พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 251 แนวคิดสำหรับการค้าใหม่
สิ่งที่คนตระกูลใหญ่ขาดคือความสูงส่ง ความพิเศษ และความ
เป็นเอกลักษณ์
เมื่อมองขนมที่มีอยู่ในตลาด ไม่มีชนิดใดที่ทำให้เป็นเอกลักษณ์
ได้ อย่างมากก็แค่มีราคาแพง และเป็นสิ่งที่มีไว้สำหรับคนรวยเท่านั้น
อย่างเช่น เรือนโยวหรานหรือร้านขนมเก่าแก่ที่เปิดกิจการโดย
คนตระกูลใหญ่เพียงไม่กี่ตระกูลในเมืองหลวง
การที่ร้านจิ่วเจินจะเดินตามเส้นทางนี้โดยไม่มีเส้นสายย่อม
เป็นไปไม่ได้ จำเป็นต้องหาหนทางใหม่
เช่นการทำให้ขนมมีความเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง
เจียงเซิงยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น รีบกลับไปที่ร้านจิ่วเจินเร็วที่สุด นาง
พุ่งเข้าหาจางเซียงเหลียนราวกับกลายร่างเป็นนกพิราบ “ท่านป้า ๆ
ๆ”
“เจ้าจะมาขโมยกินถังหูลู่อีกหรือ?” จางเซียงเหลียนเหลือบมอง
“พี่ชายของเจ้ากำชับข้าแล้วว่าไม่ให้เจ้ากินถังหูลู่มากเกินไป”
เจียงเซิงรีบพูดเสียงจริงจัง “ท่านป้าวางใจได้ ข้าโตแล้ว ไม่ใช่
เด็กอายุสิบขวบอีกต่อไป จะไม่ชอบกินถังหูลู่อีกแล้ว”
นางทำราวกับว่าคนที่ถูกจับได้ว่าขโมยกินถังหูลู่ครั้งก่อนไม่ใช่
นาง
จางเซียงเหลียนก้มหน้าอมยิ้มเบา ๆ หยิบถังหูลู่ขึ้นมาหมุน
ตรงหน้าเจียงเซิง
เด็กหญิงที่เมื่อครู่ยังพูดจาหนักแน่นพลันดวงตาเบิกกว้างอย่าง
ตกตะลึง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เจียงเซิงถึงดึงสายตากลับมาจากถังหูลู่ได้ แล้ว
พูดอย่างเจ็บปวดว่า “ท่านป้า ท่านโหดร้ายขึ้นแล้วนะเจ้าคะ”
“ข้ามาหาท่านด้วยเรื่องสำคัญจริง ๆ ตอนนี้ร้านของพวกเรามี
ขนมหลายสิบชนิด แต่มีชนิดใดบ้างหรือไม่ที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ร้าน
อื่นไม่มีเหมือนร้านของเรา?”
จางเซียงเหลียนวางลูกพุทราลง ขมวดคิ้วครุ่นคิดแล้วตอบว่า
“ไม่มี”
การทำขนมไม่ใช่เรื่องซับซ้อน ช่างฝีมือที่มีประสบการณ์เพียง
ชิมสองคำก็รู้ส่วนผสมคร่าว ๆ แล้ว แค่ลองทำต่อสักสองสามครั้งก็จะ
รู้สูตรได้
ตอนร้านจิ่วเจินเพิ่งเปิดกิจการ ขนมข้าวเหนียวพุทราเป็นของ
แปลกใหม่ที่สุด แต่เพียงครึ่งเดือน ร้านขนมฝั่งตรงข้ามก็ทำขนมข้าว
เหนียวพุทรามาขาย
ป้าจางบังเอิญทำซานจาชุบน ้าตาลออกมา ไม่นานเมืองหลวงก็มี
ขายซานจาชุบน ้าตาลไปทั่ว
ทั้งขนมแปดสมบัติหรือขนมชั้น
แต่ไหนแต่ไรมาก็ขายได้ไม่เลว ทว่าบางครั้งก็มีขนมเหลืออยู่บ้าง
ปกติแล้วจางเซียงเหลียนจะเทลงในอ่างเหล็กหน้าประตู เพื่อให้
แมวและสุนัขจรจัดแถวนั้นได้กิน
เมื่อไม่นานมานี้ อ่างเหล็กหน้าประตูก็ว่างเปล่า ป้าจางเริ่มไป ๆ
มา ๆ อย่างลึกลับ ด้วยมีเรื่องของแม่ลูกเหมียวเจาอิงมาก่อน พวกเด็ก
ๆ ในเรือนเล็กจะไม่เข้าใจได้อย่างไร
ป้าจางคงได้พบกับคนน่าสงสารอีกแล้ว
“ขนมที่ขายออกทุกวันในร้านจิ่วเจินมีจำกัด ของที่ส่งให้เรือน
โยวหรานก็ไม่มากนัก รวมกับเกาลัดคั่วน ้าตาลแล้ว มีท่านกับป้า
เหมียวสองคนก็พอแล้ว” เจียงเซิงพูดด้วยน ้าเสียงราบเรียบ “การรับ
คนเพิ่มไม่คุ้มค่านะเจ้าคะ จนกว่าร้านจิ่วเจินจะขายได้มากขึ้น งานยุ่ง
มากขึ้น พวกเราถึงจะสามารถรับคนเพิ่มได้ไม่ใช่หรือ?”
นางอายุเพียงสิบเอ็ดปี แต่มองทะลุความอบอุ่นและเย็นชาของ
มนุษย์ และเข้าใจว่าความเมตตาต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของ
ตนเอง
ชาวบ้านในหมู่บ้านสิบลี้ใจดีหรือไม่?
ใจดี
หากมีใครลงมือรุนแรงสักหน่อย เจียงเซิงคงตายไปตั้งแต่เร่ร่อน
ขอทานแล้ว
หรือถ้าใครเกิดความคิดชั่วร้าย ขายนางให้พ่อค้าทาสก็คงเป็น
อีกเรื่องหนึ่ง
แต่พวกเขาก็ไม่ได้ใจดีถึงขนาดจะพาเจียงเซิงกลับบ้าน ถามไถ่
สารทุกข์สุกดิบและเลี้ยงดูเสมือนลูกสาวแท้ ๆ
เพราะคนในหมู่บ้านสิบลี้ยากจน ทุกครัวเรือนล้วนยากลำบาก
จึงไม่สามารถแบกรับปากท้องเพิ่มอีกได้
คนเรามีชามใหญ่แค่ไหน ก็ตักโจ๊กได้แค่นั้น
ไม่มีเพชรเจียระไน อย่าริรับงานเครื่องกระเบื้อง
เจียงเซิงดิ้นรนมีชีวิตมาเจ็ดปี นางไม่ได้อ่านเขียน ไม่เคยได้กิน
อิ่มนอนอุ่น โชคดีที่ชีวิตสอนเรื่องมากมายให้และนางก็จดจำไว้ในใจ
ครั้งแรกที่มาเมืองหลวงและได้รับสัญญาซื้อขายที่ดิน นางจึงกล้า
รวบรวมความกล้าเปิดโรงผลิตอีกครั้ง
บัดนี้มีเพียงการขยายกิจการเท่านั้น จึงจะสามารถดูแลท่านป้า
ท่านน้าที่น่าสงสารต่อไปได้
“อีกอย่าง ร้านจิ่วเจินเป็นร้านที่พี่รองลงแรงสร้างขึ้นมา เขามอบ
ให้ข้าแล้ว ข้าย่อมต้องพยายามทำให้ร้านจิ่วเจินดียิ่งขึ้น” เด็กหญิง
เงยหน้า “ท่านป้า ข้าไม่ได้ทำผิดใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ไม่ผิด ไม่ผิดแน่นอน
ดวงตาของป้าจางเอ่อคลอไปด้วยน ้าตา นางยกมือนึกอยากจะ
ลูบศีรษะของเจียงเซิง แต่ก็ต้องวางมือลงเพราะมันเปื้อนน ้าตาลเชื่อม
นางไม่เข้าใจจริง ๆ เด็กที่ดีขนาดนี้ ทำไมถึงถูกครอบครัวทอดทิ้ง
ได้
“เพียงแต่ความคิดของข้าพังทลายลงแล้ว” เจียงเซิงถอนหายใจ
อีกครั้ง ท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย “พวกเราไม่สามารถทำขนมที่มี
เอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ ไม่มีวันกลายเป็นตัวเลือกแรกที่คนตระกูล
ใหญ่จะนึกถึง”
ดูท่าจะต้องหาหนทางอื่นเสียแล้ว
นางเอามือเท้าคาง มองท้องฟ้าอันไกลโพ้น สมองน้อย ๆ เริ่มขบ
คิดฟุ้งซ่านอีกครั้ง
จางเซียงเหลียนขมวดคิ้ว ครู่ใหญ่จึงพึมพำว่า “ข้ามีความคิด
อย่างหนึ่ง”
“ขนมในเมืองหลวงมีหลากหลายประเภท แม้จะทำของใหม่
ออกมาก็ถูกคนอื่นลอกเลียนแบบได้รวดเร็ว แต่ไม่เหมือนกับการ
คิดค้นขนมใหม่ ๆ จากที่อื่น”
“เจ้าจำแม่พิมพ์ที่พ่อครัวคงขอให้ข้าทำได้หรือไม่” จางเซียง
เหลียนเข้าไปที่ครัว หยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ที่ถูกผ่าครึ่งออกมา ด้านใน
แกะสลักลวดลายลึกตื้นสลับกัน “แม้ว่าร้านฝั่งตรงข้ามจะขายขนม
พุทราเหมือนกัน แต่ไม่มีลายแกะสลักของพวกเราหรือมีแม่พิมพ์”
การใช้ลายแกะสลักเพื่อแยกแยะรูปทรง สร้างขนมที่มีเอกลักษณ์
เฉพาะตัวก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย
แต่น่าเสียดายที่การแกะสลักนั้นไม่ยาก แม่พิมพ์ก็สามารถหามา
ได้ ช้าเร็วก็คงถูกเลียนแบบอีก
เจียงเซิงคล้ายจะจนมุม
จ่างเยี่ยนออกมาจากสำนักแพทย์ที่อยู่ติดกัน ไม่รู้ว่ายืนฟังอยู่ที่
หน้าประตูนานเท่าไร เขาพับพัดในมือแล้วเอ่ยขึ้นมาในที่สุด “ลองคิด
ดูสิว่าหากขนมดอกบัวของท่านไปอยู่บนโต๊ะอาหารของชนชั้นสูงได้
ผู้ใดยังจะกล้าเสี่ยงทำขนมเลียนแบบอีก?”
หรือแม้จะเลียนแบบได้ แต่หากคนตระกูลใหญ่ไม่ยอมรับ ก็คง
ขายได้แค่ราคาของขนมทั่วไปเท่านั้น
อีกอย่าง มีร้านไหนที่ยอมเสียเวลาและลงแรงไปกับการทำขนม
ธรรมดา ๆ เล่า