พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 249 เจียงเซิงขอคำแนะนำ
แม้บาดแผลของอีกฝ่ายจะมีสาเหตุจากตนเอง แต่ก็ต้องรักษา
ท่าทีสง่างามของหมอคนหนึ่งเอาไว้
จนกระทั่งถูกน้องสาวเปิดโปงความจริงด้วยคำพูดเพียงประโยค
เดียว ท่านหมอน้อยเวินจึงยิ้มเขินอาย กล่าวว่า “ข้าเห็นว่าคุณชาย
ท่านนี้มีฐานะสูงส่ง จึงอยากจะพูดถึงสำนักแพทย์สักหน่อย”
เขาไม่อาจปล้นคนรวยและช่วยคนจนได้ทุกวัน การที่หมอหญิง
จะได้เข้าไปในจวนตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงต่างหากที่สำคัญที่สุด
จ่างเยี่ยนพยักหน้าอยู่ข้าง ๆ เห็นด้วยกับความคิดของพี่สี่อย่าง
ยิ่ง
เขาถึงกับแนะนำคุณชายในชุดผ้าไหมคนนั้น “เขาคือบุตรชาย
เพียงคนเดียวของกงชินอ๋อง เนื่องจากบิดามีนิสัยดุร้าย ทั้งยังแต่งงาน
กับหญิงปากร้ายอีก เขาจึงไม่มีที่ยืนอยู่ในจวน ดังนั้นจึงชอบซ่อน
นางบำเรอไว้”
เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำเช่นนั้น หญิงใดที่ไม่ได้
ซ่อนตัวไว้ล้วนถูกบิดาและภรรยาไล่ออกไปหมดแล้ว
เวินจืออวิ่นพยักหน้าตามความเคยชิน เมื่อนึกถึงฐานะของ
คุณชายชุดผ้าไหมผู้นี้ก็พลันชะงัก
แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนของคนตระกูล
ใหญ่ แต่ก็รู้ว่าคำว่า “กงชินอ๋อง” นั้นมีค่าเพียงใด
ผู้ที่สามารถครองยศชินอ๋องได้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นพระอนุชา
ของฝ่าบาท หรือไม่ก็เป็นพระอนุชาของฝ่าบาทองค์ก่อน นั่นคือเขา
เป็นคนของราชวงศ์โดยแท้
พวกเขาถึงกับทำร้ายเชื้อพระวงศ์ ซ ้ายังหลอกเอาเงินทองของ
คนอื่นอีก
เวินจืออวิ่นยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว มือไม้เริ่มสั่นไปหมด จนกระทั่งเหลือบ
ไปเห็นเจียงเซิงที่กำลังเล่นเงินก้อนนั้นอยู่ อารมณ์จึงค่อย ๆ สงบลงได้
“พี่สี่ หากท่านมีชื่อเสียงด้านการแพทย์แล้ว ไม่ช้าก็เร็วท่านต้อง
ติดต่อกับตระกูลใหญ่ได้แน่นอน” จ่างเยี่ยนกล่าวอย่างใจเย็น “หมอ
หญิงของท่านก็เตรียมไว้สำหรับฮูหยินตระกูลใหญ่ การติดต่อกับผู้มี
อำนาจเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นในไม่ช้า”
มีเพียงการปล้นคนรวยเท่านั้นจึงจะช่วยเหลือคนจนได้
เวินจืออวิ่นพลันเข้าใจความหมายแท้จริงในคำพูดของจ่างเยี่ยน
จิตใจของเขาจึงสงบลงอย่างสิ้นเชิง
เมื่อใจเต็มไปด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ ผู้คนจะยอมสละความกลัว
และความกังวลของตนเองไป
แม่ทัพที่พลีชีพในสนามรบก็เป็นเช่นนั้น
ท่านหมอเวินก็เป็นเช่นนั้น
เจียงเซิงก็เป็นเช่นนั้น
เวินจืออวิ่นก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
ความรักอันยิ่งใหญ่คือความเมตตา คือการไม่อาจทนเห็นผู้คน
ทุกข์ทรมาน คือความหวังที่จะทำให้โลกนี้สงบสุข คือความปรารถนา
ที่จะให้ผู้คนที่ระหกระเหินเร่ร่อนทั้งหลายได้กินอิ่มท้อง
เวินจืออวิ่นเลือกจะติดต่อกับคนตระกูลใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้คน
ยากไร้ให้มากขึ้น
เจียงเซิงฝืนใจลุกขึ้นมาดูแลโรงผลิต เพื่อให้บรรดาท่านป้าใน
โรงผลิตได้มีงานทำ ทั้งที่นางเป็นคนชอบสบาย
หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความรักอันยิ่งใหญ่
เช่นเดียวกับตอนนี้ หลังได้ยินบทสนทนาของพี่ชายทั้งสอง เจียง
เซิงที่กำลังถือก้อนเงินอยู่ก็เงยหน้าขึ้นทันที “พวกเรานำขนมจาก
ร้านจิ่วเจินไปขายให้หญิงสาวในตระกูลใหญ่ได้หรือไม่?”
ด้วยวิธีนั้น พวกเขาก็จะสามารถจ้างคนงานหญิงและช่วยเหลือ
สตรีที่เหมือนป้าจางและป้าเหมียวได้มากขึ้น
“ได้แน่นอน” จ่างเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะครุ่นคิด “แค่มี
ลูกค้าจากตระกูลใหญ่เพียงคนเดียว ต่อจากนั้นก็จะมีลูกค้าหลั่งไหล
มาไม่ขาดสาย”
การเริ่มต้นทำสิ่งใดย่อมยากเสมอ สำคัญคืออยู่ที่ว่าจะเริ่มต้น
อย่างไร
เจียงเซิงก็ไม่ได้มีความคิดอะไรมากมายนัก
นางเป็นเพียงเด็กเร่ร่อนธรรมดาคนหนึ่งที่บังเอิญได้พบกับเหล่า
พี่ชายที่แสนยอดเยี่ยม บางครั้งนางก็มีไหวพริบเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่โดย
พื้นฐานแล้วก็ยังเป็นเพียงเด็กธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
นางไม่มีความสงบและความเฉลียวฉลาดเหมือนพี่ใหญ่ ไม่มี
ความมุ่งมั่นและโชคลาภเหมือนพี่รอง ไม่มีความคล่องแคล่วและแน่ว
แน่เหมือนพี่สาม ไม่มีความระมัดระวังและรอบคอบเหมือนพี่สี่ และยิ่ง
ไม่มีความคิดลึกซึ้งและการวางแผนเหมือนพี่ห้า
นางเป็นเถาวัลย์ที่เติบโตอย่างป่าเถื่อน ไม่เคยบิดเบี้ยวด้วยการ
กระตุ้นของวันเวลา แต่ก็ไม่ได้เติบโตแข็งแรงจนทำให้ผู้คนตื่นตาตื่น
ใจ
หลายวันที่ผ่านมาหลังกลับมาจากวัดเก่าบนเนินเขา เจียงเซิง
ครุ่นคิดอยู่ตลอดว่าจะขายขนมของร้านจิ่วเจินให้กับบรรดาคนชั้นสูง
ได้อย่างไร แม้แต่นางหัวเราะน้อยลงด้วยซ ้า
โชคดีที่ฟ้าไม่ทอดทิ้งผู้พากเพียร
เจียงเซิงนึกขึ้นได้ว่าตอนที่ร้านจิ่วเจินเปิดกิจการ สวี่โม่เคยใช้
เส้นสายเชิญมิตรสหายมาหลายคน ตอนนั้นทำเพื่อความคึกคักของ
ร้าน แต่ก็กลายเป็นลูกค้าประจำหลายคนได้จริง ๆ
อย่างจูซือหวนจากตระกูลจู เขาชอบขนมพุทรามาก บางครั้งก็
ส่งคนมาซื้อกลับไปสามถึงห้าชั่ง บางครั้งก็ซื้อขนมอย่างอื่นติดมือไป
ด้วย
ฉีหวายจากตระกูลฉีก็ส่งคนมาซื้อซานจาชุบน ้าตาลและขนม
เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างอื่นเป็นครั้งคราว
มีแต่จ้าวหยวนจากตระกูลจ้าวที่ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ไม่รู้
ว่าเป็นเพราะกินขนมห้าสิบห่อจนเบื่อแล้วหรือเปล่า
เจียงเซิงยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น
นางสามารถยืนยันได้แล้วว่ารสชาติขนมของร้านจิ่วเจินฟางนั้น
ผ่านมาตรฐานแน่นอน สิ่งที่ขาดคือลูกค้าผู้มีอันจะกินทั้งหลาย
แต่จะไปหาผู้มีอันจะกินได้ที่ไหนเล่า?
การรอให้สำนักแพทย์ของพี่สี่มีชื่อเสียงขึ้นนั้นดูจะใช้เวลาเกินไป
พี่ใหญ่ก็รู้จักแค่ไม่กี่คน เถ้าแก่ใหญ่ของเรือนโยวหรานก็ไม่เหมือน
เถ้าแก่ไป๋ที่ใจดีพูดคุยง่าย และยังให้คำแนะนำด้วย
เจียงเซิงรู้สึกกลุ้มใจเล็กน้อย จึงตัดสินใจนั่งรถม้าไปที่ร้านจิ่วเจิน
อาจเพราะยังเช้าอยู่ นางจึงเห็นคนที่ไม่คิดว่าจะได้พบที่นี่
“พ่อครัวใหญ่” เจียงเซิงเดินเข้าไปทักทายเขาด้วยน ้าเสียงใส
หวาน “ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรเจ้าคะ? เรือนโยวหรานไม่ต้องทำอาหาร
หรือ?”
พ่อครัวใหญ่ที่ดูผอมลงอย่างน่าประหลาดหันกลับมา ความเขิน
อายแผ่ซ่านบนใบหน้า เขาพูดด้วยความระมัดระวังว่า “ช่วงนี้ขนม
ของเรือนโยวหรานขายดีมาก ข้าจึงมาดูว่าจะเพิ่มจำนวนได้หรือไม่”
ขนมของร้านจิ่วเจินเปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่ เมื่อนำไปขายที่เรือน
โยวหราน ราคาจึงพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึงสิบเท่า
แต่กลับมีเศรษฐีให้เกียรติสั่งซื้อสองจานด้วยซ ้า
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเกิดจากราคาของเรือนโยวหราน แต่ฝีมืออัน
ประณีตของจางเซียงเหลียนก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย โดยเฉพาะขนม
ดอกบัว มันไม่เพียงมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม แต่รสชาติก็ยังทำให้ผู้คน
หลงใหลจนลืมเวลา
แต่จางเซียงเหลียนมีเพียงคนเดียว ไม่เพียงต้องปั้นขนมอย่าง
ประณีต แต่ยังต้องดูแลร้านจิ่วเจินอีกด้วย นางจึงไม่สามารถแยกร่าง
ได้จึงไม่ได้ตอบตกลง
เมื่อถูกปฏิเสธ พ่อครัวใหญ่ก็ลูบจมูกแล้วยิ้ม “ไม่เพิ่มจำนวนก็ได้
การจำกัดจำนวนจะยิ่งกระตุ้นให้ลูกค้าต้องการจะซื้อขนมของท่าน”
เช่นนั้นแล้วเขามาที่นี่เพื่ออะไร
เจียงเซิงเอียงศีรษะ นึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นสุนัขตัวผู้กำลังออดอ้อน
สุนัขตัวเมีย ท่าทางของมันช่างคล้ายกับพ่อครัวใหญ่ในตอนนี้
เหลือเกิน
ดูเหมือนว่านางจะเข้าใจบางอย่างแล้ว
เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยและไขข้อข้องใจ เจียงเซิงจึงเดินเข้าไปหาพ่อ
ครัวใหญ่ แกล้งหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วถอนหายใจพูดว่า “ขนม
ของร้านจิ่วเจินยังไม่ดีพอ มีแต่คนทั่วไปที่มาซื้อ ไม่มีคนตระกูลใหญ่
สักตระกูลที่อยากลิ้มลองหรอกเจ้าค่ะ”
คำพูดนี้ค่อนข้างเกินจริง
คนในแถวที่ต่อแถวเพื่อซื้อเกาลัดคั่วก็มีคนที่เป็นบ่าวไพร่ไม่น้อย
น่าเสียดายที่พวกเขาซื้อแค่เกาลัด และไม่ได้ป่าวประกาศให้ร้าน มัน
จึงไม่เกิดผลประโยชน์อะไร
พ่อครัวใหญ่ชำเลืองมองกลุ่มคนมากมายด้านนอก แล้วมองเจียง
เซิงผู้ไร้เดียงสาและน่ารัก เขายิ้มอย่างจนใจ “การขายให้คนตระกูล
ใหญ่ไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก เรือนโยวหรานสามารถเติบโตได้ เพราะ
ท่านเจ้าบ้านเองก็มีฐานะสูงศักดิ์ ชนชั้นสูงคนอื่น ๆ จึงมาอุดหนุน
เพื่อให้เกียรติ ถึงค่อย ๆ กลายเป็นร้านอาหารที่ใหญ่โตเช่นนี้”
เจียงเซิงผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
ทันใดนั้น จางเซียงเหลียนก็เดินเข้ามาพร้อมกับขนมพุทราร้อน
ๆ พ่อครัวใหญ่พลันนั่งตัวตรงขึ้นมาทันที “อันที่จริง มันก็ไม่ได้ยาก
อะไรนัก”
“ของกินสำหรับชนชั้นสูงนั้นนอกจากรสชาติแล้วก็คือความ
พิเศษ ซึ่งขัดแย้งกับเจตนารมณ์เดิมของร้านจิ่วเจินอย่างชัดเจน เจ้า
ลองดูสิว่ามีคุณชายหรือคุณหนูคนไหนบ้างที่จะกินขนมราคาไม่กี่สิบ
เหวิน แม้จะกินก็ยังต้องแอบกิน ไม่มีทางนำออกมารับแขกแน่นอน”
“พวกเราไม่มีเส้นสายกับคนตระกูลใหญ่ ก็ได้แต่ต้องอาศัยจุด
ขายเพื่อดึงดูดพวกเขา ให้พวกเขารู้สึกว่าการได้กินขนมของร้านจิ่ว
เจินเป็นเกียรติอย่างหนึ่ง”