พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 259 พบกับเจ้าสามอีกครั้ง
ท้องฟ้าสีครามสดใส เสียงนกร้องดังขับขาน ลมหนาวเย็นยะ
เยือกแทรกซึมเข้ากระดูก แต่กลับแฝงไว้ด้วยไออุ่นละมุนละไม
คล้ายกับครั้งแรกที่พวกเขาอาศัยอยู่ในวัดร้าง ผ้าห่มเพียงผืน
เดียวก็มอบให้พี่ใหญ่ที่ขาหัก ส่วนคนอื่น ๆ ต้องนอนบนกองฟางซ้อน
กัน หน้าท้องเย็นเฉียบแต่แผ่นหลังกลับอบอุ่น
เจิ้งหรูเชียนปาดน ้าตา เขารู้สึกว่าตนเองคงตายไปแล้วแน่ ๆ
คนเรามักชอบหวนคำนึงถึงอดีตก่อนตาย
เมื่อนิ้วมือสัมผัสกับความเย็นเฉียบ เขาก็ตกใจสะดุ้ง ลุกพรวด
จากพื้นขึ้นมานั่ง
คนสองคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่ข้างกองไฟหันมามอง คนหนึ่ง
เป็นทหารร่างผอมผิวคล ้าหน้าตาเรียบเฉย ส่วนอีกคนเป็นชายน่า
สงสารที่มีผ้าสีขาวพันรอบคอ
“คุณชาย ท่านตื่นแล้วหรือ” ชายท่าทางน่าสงสารร้องไห้โฮพลาง
วิ่งเข้ามา “คุณชายทำข้าตกใจแทบตาย ดาบฟันข้าไม่ตาย แต่กลับ
เกือบจะตายเพราะท่าน”
ที่แท้คนผู้นี้ก็คือวังเสี่ยวซง พอไม่เห็นคอแล้วก็ดูแปลกตาจริง ๆ
เจิ้งหรูเชียนพยายามสลัดตัวออกจากเขา สายตาจ้องมองทหาร
ร่างผอมผิวคล ้า กล่าวอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณพี่ชายที่ช่วยชีวิตพวก
ข้าไว้ หากไม่มีท่าน วันนี้พวกข้าสองคงหนีไม่รอดแน่”
เสียงร้องไห้ของวังเสี่ยวซงหยุดชะงัก เกือบจะเป็นลมไป “คุณชาย
ท่านจำนางไม่ได้แล้วหรือ?”
“เขา?” เจิ้งหรูเชียนงุนงง “ข้าจะรู้จักเขาได้อย่างไร เจ้ารู้จักเขา
หรือ?”
“ก็ ก็นาง…” วังเสี่ยวซงร้อนใจ แต่เพราะไม่ระวังจึงไปโดนแผล
ตรงท้ายทอย เจ็บจนต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
เห็นนายบ่าวสองคนพูดกันคนละเรื่อง ทหารร่างผอมผิวคล ้าจึง
ทนไม่ไหว เขาก้าวมาสองก้าว แล้วคำนับทักทายอย่างเย็นชา “ยินดีที่
ได้พบคุณชายรอง”
อีกฝ่ายเรียกเขาว่าคุณชายรอง
แสดงว่าเขาเป็นคนของฟางเหิง
เจิ้งหรูเชียนที่ปกติเคร่งขรึมต่อหน้าผู้คน ในที่สุดก็อดรู้สึกแสบ
จมูกไม่ได้ ดวงตากลมโตใต้คิ้วหนามีแววเปียกชื้นวาบผ่าน “เจ้าคือ
เจียงไหน? เจียงอี? เจียงปา?”
ทหารร่างผอมผิวคล ้าเม้มปาก “ข้าคือเจียงอู่”
ตอนแรกฟางเหิงซื้อตัวผู้ติดตามมาแปดคน มีหกคนยินดีจะไป
เป็นทหาร ส่วนสองคนคอยอยู่ปกป้องพี่น้องของเขา
เจียงอู่เป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวและมีนิสัยเด็ดเดี่ยวที่สุด นาง
เป็นคนแรกที่อาสาจะไปเป็นทหาร ตอนนั้นเจิ้งหรูเชียนสงสัยว่าหญิง
สาวจะเป็นทหารได้อย่างไร จะเดินทัพร่วมรบได้อย่างไร แล้วจะอยู่ใน
กองทัพชายได้อย่างไร
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว แม้แต่เสียงเจียงอู่ก็ตั้งใจทำให้ต ่าลง
นอกจากร่างกายที่ผอมบางเกินไป ก็แทบไม่มีกลิ่นอายของหญิงสาว
เลยแม้แต่น้อย
“คุณชายเพิ่งตื่น กินอะไรสักหน่อยเพื่อเพิ่มกำลังเถอะ” เจียงอู่ดึง
นกตัวเล็กที่ไหม้เกรียมออกจากกองไฟ
ไม่แปลกใจที่เมื่อครู่เขารู้สึกว่าได้ยินเสียงนกร้อง ที่แท้ก็เป็นการ
ดิ้นรนครั้งสุดท้ายของมันนี่เอง
เจิ้งหรูเชียนรับมาด้วยมือสั่นเทา ทำหน้าเบ้แล้วฉีกขนนกออก
“เหตุใดถึงมีเจ้าเพียงคนเดียว เจ้าสามอยู่ที่ไหน? แล้วคนอื่น ๆ เล่า?”
“ข้าออกมาลาดตระเวนแถวนี้ เห็นพวกท่านสองคนถูกชนเผ่าต๋า
ลู่ไล่ล่า” เจียงอู่พูดด้วยน ้าเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ “ตอนนี้เขาตายไป
แล้ว พวกเราต้องไปช่วยคนในหมู่บ้าน”
เพิ่งหลุดจากปากเสือ ยังต้องเข้าปากจระเข้อีกแล้ว
นึกถึงกลุ่มคนต๋าลู่ที่ฆ่าคนไม่กะพริบตา เจิ้งหรูเชียนกับวังเสี่ยว
ซงก็ตัวสั่นงันงก สีหน้าซีดเผือด
“คุณชายรอง ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ตรงนี้แล้ว” เจียงอู่ลุกขึ้น ชัก
ดาบยาวเปื้อนเลือดออกจากด้านหลัง “ไปกันเถอะ พวกเราไม่อาจ
เสียเวลาได้อีก”
ยิ่งเสียเวลานานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีคนตายมากขึ้นเท่านั้น
สองนายบ่าวจึงจำใจขึ้นรถม้า มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทาง เจิ้งหรูเชียนนึกขึ้นได้ทีหลัง “ในเมื่อยังไม่ตาย แล้ว
เมื่อครู่ข้าเป็นอะไรไป?”
“คุณชายยังจะถามอีกหรือ” ดวงตาวังเสี่ยวซงเต็มไปด้วยความดู
แคลน “เมื่อครู่ท่านเป็นลมไปเพราะกลัวต่างหาก”
เจิ้งหรูเชียน “…”
รู้อย่างนี้เขาไม่พูดถึงมันดีกว่า
ทั้งสามคนรีบร้อนมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน สตรีที่ถูกลากผมมา
หายไปแล้ว พอเดินเข้าไปอีก พวกชนเผ่าต๋าลู่ที่ขี่ม้าถือดาบก็ไม่เห็น
เงา และแทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันกลับมีเลือดสด ๆ สาดเกลื่อนพื้น
ศีรษะถูกตัดขาดจากร่างกาย และดวงตาที่เบิกโพลง
ผู้เฒ่า เด็ก ผู้ชาย ผู้หญิง
บางคนกำลังกินข้าว บางคนกำลังยิ้มแย้มพูดคุย บางคนกำลัง
เย็บเสื้อคลุมฝ้าย บางคนกำลังกำชับลูก ๆ ไม่ให้ทำตัวเองหนาว
เพียงชั่วพริบตา ทุกอย่างก็กลายเป็นศพเกลื่อนกลาด ท้องฟ้าสี
แดงฉาน
เจิ้งหรูเชียนและวังเสี่ยวซงพยุงกันเดินตามหลังเจียงอู่ไป
หญิงสาวที่ดูเย็นชาทั้งภายนอกและภายใน ยามนี้ดวงตาพลัน
แดงก ่า เมื่อเห็นคนที่ตายตาไม่หลับก็ยื่นมือปิดตาให้ เมื่อเห็นสตรีที่
เปลือยกายก็ใช้อาภรณ์คลุมร่างให้พวกนาง
เมื่อเห็นศพทารกในผ้าอ้อม น ้าตานางก็รินไหล ปักดาบยาวลง
พื้นอย่างแรง แล้วเลิกชายเสื้อคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวเสียงสะอื้นว่า
“ข้าสาบานว่าจะไม่กลับจนกว่าจะทำลายชนเผ่าต๋าลู่ได้”
ความเกลียดชังบางอย่างไม่ได้ก่อตัวขึ้นในชั่วข้ามคืน และ
ความแค้นบางอย่างก็ไม่อาจสะสางได้ด้วยการฆ่าล้างเพียงคนสองคน
ต้าอวี๋กับชนเผ่าต๋าลู่ขัดแย้งกันมาหลายสิบปี ทั้งชนะและพ่ายแพ้
ยับเยิน ต่างฝ่ายต่างหวาดระแวงกัน แต่ก็ไม่อาจกลืนกินอีกฝ่ายได้
“ในเมื่อชายแดนโหดร้ายเช่นนี้ เหตุใดชาวบ้านจึงยังอาศัยอยู่ที่นี่
ไม่ย้ายเข้าไปข้างในดินแดนของเราเล่า” วังเสี่ยวซงถามอย่างไม่
เข้าใจ
เจียงอู่เช็ดน ้าตาแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับดาบ “เพราะจิตใจของ
ศัตรูนั้นโลภมาก เจ้าถอยไปถึงไหน พวกเขาก็จะรุกรานไปถึงนั่น”
แม้จะถอยไปถึงเขตอันสุ่ย ก็แค่ทำให้เขตอันสุ่ยกลายเป็น
ชายแดนแห่งใหม่เท่านั้น
และด้วยการเสียสละของทหารและชาวบ้านชายแดนเหล่านี้ จึง
แลกมาซึ่งความสงบสุขของดินแดน แลกมาซึ่งความรุ่งเรืองของเมือง
หลวง
เจิ้งหรูเชียนพลันรู้สึกว่าซากศพที่เกลื่อนกลาดไม่น่ากลัวเท่าไร
แล้ว
พวกเขาก็เป็นครอบครัวของผู้อื่น พวกเขาเกิดบนผืนแผ่นดินนี้
เติบโตบนผืนแผ่นดินนี้ และเพราะไม่อาจละทิ้งผืนแผ่นดินนี้ได้
สุดท้ายจึงตายบนผืนแผ่นดินนี้
ชนเผ่าต๋าลู่นั้นน่าเกลียดชัง แต่พวกเขาก็น่าเคารพ
“ศพเหล่านี้…” เจิ้งหรูเชียนทรงตัวด้วยฝีเท้าที่ไม่มั่นคง
“จำเป็นต้องฝังหรือไม่?”
เขาตั้งใจจะบอกว่าตนเองสามารถช่วยขุดหลุมได้ แต่เจียงอู่กลับ
ส่ายหน้า
“จะมีกองทัพมาจัดการ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือประชาชนของ
ราชวงศ์ต้าอวี๋ ก็ไม่เคยทิ้งศพไว้กลางถิ่นทุรกันดาร” เจียงอู่ถอน
หายใจพลางหันหลังกลับ “พวกเราถอยกันเถอะ ที่นี่ไม่มีผู้รอดชีวิต
แล้ว”
ทุกคนออกไปจากหมู่บ้านอีกครั้ง เมื่อมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน หญิง
สาวผมเผ้ายุ่งเหยิงคนหนึ่งก็วิ่งออกมากะทันหัน คุกเข่าลงพลาง
ร้องไห้ “ผู้มีพระคุณ ผู้มีพระคุณ”
เจิ้งหรูเชียนมองอย่างถี่ถ้วนจึงพบว่าเป็นหญิงสาวคนที่ถูกชน
เผ่าต๋าลู่ลากผมมา เพราะการปรากฏตัวของพวกเขานายบ่าว ชน
เผ่าต๋าลู่จึงปล่อยมืออย่างไม่ใส่ใจ นางรีบคลานไปซ่อนตัวในกองฟืน
ถึงรอดชีวิตมาได้
“หากไม่ใช่เพราะผู้มีพระคุณทั้งสอง ข้าคงตายไปแล้ว ขอบคุณผู้
มีพระคุณ ขอบคุณผู้มีพระคุณเจ้าค่ะ” หญิงสาวร ่าไห้อย่างหนัก
เจิ้งหรูเชียนและวังเสี่ยวซงสบตากัน รู้สึกปั่นป่วนในใจ
พวกเขาสองคนมาที่นี่โดยประมาทและเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่
เดิมก็รู้สึกเสียใจและหวาดกลัว ทว่าเมื่อเห็นว่าการกระทำโดยไม่ตั้งใจ
สามารถช่วยคนได้หนึ่งชีวิต ในใจก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิและไม่
คิดเสียใจอีก
ในชั่วพริบตา เจิ้งหรูเชียนเหมือนจะเข้าใจการเลือกของน้องชาย
คนที่สามแล้ว
การปกป้องชีวิตหนึ่งชีวิตยังทำให้เขาภาคภูมิใจถึงเพียงนี้ แล้ว
สองปีที่เจ้าสามประจำการอยู่ที่ชายแดน เขาคงจะช่วยชีวิตผู้คนไป
มากมายเพียงใด
เพียงนึกถึงเจ้าสาม เจ้าสามก็ปรากฏตัวมาจริง ๆ
เจียงอู่เพิ่งจะพยุงหญิงสาวคนนั้นขึ้นมา ก็พลันเงยหน้ามองไป
ทางทิศเหนือ แล้วร้องด้วยความตื่นเต้นดีใจว่า “คุณชาย…หัวหน้า
หน่วยมาถึงแล้ว”
ชายแดนทางเหนืออันหนาวเหน็บ สถานที่ที่ไม่มีแสงอาทิตย์ส่อง
ถึงล้วนปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน แม้จะวิ่งเร็วแค่ไหนก็ไม่มีฝุ่น
คลุ้ง
แต่หิมะที่ร่วงหล่นจากกิ่งไม้และแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินใต้ฝ่า
เท้า ล้วนเป็นหลักฐานชัดเจนว่า เจ้าสามผู้องอาจและสง่างามที่สุด
ของเขา กำลังควบม้ามาพร้อมกับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างรวดเร็ว