พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 263 ความคิดของพ่อค้าเจ้าเล่ห์
ชายแดนทางเหนือมีอากาศหนาวเย็น ฤดูหนาวยาวนานถึงหก
เดือน ส่วนฤดูร้อนที่แสนอบอ้าวมีไม่เกินสองเดือน หากไม่นับรวมชน
เผ่าต๋าลู่ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอนแล้ว เสบียงต่าง ๆ ก็สามารถเก็บ
รักษาได้ค่อนข้างนาน
ปัญหาจริง ๆ คือจะขนส่งเสบียงมาจากที่ไหน และเส้นทางใดจะ
เป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดและปลอดภัยที่สุด
ราชวงศ์ต้าอวี๋สงบเรียบร้อย ไม่มีโจรภูเขาหรือโจรปล้นสะดมมาก
นัก ตราบใดที่มีใบอนุญาตเดินทาง ทำการค้าอย่างสุจริตและเสียภาษี
ทุกคนก็จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
ในตอนนี้ ข้อได้เปรียบของการเดินทางไปทั่วทั้งใต้และเหนือก็
ปรากฏชัด เจิ้งหรูเชียนใช้กิ่งไม้เขียนและวาดบนพื้นดิน สักพักก็ทำ
เครื่องหมายตรงนั้นตรงนี้
คนที่เต็มใจไปขนส่งเสบียงด้วยกันต่างงุนงง เด็กหนุ่มจึงถามแทน
ทุกคนว่า “คุณชาย นี่คืออะไรหรือ”
“พวกเจ้าไม่เข้าใจสินะ นี่คือแผนที่การกระจายตัวของเมืองต่าง ๆ
ในราชวงศ์ต้าอวี๋ของพวกเรา” วังเสี่ยวซงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คุณชายค้นพบจากการเดินทางไปทั่วเหนือใต้”
พวกเด็กหนุ่มต่างตกตะลึง มีเพียงผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ขมวดคิ้ว
ถามว่า “แผนที่เป็นความลับของแคว้นของพวกเรา เขาจะวาดออกมา
เช่นนี้ได้อย่างไร”
คำพูดนี้ไม่ผิดนัก ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์ใด แผนที่โดยละเอียดของ
แคว้นหนึ่งล้วนเป็นสิ่งที่อันตราย หากตกไปอยู่ในมือกองทัพของศัตรู
อาจทำให้บ้านเมืองล่มสลายได้
แต่เงื่อนไขคือต้องเป็นแผนที่โดยละเอียด แผนที่ที่จะเรียกว่าเป็น
ความลับได้นั้น ไม่เพียงต้องมีการกระจายตัวของเมืองต่าง ๆ แต่ยัง
ต้องระบุว่าที่ใดมีเทือกเขา ที่ใดมีทะเลสาบ ที่ใดเป็นทุ่งข้าว รวมถึงมี
พื้นที่ครอบคลุมทั้งหมดกี่หมู่ด้วย
เจิ้งหรูเชียนเพียงแค่วาดแผนที่การกระจายตัวของเมืองอย่าง
คร่าว ๆ เท่านั้น จึงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร
แต่วังเสี่ยวซงไม่รู้ เขาอยากจะแก้ต่างให้เจ้านายแต่ก็พูดไม่ออก
ได้แต่อ ้าอึ้ง “เจ้าเป็นคนหนึ่งที่อยากขนส่งเสบียงกับพวกเรา แล้วยังจะ
มาซักไซ้ไล่เลียงอีก ใครกันแน่ที่เป็นเจ้านาย…”
“พอเถอะ เสี่ยวซง” เจิ้งหรูเชียนพูดตัดบท พลางตบมือลุกขึ้น
“เจ้าดูสิว่าข้าวาดไว้ถูกหรือไม่”
“คุณชาย” วังเสี่ยวซงหน้าแดงด้วยความร้อนใจ “เมื่อครู่เขา
ซักไซ้ท่าน ทำไมท่านไม่โต้แย้งเล่า”
การเปิดเผยความลับมีโทษประหาร จะปล่อยให้คนงานมาใส่ร้าย
ได้อย่างไร
“โต้แย้งอะไรเล่า” เจิ้งหรูเชียนหัวเราะ “เมื่อเจ้าเป็นนายคน เจ้าก็
จะรู้ว่ามีผู้คนที่สงสัยเจ้าอยู่บ่อย ๆ ถ้าข้าต้องอธิบายให้ทุกคนฟัง ข้า
คงเหนื่อยตายแน่”
“ข้าเป็นเจ้านาย ข้าจ่ายเงินจ้างพวกเขาทำงาน อยากทำก็ทำ ไม่
อยากทำก็ไป ไม่ต้องมาพูดมากหรอก”
คำพูดของเด็กหนุ่มเรียบเฉย แม้ไม่แฝงความโกรธเคือง แต่กลับ
ทำให้คนฟังรู้สึกหนักอึ้งในใจ
วังเสี่ยวซงถึงกับตาเหลือกลาน ราวกับได้รู้จักเจ้านายคนใหม่
พวกคนงานที่กำลังจะถูกจ้างต่างพากันหดคอ เริ่มเกิดความเกรง
กลัวต่อเจ้านายหนุ่มคนนี้
“แม้ว่าชายแดนจะมีศึกสงคราม แต่ชาวบ้านด้านนอกก็ยัง
สามารถทำการเกษตรได้ตามปกติ โดยเฉพาะแถบพื้นที่ที่ติดกับเหอ
เป่ย” เจิ้งหรูเชียนวาดวงกลมต่อไปเรื่อย ๆ “แต่เพราะฤดูหนาว
ยาวนานจึงเก็บเกี่ยวได้ปีละครั้ง ดังนั้นข้าวส่วนใหญ่จึงต้องส่งมาจาก
เจียงหนาน”
เจียงหนานก็คือบริเวณเขตตันหยาง เป็นพื้นที่ที่มีความอุดม
สมบูรณ์ มีทุ่งนาอันอุดมสมบูรณ์อยู่ทั่วไป
แต่ก็มีเพียงพวกธัญพืชเท่านั้น
ราชวงศ์ต้าอวี๋ให้ความสำคัญกับการเกษตรมากกว่าการเลี้ยง
สัตว์ จึงมีการเลี้ยงวัวและแกะน้อยมาก แม้แต่เนื้อหมูก็เพิ่งจะมีให้
ชาวบ้านได้กินเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง ย้อนไปหลายร้อยปีก่อน สามัญ
ชนมีแต่ต้องกินอาหารมังสวิรัติ
นานครั้งจึงจะมีการฆ่าไก่หรือเป็ด ซึ่งปฏิบัติเฉพาะในช่วงปีใหม่
เท่านั้น
ส่วนวัวและแกะยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันเป็นของสำหรับชนชั้นสูง
เท่านั้น บางครั้งเนื้อที่ชาวบ้านได้กินบ้างก็เป็นเพียงวัวไถนาที่ตาย
จากโรคหรือแก่แล้วเท่านั้น
สิ่งที่สามารถขนส่งมาได้และคุ้มค่าที่สุดก็มีเพียงเนื้อหมู
เจิ้งหรูเชียนตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ในฤดูหนาวเขาจะขนเนื้อหมู
สดมาให้กองกำลังที่ห้า ส่วนฤดูอื่นจะขนไส้กรอกรมควันและหมู
รมควันเพื่อลดการเน่าเสีย
พวกเนื้อรมควันจะต้องขนส่งมาจากเขตอันสุ่ย ส่วนเนื้อหมูนั้น
แค่เลือกแหล่งที่ใกล้และคุ้มค่าที่สุดก็พอ
ชายแดนทางเหนือได้ชื่อนี้เพราะอยู่ทางเหนือสุดของราชวงศ์
ต้าอวี๋ เมื่อวาดบนแผนที่จะเป็นเส้นยาว ติดกับเขตเร่อเหอของเหอเป่ย
อีกทั้งยังทับซ้อนกับเขตซ่างจวิ่นทางเหนือสุดของเมืองหลวง และยัง
ผ่านเขตหนิงเซี่ยอีกด้วย
เมืองเหล่านี้ล้วนมีราคาสินค้าไม่แพง อากาศก็หนาวเย็นอย่าง
เพียงพอ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการขนส่ง
ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่และเป็นเหตุผลที่พ่อค้าหลายคนไม่
กล้าเข้าไปทางเหนือ ก็คือการจะต้องเผชิญหน้ากับชนเผ่าต๋าลู่เป็น
ครั้งคราว
ในกรณีร้ายแรงน้อยที่สุด สินค้าทั้งหมดจะสูญหาย แต่ในกรณีที่
ร้ายแรงที่สุด ชีวิตอาจจะตกอยู่ในอันตราย
เจิ้งหรูเชียนมาที่นี่เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของพวกทหาร ไม่ใช่
มาเพื่อส่งคนไปตายเล่น ๆ
เขาไปหาฟางเหิง สองพี่น้องกระซิบกระซาบกันครู่ใหญ่ จน
สุดท้ายฟางเหิงก็ตัดสินใจว่า “ส่งทหารหนึ่งหน่วยไปประจำการที่
ชายแดน หากคนงานขนสินค้ามาส่งให้กองทัพแล้วก็สามารถจากไป
ได้ นี่เป็นวิธีที่จะรับประกันความปลอดภัยได้มากที่สุด”
นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ฟางเหิงในฐานะหัวหน้าหน่วยสามารถจัดการ
ให้พี่ชายได้แล้ว
แต่ไม่คิดว่าเจิ้งหรูเชียนจะปฏิเสธทันที
“พี่รองมีความคิดอื่นอีกหรือ?” ฟางเหิงถามด้วยความสงสัย
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะคิกคัก “ข้าเป็นพ่อค้า การขนส่งสินค้าไปมา
แบบนี้ไม่นับต้นทุน แค่ค่าแรงคนงานก็มากแล้ว แม้ว่าจะเป็นการช่วย
สนับสนุนพวกทหาร แต่ก็ไม่ควรขาดทุนมากเกินไป”
ฟางเหิงพยักหน้า “เช่นนั้นเงินเดือนของข้าทั้งหมดจะมอบให้พี่
รอง”
“เงินเดือนของเจ้าจะมีเท่าไหร่กัน” เจิ้งหรูเชียนโบกมือ แล้วเข้า
ไปลอบกระซิบ “ในค่ายทหารของพวกเจ้าทั้งหมด คงไม่ได้มีแต่
ชาวบ้านธรรมดาใช่หรือไม่? ต้องมีลูกหลานตระกูลใหญ่บ้างสิ? ต้อง
มีคนจากครอบครัวร ่ารวยบ้างใช่หรือไม่?”
“ลูกหลานที่ไม่ได้กลับบ้านสองสามปี ผู้อาวุโสย่อมต้องเป็นห่วง
และกระวนกระวายใจ คงจะอยากส่งของหรือส่งจดหมายเพื่อบอก
ความเป็นอยู่บ้าง”
เจิ้งหรูเชียนตบอกพลางกล่าวด้วยน ้าเสียงจริงใจและหนักแน่นว่า
“ต่อไปเรื่องพวกนี้ข้าจะจัดการเอง เพียงแค่จ่ายเงินสักเล็กน้อย ข้าก็
จะส่งของทุกอย่างไปถึงบ้านให้”
ถ้าหากเขาไม่ได้กำลังยิ้มเจ้าเล่ห์และตาเป็นประกายอยู่…
ฟางเหิงทั้งขำทั้งเศร้า ไม่คิดว่าพี่รองจะมีความทะเยอทะยานมาก
เช่นนี้ แต่ก็รู้ว่านี่เป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ตามกฎ ทหารมีโอกาสเขียนจดหมายส่งกลับบ้านเพียงปีละครั้ง
และมีโอกาสกลับบ้านทุกสองปี ความคิดถึงญาติมิตรจึงบรรเทาได้
เพียงในความฝัน
ครอบครัวที่มีฐานะดีสักหน่อยก็จะได้รับของที่พ่อแม่และผู้อาวุโส
ฝากคนส่งมาให้บ้าง แต่ก็เป็นเพียงสิ่งของห่อเล็ก ๆ แตกต่างจากการ
ขนส่งทั้งคันรถของเจิ้งหรูเชียนอย่างสิ้นเชิง
หากเส้นทางการค้านี้ทำได้จริง ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือ
เหล่าทหารในค่าย
ฟางเหิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “ข้าจะไปรายงานให้ท่านแม่ทัพ
ทราบ”
ในฐานะหัวหน้าหน่วยกองกำลังที่ห้าแห่งกองพันสาม เขาดูแล
ทหารใต้บังคับบัญชาได้เพียงไม่กี่ร้อยคน แต่ไม่สามารถดูแลทหาร
ทั้งหมดในแดนเหนือได้
เจิ้งหรูเชียนบอกว่าไม่ต้องรีบ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือรีบไปก็ไม่ทัน
ยามนี้ทหารทั้งหมดในแดนเหนือกำลังต่อสู้กับชนเผ่าต๋าลู่ที่หิวโหย
จนตาแดงแล้ว อย่างน้อยก็ต้องรอให้ถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ สถานการณ์
จึงจะสงบลงได้
เขาจัดการลงนามรับคนงานใหม่มาหกคน แล้วพาพวกเขาขึ้น
รถม้า ภายใต้ท้องฟ้าสีครามอันสดใส เจิ้งหรูเชียนบอกลาน้องชาย
แล้วมุ่งหน้าไปยังทางเขตอันสุ่ย
“เจ้าสาม เจ้ารออยู่ที่นี่นะ พี่ชายจะทำให้เจ้าได้กินเนื้อทุกมื้อ”
ฟางเหิงหัวเราะเบา ๆ เหม่อมองพี่น้องที่จากไปไกล บนใบหน้า
เด็ดเดี่ยวของเขายังแสดงความอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง
เขาล้วงขนมในอกเสื้อออกมาจะกินสักคำ แต่เมื่อเห็นว่ามันเหลือ
น้อยเต็มที ก็รีบซ่อนเข้าไปอย่างระมัดระวัง