พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 258 เจิ้งหรูเชียนถูกโจมตีที่ชายแดน
มันหมายความว่า หากพวกเขาต้องการเจอเจ้าสาม พวกเขา
จำเป็นต้องเดินทางไปยังตำแหน่งที่ห่างไกลที่สุดของชายแดน บางที
อาจต้องเข้าไปในดินแดนของชนเผ่าต๋าลู่ด้วย
ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย
ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าอวี๋ ชายแดนเป็นพื้นที่ที่วุ่นวายที่สุด โดยเฉพาะ
ชายแดนทางเหนือ ชนเผ่าต๋าลู่มีนิสัยดุร้าย หากเผชิญหน้ากันก็ต้อง
มีคนบาดเจ็บหรือล้มตายแน่นอน
ยิ่งเดินทางเข้าใกล้ชายแดนมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะพบกับชน
เผ่าต๋าลู่ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ดูจากซากปรักหักพังริมทางรวมถึงจำนวนกระดูกที่เพิ่มขึ้นมาจน
แยกแยะไม่ได้ว่าเป็นของมนุษย์หรือสัตว์ ก็เห็นได้ชัดว่าชายแดนทาง
เหนือไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยเลย
“คุณชาย พวกเราจะต้องไปส่งของพวกนี้จริง ๆ หรือ” หลังจาก
เห็นกะโหลกศีรษะคนชัดเจน วังเสี่ยวซงก็พูดด้วยความหวาดกลัว
“ถ้าคราวนี้ส่งไปไม่ได้ก็เอาไว้คราวหน้าเถอะ คราวหน้าท่านก็พาเจียง
ซานกับเจียงซื่อมาด้วย”
ด้วยวิธีนี้ เขาจะได้ไม่ต้องกังวลว่าศีรษะของตนเองจะแยกจาก
ท้ายทอยอีก
เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจ “ถ้าหาเจ้าสามไม่เจอก็ช่างเถอะ แต่พวก
เราต้องสร้างฐานที่มั่นในชายแดนทางเหนือนะ”
อย่างน้อยมันต้องไม่ใช่การเดินทางที่เหนื่อยยากแล้วกลับไป
อย่างหมดหวัง
“ได้ ๆ พวกเราไปที่หมู่บ้านกันเถอะ ไปที่ที่มีคนอยู่มาก ๆ กัน” วัง
เสี่ยวซงเกือบจะร้องไห้แล้ว “พื้นที่ห่างไกลปกคลุมไปด้วยหิมะแบบนี้
มันน่ากลัวจริง ๆ”
เด็กหนุ่มสองคนดึงบังเหียนม้า มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านที่มีกลุ่มควัน
ลอยขึ้นมา
เดิมทีพวกเขาคิดว่าที่นั่นจะปลอดภัย แต่กลับไม่คาดคิดว่าที่ที่มี
กลุ่มควันจะเป็นสถานที่อันตรายที่สุด
หลังปีใหม่ในเดือนหนึ่งและเดือนสอง เป็นช่วงที่ชนเผ่าต๋าลู่กิน
เสบียงที่เก็บไว้หมดแล้วและยังไม่มีอาหารใหม่ ความแร้นแค้นของผืน
ดินและสภาพอากาศอันหนาวเย็นทำให้พวกเขาไม่สามารถกินจนอิ่ม
ท้องได้ ทำให้เด็ก ๆ ของพวกเขาต้องอดตาย
เพื่อความอยู่รอด เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ พวกเขาขี่ม้าถือดาบยาว
บุกเข้าไปในบ้านที่มีควันลอยขึ้นมาทีละแห่ง
ที่นี่คือดินแดนของราชวงศ์ต้าอวี๋ อาหารอันอุดมสมบูรณ์จาก
เจียงหนานจะถูกขนส่งมาที่นี่ทุกปี เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน
ชายแดนที่หิวโหยเช่นกัน
มันมีเนื้อ มีผัก มีข้าว มีแป้ง
เพียงแค่ฆ่าทุกคนในหมู่บ้านให้หมด อาหารเหล่านี้ก็จะเป็นของ
พวกเขา
ชนเผ่าต๋าลู่หัวเราะคิกคัก หลังจากได้รับแจ้งจากทหารสอดแนบ
ว่าไม่มีการซุ่มโจมตี พวกเขาก็แบกดาบยาวคนละเล่ม บุกเข้าไปใน
หมู่บ้านโดยไร้การยั้งคิด ทำไก่และเป็ดร้องเสียงดัง แมวและสุนัขร้อง
ครวญคราง ลาและม้าหวีดร้องลั่น
มีเพียงความตื่นตระหนกของมนุษย์เท่านั้นที่ไม่มีสุ้มเสียงใด ๆ
เพราะม้านั้นเร็วพอ ดาบนั้นก็คมพอ จนชาวบ้านในหมู่บ้านยังไม่
ทันได้รู้สึกตัวก็ถูกฆ่าตายไปแล้ว
พวกถูกฆ่าไปทีละคน ทีละคน และอีกคน
ศีรษะของชาวต้าอวี๋กลิ้งลงบนพื้น แต้มหิมะจนเป็นสีแดงงดงาม
“ดี ดีมาก!” ชนเผ่าต๋าลู่ตะโกนด้วยความตื่นเต้น “ฆ่า ปล้น กิน
ให้อิ่ม ชิงผู้หญิง”
สัญชาตญาณกระหายเลือดที่ซุกซ่อนอยู่ในกระดูกเดือดพล่าน
ถึงขีดสุด
พวกเขาเข่นฆ่าผู้ชายและเด็ก ๆ จนหมด ปล้นอาหารเนื้อสัตว์
และผักทุกอย่าง ซ ้ายังจะลักพาตัวหญิงสาววัยเจริญพันธุ์ไปอีก
ในช่วงเวลาที่ดาบถูกยกขึ้นและฟันลง หมู่บ้านที่เคยสงบสุขก็
หายไปในชั่วพริบตา
เมื่อเจิ้งหรูเชียนกับวังเสี่ยวซงมาถึง การสังหารหมู่ก็ใกล้จะสิ้นสุด
ลงแล้ว รอบด้านจึงเงียบสงัด มีเพียงกลิ่นคาวลอยอ่อน ๆ อยู่ใน
อากาศ คล้ายกับกลิ่นตอนป้าจางเชือดเป็ดเชือดไก่ แต่เข้มข้นกว่า
เล็กน้อย
“มีควันไฟลอยขึ้นมาแล้ว เนื้อที่พวกเขาทำน่าจะสุกแล้วสิ แต่
ทำไมถึงมีกลิ่นแบบนี้ได้” วังเสี่ยวซงพึมพำ
เจิ้งหรูเชียนไม่พูดอะไร แต่รู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นรัวไม่เป็น
จังหวะ ราวกับว่ามีบางสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจกำลังจะเกิดขึ้น
เขารีบบังคับม้าให้หยุด กำลังจะให้มันหันหลังกลับ แต่ก็สาย
เกินไปเสียแล้ว
ชายต๋าลู่ผู้หนึ่งเดินออกมาจากทางเข้าหมู่บ้าน ร่างกายเปรอะ
เปื้อนไปด้วยเลือด มือยังกำเส้นผมยาวไว้แน่น เส้นผมนั้นเป็นของ
หญิงสาวที่ถูกลากตัวมา ไม่อาจบอกได้ว่าคนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
เมื่อเห็นคนสองคนบนรถม้า เขาหัวเราะอย่างดูแคลน “มารนหาที่
ตายสินะ”
พูดจบ เขาก็ทิ้งเส้นผมของหญิงสาวแล้วกระโดดขึ้นหลังม้าทันที
“ไป ๆ รีบไปเร็วเข้า” เจิ้งหรูเชียนบังคับม้าอย่างบ้าคลั่ง “เร็วเข้า
เจ้าม้า เร็วเข้า”
ตามหลักแล้วรถม้าไม่น่าจะวิ่งเร็วกว่าม้าทั่วไปได้ แต่ในชั่ว
ขณะนั้น เจ้าม้าแก่ราวกับเข้าใจความหมายจึงหันหัววิ่งสุดกำลัง ทำ
ให้เด็กหนุ่มสองคนบนรถม้าโคลงเคลงไปมา สีหน้าซีดเผือด
ชายต๋าลู่ไล่ตามมาข้างหลัง ทั้งยังผิวปากด้วยความสนุกสนาน
ราวกับกำลังเล่นสนุกกับสัตว์เลี้ยง
เขารู้ดีว่าสองคนบนรถม้านั้นไม่มีทางหนีพ้น
ข้าวของบนรถม้าก็จะกลายเป็นของรางวัลแห่งชัยชนะของเขา
“คุณชาย คุณชาย ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า” วังเสี่ยวซงเริ่ม
เสียสติ “หากรู้เช่นนี้ พวกเราควรเดินทางผ่านป่าทึบต่อไป ไม่ควรมา
ที่หมู่บ้านนี้เลย หากพวกเราตาย น้องสาวของคุณชายจะเสียใจมาก
แค่ไหน”
“คุณหนูยังมีพี่ชายคนอื่น แต่น้องสาวของข้ามีเพียงข้าคนเดียว
หากข้าตายไป นางจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ร ่าไห้เสียงดัง ไม่สนใจกระทั่งเกล็ดหิมะที่ปลิว
เข้าปาก
เสียงร ่าไห้ดังไปถึงด้านหลัง ชายต๋าลู่บนหลังม้าก็หัวเราะลั่น
ขึ้นมาทันที ราวกับจะเยาะเย้ยความอ่อนแอไร้ความสามารถของ
ชาวต้าอวี๋ หรือกำลังหัวเราะเยาะลิงสองตัวที่ถูกเขาเล่นสนุก
“เจ้าหยุดร้องไห้สักทีเถอะ!” เจิ้งหรูเชียนตะโกนเสียงดัง “เจ้าจะ
ตายไม่ได้ ข้าก็จะตายไม่ได้เช่นกัน”
น้องสาวเขามีพี่ชายห้าคน แต่ความรักของพี่ชายแต่ละคนนั้น
แตกต่างกัน พี่ชายทุกคนต้องปกป้องดูแลนาง คอยเฝ้ามองนาง
เติบโตอย่างมีความสุข
พี่รองอย่างเขายังไม่ได้ซื้อรองเท้าปักไข่มุกให้น้องสาว ยังไม่ได้
สร้างเส้นทางการค้าให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งราชวงศ์ต้าอวี๋ และยังไม่ได้
หาเงินให้ได้มากพอจนพอใจเลย
เขาจะตายได้อย่างไร
เขาจะตายไม่ได้
แต่ตอนนี้ขากำลังจะตายแล้ว
ชายต๋าลู่ด้านหลังเหมือนจะเบื่อหน่ายกับการเล่นสนุกแล้ว จึงเร่ง
ม้าเข้ามาข้างหน้าแล้วฟันดาบใส่ลำคอของเจิ้งหรูเชียน
เพียงชั่วพริบตา ศีรษะของเจ้ารองเจิ้งก็จะถูกฝังในหิมะแดนเหนือ
กลายเป็นหนึ่งในดวงวิญญาณที่ตายอย่างไร้เหตุผลนับไม่ถ้วน
ทันในนั้นเอง
วังเสี่ยวซงพลันโอบกอดเจิ้งหรูเชียน แล้วตะโกนสั่งเสีย “คุณชาย
หากท่านรอดชีวิตไป ได้โปรดดูแลน้องสาวของข้าให้ดี หาคู่ครองที่ดี
ให้นางด้วย”
บางคนมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป แต่บางคนสามารถ
สร้างคุณค่าและประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจิ้งหรูเชียนคือคนประเภทหลัง ส่วนวังเสี่ยวซง
เขายอมรับว่าตนเองเป็นคนประเภทแรก
หากพวกเขาต้องตายด้วยกันก็ช่างเถอะ แต่หากชะตากำหนดให้
มีเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตไป วังเสี่ยวซงก็หวังว่าจะเป็นคุณชายของ
เขา
“เสี่ยวซง…” เจิ้งหรูเชียนตกตะลึง
ในโลกนี้ คนที่ยอมสละชีวิตเพื่อผู้อื่นมีไม่มาก พี่ชายยอมสละ
ชีวิตเพื่อน้องสาวนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่วังเสี่ยวซงกับเขามีเพียง
ความสัมพันธ์แบบลูกจ้างกับเจ้านาย
เขาไม่เคยเห็นลูกจ้างคนไหนยอมสละชีวิตเพื่อเจ้านายมาก่อน
หากครั้งนี้รอดชีวิตไปได้ เขาต้องขึ้นค่าแรงให้อีกฝ่ายแน่นอน
เจิ้งหรูเชียนคิดวุ่นวายไปต่าง ๆ นานา เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเวลา
ช่างยาวนานเหลือเกิน
ดาบที่ฟาดฟันลงมา น ้าตาของวังเสี่ยวซง ดวงตาแดงก ่าของ
เจียงเซิง และสีหน้าเงียบงันของเหล่าพี่น้องผุดขึ้นในความคิดของเขา
อย่างรวดเร็ว
เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง คมดาบก็พุ่งเข้าหาลำคอของวังเสี่ยวซงแล้ว
ดูจากแรงและองศาของดาบ คงตั้งใจจะฟันให้หัวสองหัวขาดใน
ครั้งเดียว
วังเสี่ยวซงคำนวณพลาด เสี่ยงชีวิตโดยเปล่าประโยชน์ หากหลบ
สักนิด บางทีอาจเอาชีวิตรอดและรอคอยความช่วยเหลือได้
นี่คือความคิดสุดท้ายของเจิ้งหรูเชียนก่อนที่เขาจะหมดสติไป