พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 262 การตัดสินใจครั้งสำคัญของเจิ้งหรูเชียน
เนื่องจากกระโจมเต็มหมดแล้ว คืนนี้สองพี่น้องจึงนอนกอดผ้าห่ม
คุยกันในรถม้า
“ทำไมชายแดนทางเหนือถึงยากจนนัก” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยความ
สงสัยในใจออกมา “พวกเจ้ากำลังต่อสู้เพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่ว่าสมควร
ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่หรอกหรือ”
บรรดาคนตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงต่างกินดื่มสำราญ แค่อาหาร
มื้อเดียวก็ใช้เงินไปหลายร้อยตำลึง ถ้าคิดเป็นเนื้อหมูทั่วไป ก็คงพอ
ให้ทุกคนในกองกำลังที่ห้าได้กินอิ่มไปสามวัน
“เพราะคนที่มีเงินคือคนตระกูลใหญ่ ไม่ใช่ท้องพระคลัง” ฟางเหิง
เอนศีรษะพิงแขน “ฮ่องเต้องค์ก่อนนิสัยโหดร้ายและชอบทำสงคราม
ท้องพระคลังว่างเปล่ามาหลายปี แค่มีอาหารให้พวกทหารกินก็ดีมาก
แล้ว ยังจะมีเนื้อให้กินทุกมื้อได้อย่างไรกัน”
“ยิ่งไปกว่านั้น ชายแดนทางเหนือก็ห่างไกลมาก เนื้อหมูธรรมดา
ทั่วไปขนส่งมาไม่ทันจะถึงก็เน่าเสียไปหมดแล้ว”
เจียงหนานอุดมสมบูรณ์ เมืองหลวงก็อุดมสมบูรณ์ แต่ความอุดม
สมบูรณ์นี้ไม่อาจแผ่ขยายไปถึงชายแดนได้
ฟางเหิงถอนหายใจ เปิดม่านข้างรถม้า มองดวงดาวพราวแพรว
ด้านนอก เขาหัวเราะเบา ๆ “พี่รอง พวกเรากำลังมองท้องฟ้าเดียวกับ
พี่ใหญ่ น้องชาย และน้องสาวอยู่นะ”
ไม่รู้ว่าพวกเขาจะกำลังทำอะไรกันอยู่ จะกำลังคิดถึงเขาหรือไม่
เจิ้งหรูเชียนไม่ตอบ เอาแต่เหม่อมองเพดานรถม้า
ผ่านไปสักพัก ลมหายใจของฟางเหิงก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ดู
เหมือนจะเหนื่อยจนหลับไปแล้ว
เจิ้งหรูเชียนห่มผ้าให้เขาดี ๆ เหมือนอยู่ในวัดร้าง จัดผมยาวของ
เขาไปด้านข้าง ก่อนจะนอนลงอีกฝั่งแล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา
ในความฝัน พวกเขามียานพาหนะที่เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว ไม่เพียง
สามารถเดินทางมาถึงชายแดนได้ภายในสองสามวัน แต่ยังสามารถ
ขนเนื้อหมูจากเมืองหลวงมาได้อีกด้วย
เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า จนกระทั่งยานพาหนะส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งและ
พังเสียหายในที่สุด
เจิ้งหรูเชียนไม่ทันได้เศร้าโศก ก็ผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เห็น
ว่าผ้าห่มข้างกายว่างเปล่าไปนานแล้ว ด้านนอกมีเสียงดาบกระทบกัน
พร้อมกับเสียงตะโกนอันทรงพลังของเด็กหนุ่ม ก่อให้เกิดเสียงอัน
ไพเราะที่สุดในฤดูหนาวแสนหนาวเหน็บ
เมื่อเขาผลักประตูออกไป ก็เห็นเหล่าทหารที่เมื่อวานยังดูเกียจ
คร้านอยู่บ้าง ในยามนี้กลับสวมเสื้อผ้าเนื้อบางที่สุด กำลังฟันดาบ
ด้วยสายตามุ่งมั่นและท่าทางที่ดุดันที่สุด
ฟางเหิงลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เขายืนอยู่แถวหน้าสุด แม้จะยัง
เป็นร่างกายผอมบางของเด็กหนุ่ม แต่กล้ามเนื้อทุกหมัดกลับเต็มไป
ด้วยพลังและความแข็งแกร่ง
เขาสาธิตทักษะวิชาดาบของตระกูลฟางซ ้าแล้วซ ้าเล่า ไม่มีการ
ปิดบังใด ๆ ถ่ายทอดจุดสำคัญทั้งหมด
ผู้ติดตามทั้งหกนายช่วยสอนและคอยแก้ไขท่าทางให้ทุกคน
เจิ้งหรูเชียนไม่อยากรบกวนพวกเขาจึงย่องไปที่ถังน ้า ตักน ้าหนึ่ง
กระบวยมาผสมเกลือละเอียดเพื่อทำความสะอาดปาก
พ่อครัวที่เมื่อวานอุ้มหมูรมควันไป งุ่มง่ามเดินมาหา ยื่นอาหารที่
อุ่นไว้ให้เขา “หัวหน้าหน่วยสั่งให้พวกข้าเก็บอาหารเอาไว้ให้ท่าน”
นี่คือผักกาดตุ๋นหมูรมควันจากเมื่อวาน หลังผ่านการอุ่นอาหาร
ซ ้า ๆ หลายครั้ง ผักกาดก็นุ่มยุ่ยจนดูน่าเกลียด
แต่พอเข้าปากกลับรู้สึกว่ารสชาติของมันอร่อยขึ้น แทบจะไม่
ต้องเคี้ยวก็กลืนลงท้องได้เลย
อาจเพราะกำลังหิวหรือคิดอะไรได้ เจิ้งหรูเชียนจึงกินผักกาดตุ๋น
หมูรมควันหมดเกลี้ยงพอ ๆ กับชามที่ถูกสุนัขจรจัดเลียกินอยู่หน้า
ประตูเรือนเล็ก
หลังล้างชามและตะเกียบสะอาดแล้ว เขาสาวเท้าไปยังกระโจมที่
ผู้คนแดนเหนืออยู่อาศัย พอเปิดประตูกระโจม ข้างในก็มีชายหลาย
คนกำลังฝึกร่างกายอยู่
เพราะร่างกายอ่อนแอหรืออาจไม่เหมาะกับการฝึกวรยุทธ์ พวก
เขาจึงถูกจัดให้ไปล้างผักนวดแป้งกับสตรี และจัดเตียง
บางคนสามารถยอมรับได้ บางคนก็ไม่พอใจมาก
คนที่ไม่พอใจพวกนี้ หลังทำงานเสร็จแล้วก็แอบมาฝึกฝนร่างกาย
ในกระโจม พวกเขากระหายความแข็งแกร่ง กระหายที่จะจับดาบ
กระหายที่จะออกรบฆ่าฟันศัตรู และกระหายจะแก้แค้นให้พ่อแม่พี่น้อง
ที่ตายไปอย่างน่าเศร้า
เพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ พวกเขาต่างให้กำลังใจและ
ฝึกฝนพัฒนาไปด้วยกัน
น่าเสียดายที่ยังทำไม่ได้
หลังจากล้มลงบนพื้นพลางหอบแฮก เด็กหนุ่มคนหนึ่งก็ขดตัว
ด้วยความเจ็บปวด “ทำไมข้าถึงไร้ประโยชน์นัก ทำไมข้าถึงไม่
สามารถออกรบสังหารศัตรูได้ ข้ามันไร้ค่าจริง ๆ”
เมื่อเขาผ่อนคลายลง คนอื่น ๆ ที่กำลังยืนด้วยมือหรือทำท่าหก
คะเมนก็พลอยหมดแรงไปด้วย พวกเขาหลับตาลงด้วยความเศร้า
สร้อย
“พี่ใหญ่ พวกเราคงไม่มีทางแก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่ได้แล้ว
กระมัง” เด็กหนุ่มอีกคนสะอื้น “ข้าไร้ประโยชน์เหลือเกิน แม้แต่จะออก
รบก็ยังทำไม่ได้ ข้าสมควรตายไปพร้อมกับท่านพ่อท่านแม่”
คนอื่นล้มนอนอย่างสิ้นหวัง ไม่มีใครเอ่ยพูดอะไร
ทันใดนั้นเอง เจิ้งหรูเชียนพลันเลิกม่านกระโจมขึ้น อากาศเย็น
และแสงแดดพุ่งเข้ามาในกระโจมพร้อมกัน ทำให้ผู้คนที่กำลังสะอื้น
ไห้อดสั่นสะท้านไม่ได้
“หนาวหรือ?” คุณชายรองเจิ้งมองพวกเขา “หนาวก็ดีแล้ว ใน
โลกนี้มีหลายวิธีการเพื่อจะพิสูจน์ว่าตัวเองมีประโยชน์ แต่มีเพียง
ความตายเท่านั้นที่ไร้ประโยชน์ที่สุด”
“หากออกรบด้วยไม่ได้ ก็จงสนับสนุนพวกเขาจากเบื้องหลัง ไม่
ว่าพวกท่านจะทำอะไรก็ยังดีกว่าตายไปอย่างขี้ขลาด”
ชายที่อายุมากกว่าคนอื่นพยายามลุกขึ้นนั่ง ตวาดลั่วด้วยความ
โกรธ “เจ้าอย่ามาพูดจาเช่นนี้นะ พวกข้าไม่อยากล้างผักนวดแป้ง แต่
พวกข้าอยากทำอะไรที่มีประโยชน์จริง ๆ แล้วพวกข้าทำผิดตรงไหน
กัน”
“พวกท่านไม่ได้ทำผิด” เจิ้งหรูเชียนยังคงเย็นชา “ท่านอาจไม่
ชอบหั่นผักนวดแป้ง แต่อย่าได้ดูถูกคนที่ทำงานเหล่านั้น หากไม่มี
พวกเขา พวกท่านก็ไม่มีอาหารกิน พวกท่านจะต้องอดตาย”
ชายที่อายุมากกว่าพูดอะไรไม่ออก ก้มหน้าลงด้วยความละอาย
ใจ
“แต่การหั่นผักนวดแป้งก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเราจริง ๆ นะ” ชายที่
อายุน้อยกว่าพยายามลุกขึ้น “พวกเราเองก็ทำไม่เป็นด้วย ท่านดูมือ
ข้าสิ หั่นหัวไชเท้าครั้งเดียวก็มีดบาดมือไปสามหนแล้ว”
สุดท้ายเขาก็บาดเจ็บอีกครั้ง ต้องพักฟื้น และกลายเป็นคนที่รอ
กินข้าวโดยเปล่าประโยชน์อีกครั้ง
พวกเขาไม่ต้องการเรื่องแบบนี้
เจิ้งหรูเชียนหันหลังให้กับดวงตะวันที่กำลังขึ้น สวมเสื้อคลุมที่
สกปรกมอมแมม ก่อนจะยิ้มออกมา ดูราวกับเทพเจ้าที่อาบแสงมา
หรือเหมือนภูตผีบนภูเขาที่มีอำนาจบันดาลได้ทุกอย่าง “ในเมื่อพวก
ท่านไม่เต็มใจหั่นผักนวดแป้ง และไม่อาจฝึกวิชายุทธ์ได้ เช่นนั้นก็มา
ช่วยข้าขนของกันเถอะ”
ผู้คนภายในกระโจมต่างตกตะลึง
เด็กหนุ่มถามด้วยความประหลาดใจ “ขน ขนอะไร?”
“ขนเสบียง จากเมืองหลวงมาชายแดน ระหว่างทางอาจจะเจอชน
เผ่าต๋าลู่ด้วย และต้องเผชิญความยากลำบากมากมาย” เจิ้งหรูเชียนก
ล่าวช้า ๆ “แต่ของที่พวกเจ้าขนมาจะช่วยเพิ่มเสบียงอาหารให้กับ
เหล่าทหารที่นี่ ทำให้พวกเขาได้กินดีนอนสบาย และช่วยให้บาดแผล
ของพวกเขาหายเร็วขึ้น พวกท่านเต็มใจหรือไม่?”
หากไม่สามารถเป็นคนที่ต่อสู้ออกรบได้ ก็จงเป็นคนที่คอย
สนับสนุนพวกเขาอยู่เบื้องหลัง
ไม่ใช่แค่หั่นผักนวดแป้ง แต่เป็นการขนสิ่งของที่ช่วยชีวิตผู้อื่นมา
ให้
ดวงตาของผู้คนในกระโจมสว่างวาบ พวกเขาลุกขึ้นทีละคน แย่ง
กันตอบรับว่า “ตกลง! ข้าจะไป”
“ข้าเต็มใจ! แม้จะเจอชนเผ่าต๋าลู่ ข้าก็ยังเต็มใจ”
“ข้าสามารถขับรถม้าได้ เลือกข้า เลือกข้า”
“ข้ารู้เส้นทางและมีความจำดีมาก ข้าก็ต้องการจะไปด้วย”
ถึงท้องพระคลังจะว่างเปล่าก็ไม่เป็นไร สงครามจะคับขันแค่ไหนก็
ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญคือประชาชนทั่วดินแดนร่วมแรงร่วมใจ พร้อมใจ
กันต่อต้านศัตรูจากภายนอก
เจิ้งหรูเชียนหันกลับมา เห็นฟางเหิงเดินมาด้วยแขนเปลือยเปล่า
ร่างกายของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยบาดแผลใหญ่น้อย แต่แววตายังคง
สว่างไสวและมุ่งมั่นอยู่เสมอ แต่เมื่อได้ยินเสียงผิดปกติจากกระโจม
ด้านนี้จึงแสดงท่าทีสงสัยออกมา
เจิ้งหรูเชียนยกยิ้มมุมปาก ใช้การกระทำบอกน้องชายว่า ‘เจ้า
เด็กโง่งม พี่รองจะอยู่เคียงข้างเจ้า ฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปด้วยกันเอง’