พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 261 น ้าตาของเจิ้งหรูเชียน
“ไม่ได้หรอก” แม้ว่าฟางเหิงจะใจกว้าง แต่เขาก็มีกฎเกณฑ์ “ของ
ของพวกเขา พวกเขาก็ต้องเป็นคนแบ่งกันเอง”
เขาพูดจบก็เรียกเจียงอู่และคนอื่น ๆ ให้เอาข้าวของทั้งหมดบน
รถม้าออกมา
พร้อมกับช่วยพาหญิงสาวที่หมดสติไปยังกระโจม
ไม่นาน พวกเจียงอู่ก็แจกจ่ายสิ่งของให้คนอื่นจริง ๆ เหลือไว้แค่
ห่อผ้าเปล่าสำหรับตัวเอง
เจิ้งหรูเชียนมองเหตุการณ์เหล่านั้น พูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ
ได้แต่แหงนหน้ามองท้องฟ้า เก็บความเศร้าหมองนี้ไว้กับตนเอง
“พี่รอง” เจ้าสามค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ด้วยความระมัดระวัง เผย
ให้เห็นห่อขนมเพียงห่อเดียวที่เหลืออยู่ในอ้อมอก “ดูสิ ข้ายังเหลือไว้
ให้ตัวเองอีกห่อนะ”
ใช่ ยังเหลืออยู่
ของที่เจียงเซิงกับเจ้าสี่เจ้าห้าลำบากยกขึ้นรถม้าเกือบครึ่งชั่ว
ยาม หลังจากถูกเขาพาโยกคลอนข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่ามาส่งให้ ก็
เหลืออยู่เพียงห่อเดียวแล้ว
“ยังมีจดหมายจากพี่ใหญ่อีกฉบับ ถ้าเจ้ามีความสามารถก็มอบ
มันให้คนอื่นด้วยสิ” เจิ้งหรูเชียนยังคงแหงนหน้า หยิบจดหมายฉบับ
หนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
ฟางเหิงยิ้มขื่นขณะแกะจดหมายออก ข้างในเป็นลายมืออัน
เรียบร้อยของพี่ชายคนโตเช่นเคย เขาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วง
ครึ่งปีที่ผ่านมานี้ รวมถึงคำกำชับและคำทักทาย
พอพลิกไปอีกหน้า กลับเป็นสถานการณ์ของตระกูลฟาง และ
ข่าวที่ฟางหยวนจะเข้าสอบระดับแคว้น
ไม่น่าเชื่อเลย ตระกูลฟางสืบทอดสายเลือดนักรบมาหลายชั่ว
อายุคน แต่พอมาถึงมือของอารองกลับเลือกเดินบนเส้นทางขุนนาง
ฝ่ายบุ๋น
แต่ก็ดีเหมือนกัน เช่นนี้ทั่วทั้งชายแดนก็จะเป็นที่ให้เขาโบยบินได้
อย่างอิสระ
ฟางเหิงพับจดหมายลง แล้วฉีกยิ้มประจบอีกครั้ง “พี่รอง ท่าน
อย่าโกรธเลย ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่ทะนุถนอมสิ่งของที่ทางบ้านส่งมาให้
แต่ชายแดนนั้นทุรกันดารนัก โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ขาดแคลนทั้ง
อาหารและเสื้อผ้า ในฐานะหัวหน้าหน่วย ข้าจะกินเนื้อคนเดียวแล้วให้
คนอื่นกินแต่น ้าแกงได้อย่างไร”
เจิ้งหรูเชียนไม่ตอบอะไร
“เมื่อครู่พี่รองไม่ได้ถามข้าหรือว่า ทำไมกองกำลังที่ห้าถึงมีคน
มากมายเช่นนี้” ฟางเหิงจงใจถอนหายใจ “ที่จริงแล้วมีความลับอยู่
มันไม่สมควรจะพูดออกไป แต่ท่านก็เป็นพี่รองของข้า…”
เจิ้งหรูเชียนนั่งตัวตรงทันที ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความอยาก
รู้อยากเห็นและสงสัย
ฟางเหิงยิ้มเข้าใจ “เพราะข้าร่วมทุกข์ร่วมสุขไปพร้อมกับเหล่า
ลูกน้อง จึงมีคนมากมายเต็มใจเข้ามาร่วมด้วยชื่อเสียงเช่นนี้ อีกทั้งยัง
รับชาวบ้านที่รอดชีวิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ มาอยู่ด้วย นานวันเข้า
จำนวนคนจึงเพิ่มขึ้น”
หลังจากผ่านความเศร้าโศกและสูญเสียอันใหญ่หลวง ชายหนุ่ม
เกือบทุกคนต่างเต็มใจจับดาบถือกระบี่ ต่อสู้เอาเป็นเอาตายกับชน
เผ่าต๋าลู่
ส่วนผู้อาวุโสและคนที่อ่อนแอ เจ็บป่วย หรือพิการ จะอยู่ใน
หมู่บ้านเพื่อคอยจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ให้เหล่านักรบที่กลับมา
โดยเฉพาะการเตรียมอาหารอุ่นร้อนไว้ให้
ทุกคนต่างพยายามทำสิ่งที่ตนทำได้เพื่อสนับสนุนกองทัพ
ตั้งแต่คนแก่จนถึงเด็ก ตั้งแต่บุรุษจนถึงสตรี
เจิ้งหรูเชียนเดินตามฟางเหิง เห็นชาวบ้านขาขาดกำลังลอกใบ
ผักกาด สตรีที่สูญเสียดวงตาข้างหนึ่งกำลังนวดแป้ง และแม้แต่เด็ก
อายุราวสิบขวบก็กำลังล้างดินออกจากหัวไชเท้า
“ที่นี่ไม่มีเนื้อสัตว์เลยสักนิดหรือ?” เจิ้งหรูเชียนถามด้วยความ
ประหลาดใจ
ฟางเหิงยกยิ้มแต่ไม่พูดอะไร เขาพาพี่ชายไปดูชาวบ้านที่เพิ่ง
ช่วยกลับมาในกระโจมต่อไป หมอทหารกำลังทำความสะอาด
บาดแผลให้ทีละคน บางคนขาหักต้องจัดกระดูก แม้แต่คนข้างนอกก็
ยังได้ยินเสียงดัง “กรอบ” แต่คนข้างในกลับไม่ส่งเสียงร้องเลยสักแอะ
เขาไม่รู้สึกเจ็บหรือ?
ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะเขาเคยพบเจอความเจ็บปวดที่รุนแรงกว่านี้
เมื่อเทียบกับการสังหารหมู่ในตอนนั้น ความเจ็บปวดเหล่านี้แทบไม่มี
ความหมายอะไรเลย
เมื่อเดินไปถึงกระโจมที่ทหารพักอยู่ เนื่องจากช่วยชาวบ้านมา
มากและรับทหารใหม่เข้ามาอีกหลายคน พื้นที่ในกระโจมเดิมจึงไม่
เพียงพอ
แล้วจะทำอย่างไร? ก็ต้องเบียดเสียดกันอยู่อย่างไรเล่า
เมื่อก่อนทหารสามนายนอนในกระโจมเดียวกัน แต่ตอนนี้หนึ่ง
กระโจมมีทหารแปดเก้านายนอนรวมกัน บนที่นอนฝ้ายแคบ ๆ พวก
เขาทำได้แค่นอนตัวตรง แม้แต่การพลิกตัวก็ยากลำบาก
เมื่อเทียบกับพวกเขา การใช้ชีวิตในวัดร้างก็ยังไม่ยากเย็นเท่านี้
เจิ้งหรูเชียนไม่พูดอะไรอีก เพียงแค่สูดจมูก
ในที่สุดก็มาถึงกระโจมใหญ่สำหรับหัวหน้าหน่วย เมื่อมองด้วย
ตาเปล่าก็เห็นว่ามันใหญ่กว่ากระโจมของทหารธรรมดาเท่าตัว แต่พอ
เปิดเข้าไปดู กลับพบว่าข้างในมีผ้าห่มไม่ต ่ากว่าสิบผืน แสดงว่าที่นี่มี
คนอาศัยนอนอยู่อย่างน้อยสิบคน
เจิ้งหรูเชียนหันกลับมามองน้องชายด้วยความตกใจ
ฟางเหิงหัวเราะเบา ๆ “กระโจมของข้าทั้งใหญ่ทั้งกว้างขวาง ข้า
จะเอาไว้ใช้คนเดียวได้อย่างไรกันเล่า เจียงอีกับพวกก็เป็นผู้ติดตาม
ของข้า ดังนั้นข้าจึงให้พวกเรานอนด้วยกัน บางครั้งก็มีทหารที่
บาดเจ็บมาพักด้วย”
เจิ้งหรูเชียนขยับริมฝีปาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ผ่านไปครู่ใหญ่ เจียงอีก็เดินมาเชิญพวกเขา “คุณชายรอง ท่าน
หัวหน้า อาหารพร้อมแล้วขอรับ”
เจิ้งหรูเชียนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “พวกเจ้าไม่ใช่ทาสแล้ว นับว่าเป็น
ผู้ติดตามเต็มตัว อนาคตอาจได้เป็นถึงแม่ทัพอีก ต่อไปก็อย่าเรียกข้า
ว่าคุณชายรองอีกเลยเถอะ”
“คุณชายรองล้อเล่นแล้ว พวกข้าได้รับอิสระจากการเป็นทาส
เพราะต้องเข้าร่วมกองทัพ หากไม่มีท่านหัวหน้า พวกข้าคงไม่รู้ว่า
ตอนนี้จะต้องไปขอทานอยู่ที่ไหน” เจียงอีหัวเราะ “ในใจของพวกข้า
พวกท่านจะเป็นคุณชายคุณหนูของพวกเราตลอดไป”
“ใช่แล้วขอรับ ๆ” เจียงปาโผล่หัวออกมาจากด้านหลัง ฉีกยิ้ม
กว้าง
เจิ้งหรูเชียนก็ยิ้มด้วย แต่ขณะที่กำลังยิ้มอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็น
นิ้วมือที่ขาดไปหนึ่งนิ้วของเจียงปา จากนั้นมองใบหน้าเด็กน้อยของ
อีกฝ่าย ในที่สุดเขาก็ไม่อาจควบคุมความเศร้าใจได้ ได้แต่เอามือปิด
หน้าแล้วก้มหน้าลง
“ท่านหัวหน้า…” เจียงปางุนงง
ทำไมอยู่ ๆ คุณชายรองถึงร้องไห้ขึ้นมาเช่นนี้
ฟางเหิงโบกมือให้พวกเขาไปกินอาหารก่อน ส่วนตัวเองหาที่นั่ง
และอยู่เป็นเพื่อนพี่ชายเงียบ ๆ
ความยากลำบากในดินแดนเหนือเกินกว่าที่ทุกคนจะคาดคิด
เดิมทีคิดว่าช่วงเวลาที่อยู่ในวัดร้างนั้นลำบากมากแล้ว แต่ไม่คิด
ว่าจะไม่ถึงหนึ่งในสิบของความลำบากในแดนเหนือ
ฟางเหิง คุณชายน้อยผู้เคยมีชีวิตหรูหราในเมืองหลวง มีตระกูล
อันรุ่งโรจน์ มีบิดามารดาที่รักใคร่ และมีเงินทองมากมายมหาศาล
หากไม่ใช่เพราะประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ เขาจะมาใช้ชีวิตเช่นนี้
ได้อย่างไร
เจิ้งหรูเชียนใช้แขนเสื้อปิดหน้า เก็บซ่อนความเจ็บปวดในใจ
ฟางเหิงคาดเดาได้เล็กน้อย จึงกล่าวช้า ๆ ว่า “พี่รอง ท่านไม่
จำเป็นต้องเศร้าโศกนัก ถึงข้าเป็นคุณชายน้อยของตระกูลฟาง เคยมี
ฐานะสูงส่งมาก่อน แต่คำสอนของบรรพชนตระกูลฟางคือการต่อสู้
เพื่อประเทศชาติและปกป้องประชาชนจนถึงที่สุด ตั้งแต่เกิดมาข้าก็รู้
ว่าบิดาสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านปู่ และข้าเองก็จะสืบทอด
เจตนารมณ์ของบิดาต่อไป”
สงครามนั้นโหดร้าย การรบรานั้นทารุณ อาจสูญเสียชีวิตได้ทุก
เมื่อ
แต่เมื่อศัตรูบุกรุกเข้ามา ย่อมต้องมีผู้ออกรบแนวหน้า ย่อมต้องมี
ผู้เสียสละ
ท่านปู่ของเขาไม่เสียใจ บิดาของเขาไม่เสียใจ ฟางเหิงก็ไม่เสียใจ
เช่นกัน
ภายในกระโจมเงียบลง
เจิ้งหรูเชียนกำลังพยายามสงบอารมณ์ เสียงของเจียงอู่ดังมาจาก
ด้านนอก “ท่านหัวหน้า คุณชายรอง ข้านำอาหารมาให้ พวกท่าน
ทานกันที่นี่เถอะขอรับ”
ฟางเหิงเดินไปรับชามใหญ่สองใบพร้อมตะเกียบสองคู่กลับมา
ส่งให้เจิ้งหรูเชียน “ท่านกินเร็วเข้า เดี๋ยวจะเย็นชืดหมด”
อาจเป็นเพราะเพิ่มไส้กรอกกับหมูรมควันเข้าไป อาหารวันนี้จึงมี
กลิ่นหอมของเนื้อมากขึ้น ฟางเหิงกินอย่างเอร็ดอร่อย กินคำโต ๆ
เจิ้งหรูเชียนลองนับดู ในชามใหญ่นี้มีไส้กรอกรมควันเพียงห้าชิ้น
หมูรมควันสามชิ้น ส่วนที่เหลือเป็นผักกาดทั้งหมด
พอเห็นฟางเหิงที่กำลังกินอย่างมีความสุข เจ้ารองเจิ้งผู้
ภาคภูมิใจในความเข้มแข็งของตนเองก็ถึงกับน ้าตาคลอ
เขารู้สึกอึดอัดเกินกว่าจะกินลง จึงคีบไส้กรอกรมควันและเนื้อ
ทั้งหมดให้น้องชาย แล้วเดินออกไปจากกระโจมเพื่อหาน ้าร้อนดื่ม
มีทหารคนหนึ่งที่สงสัยใคร่รู้ จึงถือชามเข้ามาถามว่าเขาต้องการ
กินอาหารหรือไม่
เจิ้งหรูเชียนสายตาเฉียบคม สังเกตเห็นว่าในชามของทหาร
เหล่านี้มีเพียงไส้กรอกและหมูรมควันชิ้นเดียวเท่านั้น
เพราะมันเป็นของหายาก พวกเขาจึงกินผักทั้งหมดก่อน จากนั้น
จึงใช้หมูรมควันห่อไส้กรอกแล้วยัดเข้าปากเป็นคำสุดท้าย
เพลิดเพลินกับรสชาติของน ้ามันที่แตกซ่านในปาก ก่อนจะยิ้ม
ออกมาด้วยความพึงพอใจ
มีแค่ไส้กรอกรมควันชิ้นเดียวกับหมูรมควันแผ่นเดียวเท่านั้นหรือ
หัวใจของเจิ้งหรูเชียนรู้สึกราวกับถูกปิดกั้น ไม่ว่าจะพยายาม
เท่าไหร่ก็ไม่อาจสลายความรู้สึกนี้ได้