พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 260 กินคนเดียว
พูดถึงเรื่องนี้ พวกเขาพี่น้องก็ไม่ได้พบหน้ากันมานานเป็นปีแล้ว
แม้แต่เจียงเซิงก็สูงขึ้น เจ้าสี่กับเจ้าห้าก็โตขึ้นเล็กน้อย พี่ใหญ่ยิ่ง
ดูสูงโปร่ง ไม่รู้ว่าเจ้าสามจะสูงขึ้นหรือจะผอมลงตอนอยู่ที่ทางเหนือ
หรือไม่
เจิ้งหรูเชียนยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น จัดแต่งเสื้อผ้าหลายครั้งและเช็ด
คราบเลือดให้สะอาด เพราะกลัวจะทำให้น้องชายของเขากังวล
แต่รอแล้วรอเล่า เสียงสั่นสะเทือนดังชัดเจนขึ้น แต่กลับยังไม่เห็น
เงาคน
วังเสี่ยวซงพึมพำ “มีคนมากมายมาขนาดนี้ ถ้าเป็นคนของ
กองทัพก็ยังดี แต่ถ้าเป็นชนเผ่าต๋าลู่จะทำอย่างไรเล่า”
ไม่เพียงเจิ้งหรูเชียนเท่านั้น แม้แต่เจียงอู่ก็หันกลับมาด้วยความ
ประหลาดใจ พาให้หญิงสาวอีกคนยิ่งตกใจจนขดตัวเป็นก้อน
วังเสี่ยวซงรีบปิดปากตัวเอง “ข้าพูดจาเหลวไหล ๆ”
โชคดีที่ภาพกองกำลังชัดเจนขึ้น ร่างที่นำหน้ามานั้นก็คุ้นตาเป็น
พิเศษ มิฉะนั้นเจิ้งหรูเชียนคงเลือกหันหลังวิ่งหนี
ในพริบตานั้น กองกำลังก็หยุดลง
เจียงอู่คุกเข่าข้างเดียว รายงานด้วยความละอายใจว่า “ข้ามาช้า
เกินไป คนทั้งหมู่บ้านฆ่าถูกปิดปากไปหมดแล้ว เหลือรอดเพียงแม่
นางคนนี้”
“พวกชนเผ่าต๋าลู่!” ฟางเหิงกัดฟันด้วยความเคียดแค้น “เพิ่ม
ทหารลาดตระเวนอีกสองนายในแต่ละพื้นที่ ต้องสืบข่าวของศัตรูให้
ทันท่วงที อย่าปล่อยให้ชนเผ่าต๋าลู่อาละวาดได้อีก”
“รับทราบ” เจียงอู่รับคำสั่ง “ท่านหัวหน้า ข้าช่วยชีวิตคนสองคน
ได้ระหว่างทาง”
ฟางเหิงจึงหันไปมองเงาร่างสองร่างที่ยืนอยู่ข้างรถม้า
คนหนึ่งพันผ้ารอบคอ ยกมือปิดปากจนมองไม่เห็นหน้า
ส่วนอีกคนเสื้อผ้าขาดวิ่นสภาพดูย ่าแย่ แต่รอยยิ้มนั้นช่างดูคุ้น
ตา ใบหน้าเหลี่ยมกว้างเปี่ยมไปด้วยความชอบธรรม คิ้วหนาตาโต
แฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาด หากไม่ใช่พี่รองของเขาแล้วจะเป็นใคร
ไปได้
คนบนหลังม้าตกตะลึงชั่วขณะ คิดว่าตนเองกำลังอยู่ในความฝัน
จนกระทั่งเจิ้งหรูเชียนเอ่ยปากยิ้ม ๆ “เป็นอะไรไปเจ้าสาม จำ
พี่ชายคนรองไม่ได้แล้วหรือ”
ฟางเหิงถึงตระหนักได้ว่าพี่ชายผู้โง่เขลาของเขามาถึงชายแดน
ในช่วงเวลาอันวุ่นวายเช่นนี้จริง ๆ พาลูกจ้างมาเพียงหนึ่งคน ทั้งยัง
กล้าบุกลึกเข้ามาในพื้นที่ชายแดน
“พี่รอง” ฟางเหิงทั้งโกรธทั้งร้อนใจ “ท่านไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว
หรือ ถึงได้กล้ามาที่เช่นนี้”
แต่เมื่อลงจากรถม้า เมื่อเดินเข้าไปใกล้ พวกเขาเพียงกอดกัน
แน่น
โชคดี…โชคดีที่มาทันเวลา
โชคดีที่เขาไม่เป็นอะไร
หลังปล่อยมือ ฟางเหิงก็เปลี่ยนสีหน้าทันที “ต่อไปห้ามท่านมาที่
ชายแดนนี้อีก ที่นี่อันตรายเกินไป ชนเผ่าต๋าลู่อาจปรากฏตัวได้ทุก
เมื่อ ถ้าท่านเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำอย่างไร”
“ใครจะรู้ว่าที่นี่จะเกิดสงครามขึ้นกะทันหัน” เจิ้งหรูเชียนพูดอย่าง
น้อยใจ “ข้าก็แค่สอบถามไปเรื่อย ๆ จนเข้ามาลึกขนาดนี้ พวกข้าเอง
ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เตรียมตัวจะเดินทางกลับอยู่แล้ว”
แต่กลับพบกับอันตรายระหว่างเดินทางเสียก่อน
ฟางเหิงกำลังจะตำหนิอีกสองสามประโยค แต่เพราะบังเอิญ
เหลือบไปเห็นความลึกของร่องล้อรถม้า จึงเปลี่ยนเป็นถอนหายใจ
แทน “คราวหน้าท่านห้ามทำแบบนี้อีกนะ”
“แน่นอน แน่นอน” เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าหงึก ๆ “ไม่กล้าทำอีก
แล้ว”
หลังจากนั้นฟางเหิงก็สั่งการให้กองกำลังไปเก็บศพชาวบ้าน
เนื่องจากมีคนจำนวนมากและไม่มีการบันทึกชื่อไว้ จึงต้องฝังในหลุม
ใหญ่ แล้วให้หญิงสาวคนนั้นเขียนชื่อหมู่บ้านไว้ สุดท้ายก็ปักป้ายไม้
ลงไป เป็นหลักฐานว่าที่นี่เคยมีผู้คนอาศัยอยู่
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ กองกำลังก็จะกลับไปยังค่ายพัก
เจิ้งหรูเชียนและวังเสี่ยวซงรีบขับรถม้าตามไป หญิงสาว
ผู้รอดชีวิตได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงถูกจัดให้นั่งอยู่ในรถม้า
แต่เดิมฟางเหิงนำทางอยู่ด้านหน้า แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนมาอยู่
ท้ายขบวน อยู่เบื้องหน้าของรถม้าพอดี
เจิ้งหรูเชียนมองน้องชายด้วยความอิจฉา รู้สึกว่าเขาสูงขึ้นมาก
ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น ผิวคล ้าลงเล็กน้อย กิริยาท่าทางดูมั่นคงขึ้นมาก
เป็นบางครั้งที่จึงจะแสดงท่าทีดื้อรั้นของเด็กหนุ่มวัยนี้ออกมา
ทันใดนั้นฟางเหิงก็หันกลับมา เขาสบตากับพี่รอง ริมฝีปากขยับ
เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เลือกที่จะกลืนคำพูดนั้นลงไป
ไม่คิดเลยว่าฟางเหิงคนที่มีนิสัยหุนหันพลันแล่นจะสามารถเก็บ
งำคำพูดเอาไว้ได้
เจิ้งหรูเชียนอดยิ้มไม่ได้ แต่พอยิ้มไปยิ้มมาก็รู้สึกเศร้าใจ
วันคืนมากมายผ่านพ้นไป ทุกคนต่างเติบโตขึ้น
กองกำลังเดินทางมาประมาณครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็มาถึงที่ตั้ง
ของกระโจมค่ายพัก
ทหารยามที่ประจำการอยู่ ณ ที่นั้นทักทายทุกคนอย่างแข็งขัน
และจัดการให้เหล่าทหารที่เหนื่อยล้าได้ทานอาหารและพักผ่อน
“ที่นี่ไม่ใช่กองกำลังหลัก แต่เป็นที่พักชั่วคราวของพวกเรากอง
กำลังที่ห้า” ฟางเหิงลงจากหลังม้า “หากกลับไปยังกองกำลังหลักจะ
ยุ่งยากมาก ต้องตรวจสอบป้ายประจำตัว ตรวจสอบหนังสือทางการ
ทุกอย่าง และสำคัญที่สุดคือคนนอกไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป”
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้า เหยียดคอมองสำรวจ “ครั้งก่อนเจียงซาน
บอกข้าว่ากองกำลังที่เจ้าคุมอยู่มีกว่าร้อยคน แต่ตอนนี้เหมือนมันจะมี
มากกว่านั้น”
ชายหนุ่มทุกวัยจำนวนนับไม่ถ้วนเหล่านี้ นับอย่างไรก็ต้องมีสาม
ถึงห้าร้อยคน
หรือว่าฟางเหิงได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว?
แต่เขายังคุมกองกำลังที่ห้าอยู่ ไม่เห็นได้ยินว่าเป็นถึงผู้
บัญชาการกองนี่
ฟางเหิงยิ้มโดยไม่พูดอะไร พาทั้งสองคนเดินไปยังใจกลางฝูงชน
แล้วโบกมือ “ทุกคน! วันนี้มีไส้กรอกและหมูรมควันให้กินแล้ว”
เหล่าทหารที่เหนื่อยล้าพลันฟื้นคืนความกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา
ทันตา ต่างส่งเสียงโห่ร้องราวกับผีสิงสุนัขหอน
“ดีจริง ๆ ข้ายังคิดถึงหมูรมควันกับไส้กรอกรมควันครั้งก่อนอยู่
เลย”
“หัวหน้าหน่วยช่างดีจริง ๆ ถึงกับแบ่งมาให้พวกเราด้วย”
“ข้าไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน คราวนี้ต้องกินให้มากหน่อยแล้ว”
ชายร่างกำยำหลายคนเดินเข้ามา มองเข้าไปในรถม้า แล้วรีบขน
หมูรมควันและไส้กรอกรมควันหลายสิบชั่งที่เจียงเซิงเตรียมไว้ออกมา
ทั้งหมด พวกเขาล้างทำความสะอาดมันแล้วโยนลงไปต้มในหม้อ
เหล็กใบใหญ่
เจิ้งหรูเชียนถึงกับตกตะลึง
เขาไม่เคยคิดเลยว่าของที่ตั้งใจนำมาให้น้องชายจากแดนไกล
จะถูกแบ่งไปเช่นนี้
“พี่รองอย่าโกรธเลย ลูกน้องเหล่านี้เคยร่วมเป็นร่วมตายกับข้ามา
ข้าไม่อาจกินคนเดียวได้” ฟางเหิงหันมาพูดพร้อมยิ้มละอายใจ “ท่าน
อย่าบอกน้องสาวนะ”
“ข้า…ข้า…” เจิ้งหรูเชียนพูดอะไรไม่ถูก
โชคดีที่ทหารเหล่านั้นขนออกมาแค่หมูกับไส้กรอกรมควัน ส่วน
ของอย่างอื่นไม่ได้แตะต้อง เขารีบเข้าไปหยิบเสื้อผ้าและรองเท้า
ออกมา
แต่ไม่คิดว่าฟางเหิงจะอุ้มของเหล่านั้นเข้าไปในกระโจมหลังใหญ่
ข้างในมีทหารที่กำลังบาดเจ็บนอนอยู่หลายสิบคน รวมถึงชาวบ้านที่
พิการบางส่วน
“พวกท่านสวมเสื้อคลุมนี้ไปก่อน” เขาเลือกแจกให้คนที่ร่างกาย
ผอมแห้งที่สุดก่อน “ถึงจะตัวใหญ่ก็ใส่ไปก่อนเถอะ หากตัวเล็กไปก็
สลับกับคนที่ได้เสื้อตัวใหญ่”
พอออกมาจากกระโจม ฟางเหิงก็ตัวเปล่า
ของกินเขาก็ไม่เหลือ เครื่องนุ่งห่มอะไรของเขาก็ไม่เหลือ เจ้าโง่
คนนี้คิดจะทำอะไรกัน
เจิ้งหรูเชียนไม่ยอมแพ้ จึงหยิบขนมหวานที่เจียงเซิงบรรจงห่อไว้
หลายห่อออกมา พวกมันล้วนเป็นขนมที่มีมันและน ้าตาล เก็บได้นาน
พอถือไว้ในมือก็รู้สึกแข็งและหนัก ไม่นับว่าอร่อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มี
อะไรเลย
ของสิ่งนี้เขาก็คงจะไม่ให้ใครอีกกระมัง
เมื่อเห็นสายตาเบิกกว้างของพี่ชายคนรอง ฟางเหิงก็จำใจรับมา
หยิบขนมพุทราออกมาชิ้นหนึ่ง กัดแรง ๆ สองคำ ราวกับจะให้รสชาติ
แทนความคิดถึงญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกล
เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจโล่งอก แต่ยังไม่ทันจะถอนหายใจเสร็จ
ฟางเหิงก็ดึงขนมออกมาสองห่อ แล้วยัดใส่มือทหารที่เดินผ่านมา
“แบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วให้ทุกคนชิมกัน”
พวกเขาต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน จากบ้านมาหลายปีเช่นกัน
ใครเล่าจะไม่คิดถึงญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกล
เจิ้งหรูเชียนหมดอารมณ์จะโมโหแล้ว นั่งลงบนรถม้าด้วยความ
หงุดหงิด ชี้ไปทางห่อใหญ่ ๆ ที่เหลืออยู่ข้างใน “นั่นเป็นของที่เจียง
ซานกับเจียงซื่อส่งมาให้พี่น้องของเขา เจ้าก็เอาไปแบ่งเถอะ แบ่งไป
ให้ทั้งหมดเลย”