พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 250 สหายคนแรกของเจียงเซิง
เมื่อจางเซียงเหลียนวางขนมลงและกลับไปยุ่งงานอีกครั้ง สีหน้า
ของพ่อครัวใหญ่ก็ดูหม่นหมองลง
เขาพยายามแนะนำเจียงเซิงต่อไป “การทำการค้าต้องมีทิศทาง
ในเมื่อพวกเจ้าเลือกจะขายของราคาถูกและเป็นมิตรกับลูกค้าแล้ว ก็
อย่าคิดจะหาเงินจากคนตระกูลใหญ่เลย แม้กำไรน้อยแต่ขายได้มาก
ก็สามารถหาเงินได้เต็มถุงเช่นกัน”
หลักการก็เป็นเช่นนี้
เจียงเซิงไม่ได้หมกมุ่นและกระหายเงินทองเหมือนพี่รอง นางขอ
แค่มีอาหารให้กินกับมีที่ให้นอนก็พอแล้ว
แต่การทำความดีนั้นต้องใช้เงิน
หลังส่งพ่อครัวใหญ่กลับไป นางก็เดินไปหาแม่ลูกเหมียวเจาอิง
นับตั้งแต่หย่าร้าง ป้าเหมียวก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้น ทุกวันนางถือ
กระทะเหล็กใบใหญ่คั่วด้วยตะหลิวอย่างไม่รู้สึกเหนื่อย โดยเฉพาะเมื่อ
มีต้ายาคอยยืนเคียงข้าง
สองแม่ลูกคนหนึ่งคั่วเกาลัด อีกคนห่อกระดาษน ้ามัน บางครั้งก็
หัวเราะพูดคุยกันเบา ๆ พาให้บรรยากาศดูอบอุ่นกลมเกลียว
ใครจะคิดว่าเดือนก่อน พวกนางยังขดตัวอยู่ในห้องเก็บของของ
คนแปลกหน้า กินข้าวเย็นอย่างอ้างว้างและเศร้าสร้อยและกอดกัน
เพื่อให้ความอบอุ่น
หากไม่ใช่เพราะป้าจางยื่นมือเข้าช่วย บางทีแม่ลูกคู่นี้อาจนอน
ตายข้างถนนไปแล้ว
และหากไม่ใช่เพราะร้านจิ่วเจินรับพวกนางเข้ามาทำงาน แม้จะมี
ชีวิตอยู่ก็คงอยู่อย่างยากลำบาก
ตอนเด็ก ๆ เจียงเซิงไม่เข้าใจว่าทำไมในโลกนี้ถึงมีคนรวย
มากมาย พวกเขาสวมเสื้อผ้าราคาหลายร้อยตำลึง กินอาหารราคา
หลายสิบตำลึง ใช้สิ่งของที่มีค่าราคาหลายพันตำลึง แต่ก็ยังมีคนที่ไม่
มีเสื้อผ้าให้ปกปิดร่างกาย มีคนที่ไม่มีอาหารจะกิน มีคนที่ต้องขายลูก
ขายหลานตยเองเพื่อแลกเงินเพียงไม่กี่ตำลึง
เมื่อโตขึ้น เจียงเซิงเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าในโลกนี้มีการแบ่งชน
ชั้น คนจนก็คือคนจน คนรวยก็คือคนรวย คนเราเกิดมามีก็คือมี เกิด
มาไม่มีก็คือไม่มี
ถ้าคนรวยไม่สิ้นเปลืองก็จะไม่กลายเป็นคนจน แต่คนจนแม้จะ
พยายามสุดชีวิตก็เป็นได้แค่คนจนที่มีข้าวกิน
แต่เจียงเซิงก็ยังอยากทำอะไรสักอย่าง
นางเปลี่ยนจากเด็กเร่ร่อนที่แค่มีชีวิตอยู่ก็ลำบาก มาเป็นเด็กตัว
อ้วนท้วนที่อิ่มท้องนอนอุ่น ความปรารถนาที่เคยอธิษฐานต่อหน้าพระ
พุทธองค์ผุดขึ้นมาและขยายใหญ่ขึ้น
นางอยากให้พวกท่านป้าที่ว่างงานทั้งหมดที่หน้าหมู่บ้าน จะมี
งานทำเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว
นางหวังว่าเด็กขอทานที่เร่ร่อนไร้ที่พึ่ง จะมีข้าวกินและมีชีวิตอยู่
อย่างเข้มแข็ง
นางหวังว่าสตรีเช่นป้าเหมียวอีกทั้งหลายจะหลุดพ้นจากความ
ทุกข์ทรมาน และกลับมามีชีวิตที่มีความสุขอีกครั้ง
แม้ว่าหญิงสาวผู้เกียจคร้านก็ยังต้องพยายามคิดเพื่อสิ่งนี้ให้
รอบคอบ
พ่อครัวใหญ่กล่าวว่า ร้านจิ่วเจินเป็นร้านสำหรับคนทั่วไป
ในขณะที่ชนชั้นสูงต้องการความพิเศษ
แล้วเหตุใดจึงต้องเป็นพิเศษเล่า
เป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์แทนไม่ได้หรือ
เจียงเซิงเหมือนจะค้นพบบางสิ่ง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนพบ นางจึงบอก
กล่าวป้าจางแล้วเดินเตร่ไปมาบนถนนเทียนเจีย
เมืองหลวงช่างรุ่งเรืองจริง ๆ
ถนนเทียนเจียเป็นทางสี่แยก นอกจากบนถนนที่ร้านจิ่วเจินตั้งอยู่
แล้ว ยังมีถนนอีกสามสาย เรียงรายไปด้วยร้านค้ามากมายจนตาลาย
เจียงเซิงเดินเข้าไปและสอบถามราคา จึงพบว่าราคาขายของ
ร้านจิ่วเจินนั้นเป็นราคาสำหรับคนทั่วไปและยุติธรรมมาก ขายราคา
ต ่าที่สุดบนถนนเทียนเจียทั้งหมด
อ้อ ยังมีการรักษาโดยไม่คิดเงินของพี่สี่อีก
ขณะที่นางคิดไปเดินไป แม้จะระวังเป็นพิเศษแล้ว แต่ก็ยังไปชน
กับหญิงสาวในชุดกระโปรงเขียวเข้าเต็ม ๆ
เจียงเซิงแข็งแรงแม้จะตัวเล็ก เพียงแค่สะดุดเล็กน้อยก็ทรงตัวได้
มั่นคงแล้ว
ส่วนหญิงสาวชุดเขียวนั้นเกือบจะลอยออกไป แต่สาวใช้ข้าง ๆ ก็
ใช้แรงทั้งหมดรับเอาไว้ นางจึงไม่ได้ไปติดอยู่บนกิ่งไม้…
นี่ออกจะเกินจริงไปหน่อย
แต่การชนเมื่อครู่ หญิงสาวชุดเขียวเป็นฝ่ายแพ้อย่างชัดเจน
เจียงเซิงรู้สึกผิดมาก จึงรีบโค้งตัวขอโทษทันที “ทั้งหมดเป็น
ความผิดของข้าเองที่ชนกับแม่นางเข้า แม่นางรู้สึกไม่สบายตรงไหน
หรือไม่?”
ฝ่ายตรงข้ามไม่มีการตอบสนอง
ในใจเจียงเซิงเริ่มกระวนกระวาย
หญิงสาวชุดเขียวผู้นี้มีสาวใช้ติดตาม คงมีฐานะไม่ธรรมดาแน่
นางจะเป็นเหมือนคุณหนูเจียงผู้สูงศักดิ์และหยิ่งผยอง แถมชอบใช้
ชาติตระกูลมาข่มผู้อื่นหรือไม่
แต่นางขอโทษไปแล้ว คงไม่ถึงกับต้องคุกเข่าหรอกนะ
นางคิดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มรู้สึกหวาดกลัว นิ้วเท้าอวบอ้วนใน
รองเท้าปักลายขยับไปมา ราวกับพร้อมจะยันพื้นแล้ววิ่งหนีไปได้ทุก
เมื่อ
กระทั่งมีเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังมาจากด้านหน้า
ทันใดนั้น มือเรียวงามคู่หนึ่งก็ช่วยพยุงเจียงเซิงขึ้นมา แล้วบีบ
แขนกลม ๆ ของนางราวกับกำลังประหลาดใจ “ในเมืองหลวงยังมีเด็ก
ตัวกลมแบบนี้ด้วยหรือ ซ ้ายังเป็นเด็กผู้หญิงอีกต่างหาก”
เจียงเซิง “…”
“เด็กน้อย เจ้าชนข้าเข้า แต่ข้าไม่โกรธหรอกนะ” เจ้าของมืองาม
พูดด้วยน ้าเสียงร่าเริง “ข้าแค่อยากถามว่า ทุกวันเจ้ากินอะไรถึงได้
อ้วนขนาดนี้”
เจียงเซิง “…”
เจ้าต่างหากที่อ้วน เจ้าต่างหากที่อ้วน!
แต่ใครใช้ให้เจียงเซิงไปชนนางเข้าเล่า ต่อให้จะโมโหแค่ไหนก็
ระบายออกมาไม่ได้ จึงได้แต่ทำปากยื่นแล้วเงยหน้าขึ้นมา “ทุกวันข้า
กินเกาลัด กินขาหมู แล้วก็กินถังหูลู่ด้วย”
และในตอนนั้นเอง เจียงเซิงก็ได้เห็นรูปโฉมทั้งหมดของหญิงสาว
ชุดเขียว
รูปร่างสูงโปร่งและบอบบางไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง ชุดกระโปรง
เรียบลื่นงดงามก็ขอข้ามไป แต่ใบหน้างามดั่งหยกของนางที่ประดับ
ด้วยรอยยิ้มอันสดใสนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนต้องตะลึงโดยแท้
ใบหน้านั้นงามดั่งดอกฝูหรง คิ้วดั่งกิ่งหลิว จมูกโด่งเด่นตัดกับริม
ฝีปากแดง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับยามสนทนาหยอกล้อ ช่าง
สง่างามและเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง
เจียงเซิงเพิ่งเห็นพี่สาวผู้งดงามเช่นนี้เป็นครั้งแรก เมื่อเทียบกับ
หวังอวี้เหยาที่งามตามแบบกุลสตรี คนที่อยู่ตรงหน้านี้กลับสง่าผ่าเผย
มากกว่า เมื่อเทียบกับเหล่าหญิงบำเรอของซื่อจื่อกงชินอ๋อง นางก็มี
ความสูงศักดิ์มากกว่า และเมื่อเทียบกับเจียงเฉิงฮวน นางก็งดงามเป็น
ธรรมชาติมากกว่า
นางเหมือนสตรีสูงศักดิ์ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง แม้จะพบเด็ก
สามัญชนตัวอ้วน ก็ยังสามารถยิ้มแย้มและพูดจาหยอกล้อได้
“พี่สาว ท่านไม่โกรธที่ข้าชนท่านหรือ” เจียงเซิงถามอย่างงุนงง
หญิงสาวชุดเขียวยกมือปิดปากหัวเราะ “ไม่โกรธหรอก แต่ข้า
บอกว่าเจ้าอ้วน เจ้าโกรธหรือไม่”
เจียงเซิงส่ายหน้า
นางรู้ว่าตัวเองอวบอ้วนและตะกละ จะอ้วนขึ้นก็เป็นเรื่องสมควร
แล้ว
“เช่นนั้นก็ดี!” หญิงสาวชุดเขียวขยิบตา “น้องสาว ข้าขอบีบแก้ม
เจ้าได้ไหม มันกลมดีจัง น่ารักเหลือเกิน ข้าอยากบีบเหลือเกิน”
สาวใช้ข้าง ๆ หันหน้าไปทางอื่น ราวกับไม่อยากยอมรับว่านี่คือ
คุณหนูของตน
เจียงเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าอย่างองอาจ
ดังนั้นมืองามคู่หนึ่งจึงยื่นมาแตะใบหน้ากลมของนาง บีบแก้มเบา
ๆ ลูบใบหู และสุดท้ายก็ขยี้ผมเปียเล็กของนาง
“น่ารักจริง ๆ” หญิงสาวชุดเขียวมองเจียงเซิงอย่างพินิจพิเคราะห์
แล้วถอดกำไลเงินจากข้อมือของตน “มีคำกล่าวว่าคนที่มีวาสนาต่อ
กันย่อมได้พบเจอกัน วันนี้ข้าได้พบน้องสาวแล้วรู้สึกปลื้มปีตินัก พวก
เรามาเป็นสหายกันเถอะ ข้าคือเหยาซือชิง นี่คือของขวัญที่ข้ามอบ
ให้เจ้า”
พูดจบ นางก็สวมกำไลลงบนข้อมือป้อมของเจียงเซิง
ไม่ทันที่เจียงเซิงจะได้ตอบสนอง นางก็หมุนตัวจากไปอย่าง
รวดเร็วแล้ว
สาวใช้เดินตามหลังเหยาซือชิงไป หลายครั้งอยากจะพูดแต่ก็
ต้องกลืนคำพูดกลับ เพราะตามคุณหนูที่เดินเร็วราวกับสายลมไม่ทัน
ในที่สุดเมื่อนางหยุดเดิน สาวใช้หอบแฮ่ก ๆ พลางเตือนว่า
“คุณหนู ท่านลืมถามชื่อนางนะเจ้าคะ!”
เหยาซือชิง “…”
นางทำพลาดเสียแล้ว!
ขณะเดียวกัน เจียงเซิงยืนอยู่บนถนนก็ได้สติกลับมา มองกำไล
เงินที่มีลวดลายแปลกตาและเปล่งประกายบนข้อมือตนเอง นางทั้ง
เสียดายและประหลาดใจนัก
นางเสียดายที่ไม่ได้ตอบแทนของขวัญคืนพี่สาวเหยา และรู้สึก
ประหลาดใจที่กำไลนี้สวยงามกว่ากำไลเงินทั้งหมดที่นางเคยเห็นมา
แต่ก่อนเครื่องประดับในอำเภอเซี่ยหยางล้วนทำโดยช่างเงิน
เก่าแก่ มันเรียบง่ายแต่เรียกไม่ได้ว่างดงาม
ที่เขตอันสุ่ยก็มีช่างเงินมากขึ้น ร้านเครื่องเงินก็มีมากขึ้น แต่
เครื่องประดับยังคงคล้ายคลึงกัน
ไม่เหมือนกับกำไลบนข้อมือของเจียงเซิง มันแปลกตา งดงาม ทั้ง
ยังวาววับจนส่องเห็นเงาได้
เจียงเซิงถึงกับเห็นตัวอักษรเล็ก ๆ สองตัวว่า “ซือชิง” แสดงว่า
กำไลนี้เป็นของสั่งทำพิเศษ ลวดลายก็น่าจะเป็นของเพียงชิ้นเดียวใน
โลก
ชิ้นเดียวในโลก…
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นทันที ความคิดที่พยายามตามหามานานแต่
ไม่เคยจับได้ ในที่สุดก็ถูกคว้าไว้แน่นในยามนี้