย่างขึ้นได้ จึงหยิบเงินสองก้อนใส่มือของ
เขา
เวินจืออวิ่นไม่แม้แต่จะมอง ยัดเงินใส่ฝ่ามือของเจียงเซิง พร้อม
กับจูงมือน้องสาวตัวน้อยไป
ทุกคนค่อย ๆ เดินออกจากวัดเก่าเช่นนั้น
เบื้องหลังคือความตกตะลึงของชายในชุดหรูหรา ความชื่นชม
ของคนขับรถม้า และความเคารพนับถือของเหล่าหญิงสาวทั้งหลาย
เวินจืออวิ่นราวกับผู้สูงส่งเหนือโลก สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง สงบ
นิ่งไม่หวั่นไหว
จนกระทั่งพวกเขาใกล้จะขึ้นรถม้ากลับ เจียงเซิงก็อดพึมพำไม่ได้
ว่า “บาดแผลของเขาไม่ใช่พวกเราที่เป็นคนทำให้เกิดขึ้นหรือ?”
เวินจืออวิ่นเดินสะดุดเท้า ความสง่างามหายวับไปในพริบตา