พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 252 ขนมหวานที่ไม่เหมือนใคร
สุดท้ายแล้ว การคว้าโอกาสได้เปรียบก่อนนั้นสำคัญมาก การ
ได้รับการยอมรับจากคนตระกูลใหญ่ยิ่งสำคัญกว่า แต่การยกระดับ
ชื่อเสียงและความนิยมของร้านจิ่วเจินสำคัญที่สุด
โบราณว่าไว้ หลังพุ่มไม้มีดอกไม้บานในอีกหมู่บ้านหนึ่ง วันนี้
เจียงเซิงรู้สึกเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว
จากความคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ ผ่านการช่วยเหลือของป้าจางและ
คำแนะนำของจ่างเยี่ยน ในที่สุดนางก็พบจุดเปลี่ยน
ดวงตาของเจียงเซิงเปล่งประกาย แม้กระทั่งคิดเรื่องอื่นเพิ่มเติม
อย่างเช่น การหาช่างไม้ฝีมือดีที่สุดมาแกะสลักแม่พิมพ์อัน
งดงาม ช่วยให้คนอื่นลอกเลียนแบบได้ช้าลงและลดความประณีตของ
สินค้าเลียนแบบ
หรือให้สวี่โม่วาดลวดลายแม่พิมพ์ขนมด้วยตัวเอง พยายามสร้าง
ลวดลายใหม่ ๆ และสวยงามจนทำให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจ
คิดได้อย่างนั้นก็ลงมือเถอะ
ค ่าวันนั้น พอสวี่โม่กลับมาจากกั๋วจื่อเจี้ยน ก็เห็นน้องสาวคนเล็ก
สุดอุ้มกระดาษวิ่งมาหา นางหยุดอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังอักษรของเขา
“เป็นอะไรไป” เขาหัวเราะเบา ๆ หางตายกขึ้นเล็กน้อย “จะมาฝึก
คัดลายมือของเจ้าอีกแล้วหรือ?”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเจียงเซิงหม่นหมองลงทันที
สวี่โม่รีบแก้ไขคำพูด “แปดขวบเริ่มเรียนหนังสือ เก้าขวบฝึก
เขียนอักษร เจ้าเขียนได้ขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว พี่ชายยังสู้เจ้าไม่ได้เลย”
“อีกอย่าง เจ้าไม่จำเป็นต้องสอบขุนนาง แค่สามารถขยาย
มุมมองผ่านการอ่าน เข้าใจโลกภายนอกได้นอกเหนือจากตัวเองก็
เพียงพอแล้ว”
เจียงเซิงวางกระดาษไว้ที่มุมโต๊ะ แล้วขอร้องเสียงเบา “พี่ใหญ่ ข้า
อยากรบกวนท่านวาดรูปให้ข้าสักรูป”
“วาดรูป?” สวี่โม่ตกใจ ตั้งแต่เด็กเขาเรียนแต่การเขียนอ่าน
ท่องจำหนังสือสี่ตำราห้าคัมภีร์ได้อย่างคล่องแคล่ว ลายมือก็มี
เอกลักษณ์ แต่ฝีมือการวาดรูปของเขานั้นธรรมดามาก
หากจะพูดถึงคนที่วาดรูปได้เก่งจริง ๆ ก็ต้องเป็นหวังฝูเฟิงเท่านั้น
คุณชายฝูเฟิงผู้มีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง ไม่เพียงมีความสามารถ
ด้านวิชาการ แม้แต่ฝีมือวาดรูปก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร นับได้ว่าเป็น
เลิศทั้งด้านอักษรและภาพวาด
แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น ก็ยิ่งทำให้ผู้คนนึกเสียดายสุขภาพร่างกายของ
เขา
สวี่โม่ถอนหายใจแผ่วเบา หยิบจดหมายหนา ๆ ออกมาจากใต้
โต๊ะ เปิดฉบับบนสุด ข้างในมีภาพวาดของพวกเขาพี่น้องที่เรือน
ดอกไม้อย่างชัดเจน
น้องชายน้องสาวหัวเราะเล่นกัน เจ้าสามโบกกระบอกไม้ เจิ้งหรู
เชียนคำนวณลูกคิด สวี่โม่อ่านหนังสืออย่างเงียบ ๆ และป้าจางกำลัง
เย็บพื้นรองเท้าอย่างชำนาญ
ช่างเป็นภาพที่มีชีวิตชีวาเหลือเกิน เพียงไม่กี่ขีดเส้นก็สามารถ
แสดงถึงลักษณะของผู้คนได้ ราวกับว่าผู้วาดได้จินตนาการภาพนี้ใน
ใจนับพันนับหมื่นครั้งก่อนจะบรรจงวาดบนผืนกระดาษ หรือราวกับว่า
ภาพที่มีชีวิตชีวานี้ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาตลอดเวลา
“นี่คืออะไรหรือ” เจียงเซิงชะโงกหน้าดู “เป็นพวกเราใช่หรือไม่
ใครเป็นคนวาด มันงดงามจริง ๆ”
“ใช่ เป็นพวกเรา” สวี่โม่หยิบพู่กันมา ครุ่นคิดอยู่สักพัก แล้วกล้า
ๆ กลัว ๆ เพิ่มเติมเงาร่างหนึ่งตรงประตูในภาพ
เป็นคุณชายผู้บอบบางดั่งต้นหลิวลู่ลม ทั้งยังสูงส่งและบริสุทธิ์
ฝีมือการวาดของสวี่โม่ไม่อาจเรียกได้ว่าโดดเด่น แต่เขารู้สึกว่า
เมื่อเพิ่มเงาร่างนี้เข้าไป ภาพนี้ก็ดูสมบูรณ์และมีชีวิตชีวามากขึ้น
เขาวางพู่กันลงและหันกลับมา “ฝีมือวาดภาพของข้าสู้ฝูเฟิง
ไม่ได้ หากเจ้ารอได้ ข้าจะเขียนจดหมายส่งถึงเขา ฝากให้เขาวาด
ภาพให้เจ้าสักสองสามภาพ”
“ข้ารอไม่ไหวหรอก” เจียงเซิงตอบตามตรง “แต่พี่ใหญ่วาดให้ข้า
สองภาพก่อนก็ได้ แล้วค่อยให้พี่ชายฝูเฟิงวาดอีกสักสองสามภาพ
อย่างไรก็ไม่มากเกินไปหรอก”
เด็กหญิงเจ้าเล่ห์อยากได้ทั้งสองอย่าง
สวี่โม่เก็บภาพที่หมึกแห้งแล้วด้วยความระมัดระวัง แล้วหยิบพู่กัน
ขึ้นมาใหม่ “เจ้าบอกมาสิ อยากให้วาดอะไร”
เขาคิดว่าอย่างน้อยก็คงเป็นภาพทิวทัศน์หรือไม่ก็ภาพคน
แต่ไม่คิดว่าริมฝีปากเล็ก ๆ นั้นจะบอก “ดอกไม้หรือสัตว์ตัวเล็ก ๆ
สักหน่อย ยิ่งแปลกยิ่งดี ยิ่งหาได้ยากยิ่งดี”
ครึ่งชั่วยามต่อมา นางก็อุ้มกระดาษแผ่นหนึ่งจากไปอย่างพอใจ
ป้าจางกำลังทำอาหาร แสงไฟในครัวสว่างไสว ทั้งสองคนรวมตัว
กันเลือกภาพที่สวยที่สุดและเหมาะสมที่สุดออกมาสองสามแผ่น
“พรุ่งนี้ข้าจะไปหาช่างไม้ที่ทำแม่พิมพ์ครั้งก่อน ขอให้เขารีบทำ
ออกมา” จางเซียงเหลียนประเมิน “คงใช้เวลาสักสามวัน”
เจียงเซิงพยักหน้า สายตาจ้องมองดอกไม้บนกระดาษ จู่ ๆ ก็รู้สึก
ว่ามันดูธรรมดาไปหน่อย
ถ้าสลับตำแหน่งระหว่างตัวเองกับลูกค้า หากนางไปซื้อขนมของ
ร้านจิ่วเจิน แค่ลวดลายดอกไม้อย่างเดียวคงไม่สามารถกระตุ้นความ
อยากซื้อได้มากนัก เพราะแต่ละคนล้วนชอบไม่เหมือนกัน
อย่างป้าจางที่ชอบดอกทานตะวัน ส่วนนางกลับชอบดอกไม้ป่า
ดอกเล็ก ๆ
ถ้าจำเป็นต้องซื้อ คงมีเพียงขนมที่มีคำว่า “เจียงเซิง” เท่านั้น ถึง
จะดึงดูดสายตาของนางได้
เด็กน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจับประเด็นสำคัญได้อีกครั้ง
นางเงยหน้าขึ้น ชี้ไปทางดอกไม้แปลกตาบนกระดาษ แล้วรีบ
ร้อนพูดว่า “ท่านป้า ๆ ข้าคิดออกแล้ว พวกเราไม่เพียงแกะสลัก
ดอกไม้เท่านั้น แต่ยังต้องสลักตัวอักษรลงไปด้วย”
จะขายให้ใครก็สลักแซ่ของบ้านนั้น หรือไม่ก็พิมพ์ชื่อลงไปเลย
มันไม่เพียงจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ร้านขนมอื่น ๆ ก็ไม่
กล้าลอกเลียนแบบตามอำเภอใจด้วย
ความคิดนี้ยอดเยี่ยมเหลือเกิน เจียงเซิงดีใจจนแทบจะกระโดด
ขึ้นมา
ทว่าจางเซียงเหลียนกลับลังเลว่า “แล้วพวกเราจะขายให้ใคร
เล่า?”
หากไม่มีลูกค้าที่แน่นอนก็ไม่สามารถแกะสลักแม่พิมพ์ได้
ไม่มีแม่พิมพ์ก็ไม่สามารถทำขนมได้
เมื่อไม่มีขนม แล้วลูกค้าจะยอมซื้อได้อย่างไร?
นี่เป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด หากต้องการทำลายมัน ก็ต้องหาลูกค้า
จากตระกูลใหญ่ที่เต็มใจจะลิ้มลอง
“เรื่องนี้มอบให้ข้าเถอะเจ้าค่ะ” เจียงเซิงกำมือแน่น “ข้าจะต้องหา
คนให้เจอ”
วันรุ่งขึ้น
เจียงเซิงนั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตูร้านจิ่วเจิน เพื่อเฝ้ารอ
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลฉี ตระกูลจู หรือตระกูลเจียงก็ตาม หากมี
พี่ชายคนไหนที่คุ้นหน้าปรากฏตัวขึ้น นางก็จะทำใจกล้าเข้าไป
แนะนำตัว พยายามใช้คำว่า “ไม่คิดเงิน” เพื่อแลกกับความร่วมมือ
ครั้งแรกระหว่างทั้งสองฝ่าย
แต่ไม่คิดว่าหลังจากรอแล้วรอเล่า คนที่นางรอกลับเป็นจ้าวหยวน
เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดปีเดินย ่าเท้ามาทางร้านจิ่วเจิน เขา
เหมือนจะเตรียมเข้าไปแต่นึกอะไรขึ้นได้ จึงหยุดอยู่ที่หน้าประตู
เจียงเซิงรีบพุ่งเข้าไปหาเขา ส่งยิ้มประจบ “พี่ชายจ้าวหยวน
ไม่ได้พบกันนาน ทำไมไม่เข้าไปดูในร้านข้าก่อนเล่าเจ้าคะ”
“ข้า…ข้าอยากกินขนม แต่ท่านแม่ไม่อยากกิน ซ ้ายังบอกอีกว่า
ถ้าข้ากินอีก นางจะตีข้า” จ้าวหยวนกลืนน ้าลาย นึกถึงสีหน้าดุดัน
ของเด็กหญิงตัวน้อยเมื่อครั้งก่อน แล้วมองใบหน้าที่เต็มไปด้วย
รอยยิ้มของนางในยามนี้ เขาพลันรู้สึกระแวงขึ้นมา “เจ้าต้องการ
อะไร”
“ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ” เจียงเซิงเก็บรอยยิ้ม ทำหน้าจริงจัง “แค่
อยากถามพี่ชายจ้าวหยวนว่าต้องการกินขนมหรือไม่ มันเป็นขนมที่
ทำขึ้นสำหรับท่านคนเดียวเท่านั้น”
ดวงตาของจ้าวหยวนเป็นประกายทันที
“นอกจากท่าน ขนมชิ้นนี้จะไม่ขายให้ผู้ใดทั้งสิ้น แม้จะให้ราคา
สูงเพียงใดก็ตาม” เจียงเซิงเน้นย ้า “อีกทั้งข้าจะไม่รับเงินจากท่าน
ด้วย”
นี่เป็นเหตุผลที่นางไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากพี่ชาย แต่
พยายามด้วยตนเอง
ภายใต้การล่อใจของคำว่า “ไม่คิดเงิน” และ “มีเพียงหนึ่งเดียว”
ทำให้คนส่วนใหญ่ย่อมหวั่นไหว
จ้าวหยวนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขาพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ได้ ของ
อยู่ที่ไหน? ให้ข้าลองชิมหน่อย”
“ท่านรออีกสามวันเถอะ” เจียงเซิงสีหน้าจริงจัง “อีกสามวันท่านก็
มาที่ร้านจิ่วเจิน ขนมที่วางอยู่กลางร้านจะเป็นขนมที่ทำขึ้นสำหรับ
ท่านเพียงผู้เดียว”
หลังจากส่งจ้าวหยวนกลับไป นางก็รีบขอให้พี่ใหญ่เขียน
ตัวอักษร “จ้าว” พร้อมกับดอกฝูหรงฮวา แล้วนำไปส่งให้ช่างไม้
สามวันต่อมา ขนมไส้เกาลัดเม็ดบัวที่ทำขึ้นสำหรับตระกูลจ้าวก็
เสร็จสมบูรณ์
ขนมไส้เกาลัดเม็ดบัวเป็นขนมสูตรใหม่ที่จางเซียงเหลียนคิดค้น
ขึ้น ตำแหน่งของดอกฝูหรงฮวายังใช้ผักและผลไม้ผสมสีกัน ประกอบ
กับตัวอักษรแซ่จ้าว จึงยิ่งทำให้มันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เจียงเซิงถอนหายใจ วางขนมไว้ในตำแหน่งที่สูงที่สุดตรงข้ามกับ
ประตูใหญ่ แล้วนำตัวอักษร “ไม่จำหน่ายให้บุคคลภายนอก” ที่พี่ใหญ่
เขียนด้วยลายมือตนเองมาติดไว้ด้านล่าง
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย นางก็เปิดประตูร้านจิ่วเจิน เริ่มต้น
การทดสอบจากชาวเมืองหลวง