พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 264 สวี่โม่สอบระดับแคว้น
ท้องฟ้าสีครามกับหมู่เมฆขาว แผ่นดินกว้างใหญ่แสนไพศาล
แม้ว่าความเร็วในการเดินทางจะลดลงเล็กน้อย แต่การมีคนงาน
เพิ่มขึ้นถึงหกคนก็นับว่าเป็นเรื่องโชคดี เจิ้งหรูเชียนกับวังเสี่ยวซง
สามารถเกียจคร้านได้อย่างโจ่งแจ้ง และมอบแส้ม้าให้กับพวกคนงาน
ถือ
พวกเขาเดินทางตามเส้นทางที่ฟางเหิงบอก โดยไม่เคยพบเจอ
กับชนเผ่าต๋าลู่แม้แต่ครั้งเดียว เมื่อออกจากเขตชายแดนได้ก็ถือว่า
ปลอดภัยโดยสมบูรณ์แล้ว
เด็กหนุ่มนามหร่วนผิงอันที่มือมีแผลสามแผล หันกลับมาถาม
ด้วยความระมัดระวังว่า “คุณชายไม่ได้มาจากเมืองหลวงหรอกหรือ
ทำไมถึงจะไปที่เขตอันสุ่ยเล่าขอรับ?”
“ค่าแรงงานในเขตอันสุ่ยถูกกว่า เนื้อสัตว์ก็ราคาถูกกว่า หากขน
มาแล้วก็จะขาดทุนน้อยกว่า” เจิ้งหรูเชียนพูดพลางเอนหลังพิงแขน
“คราวนี้ข้าอยากขยายโรงผลิตให้ใหญ่ขึ้นอีก และเพิ่มค่าแรงให้พวก
ป้าในโรงผลิตด้วย”
หร่วนผิงอันมองด้วยสายตาชื่นชม “คุณชายยังอายุไม่มาก แต่
กลับสามารถเปิดโรงผลิตได้ถึงสองแห่ง ซ ้ายังกล้าเดินทางไกลเพื่อ
ขนส่งสินค้าอีก ท่านช่างเก่งกาจจริง ๆ”
วังเสี่ยวซงหัวเราะเบา ๆ สองที ไม่พูดอะไร
เจิ้งหรูเชียนนั่งตัวตรงมองไปทางเมืองหลวง “โรงผลิตสองแห่งนั้น
ไม่ใช่ข้าเป็นคนเปิดหรอก แต่เป็นน้องสาวข้าต่างหาก ไม่รู้ว่าตอนนี้
นางกำลังทำอะไรอยู่”
หากนับวันดูแล้ว นางคงกำลังเฝ้าดูพี่ใหญ่สอบอยู่กระมัง
และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ณ เมืองหลวง
เวลาของการสอบระดับแคว้นถูกกำหนดไว้ในวันสุดท้ายของ
เดือนสอง เรือนเล็กที่เคยสงบเงียบก็พลันวุ่นวายขึ้นมา แม้แต่เจียงเซิง
ผู้รักการนอนตื่นสายยังลุกขึ้นมาแต่เช้ามืดเพื่อจัดเตรียมข้าวของให้
พี่ชาย
ทั้งพู่กันและหมึกหรือตะกร้าไม้ไผ่ก็ล้วนเป็นของเก่าที่ใช้มานาน
แล้ว รวมถึงกระโถนที่ป้าจางขัดจนเงาวับ ซึ่งมักมีรูปร่างแตกต่างกัน
ไปแต่มีประโยชน์ใช้สอยเหมือนกัน
การสอบระดับแคว้นคล้ายกับการสอบระดับอื่น ทั้งหมดจะสอบ
สามครั้ง แต่ละครั้งสอบติดต่อกันถึงสามวัน
ในช่วงสามวันนี้ ไม่ว่าจะกิน ดื่ม ขับถ่ายปัสสาวะ ล้วนต้องทำใน
สำนักสอบ หากไม่มีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งจริง ๆ ก็คงทนรับเรื่อง
เช่นนี้ไม่ไหว
โชคดีที่เจี้ยหยวนสวี่คุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้ดีอยู่แล้ว เขา
ตรวจสอบอาหารและของใช้เสร็จก็หยิบตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นมา “ไปกัน
เถอะ”
ทุกคนทยอยเข้าไปนั่งบนรถม้า เจียงเซิงอุ้มขนมสองชิ้นไว้
สายตาเฉียบคมของนางสังเกตเห็นว่ากองขยะหน้าประตูเรือนกระจัด
กระจายอีกแล้ว มีทั้งเศษหัวหอมและกระดาษกระจัดกระจาย คล้ายกับ
มันถูกสุนัขจรจัดคุ้ยเขี่ย
“ท่านป้า สองวันนี้ท่านไม่ได้นำอาหารเหลือมาวางไว้ที่หน้าประตู
หรือเจ้าคะ?” นางถามอย่างแปลกใจ
ป้าจางลงกลอนประตูให้เรียบร้อย “วางสิ นับตั้งแต่ร้านจิ่วเจิน
ขยายกิจการ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเก็บอาหารไว้ให้พวกพี่สาวแล้ว จึง
นำพวกมันมาเทไว้ที่หน้าประตูให้แมวสุนัขกินตามปกติ”
“แล้วเหตุใดพวกมันถึงยังคุ้ยเขี่ยกองขยะอีกเล่า” เจียงเซิงสงสัย
ขณะขึ้นรถม้า
เจียงซานกับเจียงซื่อขับรถม้า พร้อมกับเหล่าบัณฑิตนับไม่ถ้วน
ที่มุ่งหน้าไปยังสำนักสอบ
ความสงสัยของเจียงเซิงหายวับไปในพริบตา นางกุมแขนเสื้อ
ของสวี่โม่แน่นพลางกล่าวเสียงจริงจัง “พี่ใหญ่ ท่านต้องทำให้ดีที่สุด
นะเจ้าคะ ก่อนหน้านี้ท่านสอบได้ที่หนึ่งตลอด ครั้งนี้ก็ต้องได้อันดับ
หนึ่งแน่นอน”
สวี่โม่ยิ้มขื่น
ก่อนหน้านี้เขาเพียงแค่แข่งขันกับผู้เข้าสอบคนอื่นในเขตอันสุ่ย
เท่านั้น การได้อันดับหนึ่งมาจึงไม่ได้มีค่ามากนัก แต่การสอบระดับ
แคว้นครั้งนี้ต้องแข่งขันกับบรรดาคนหนุ่มที่เก่งกาจจากทั่วประเทศ
แค่เจี้ยหยวนจากแต่ละเมืองก็มีมากถึงยี่สิบสามสิบคนแล้ว การจะได้
เป็นก่งเซิ่งยังต้องพิจารณากันต่ออีก เขาจึงไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝันถึง
การสอบได้ที่หนึ่งเลย
“พอเถอะเจียงเซิง อย่าสร้างความกดดันให้พี่ใหญ่เลย” จ่าง
เยี่ยนปลอบอยู่ข้าง ๆ “ไม่ว่าอย่างไร ขอเพียงท่านทำให้เต็มที่ก็พอ”
“ใช่แล้วพี่ใหญ่ ขอเพียงทำให้เต็มที่ก็พอ” เวินจืออวิ่นเห็นด้วย
แม้แต่จางเซียงเหลียนก็พยักหน้า เห็นได้ชัดว่าพวกเขากลัวสวี่
โม่จะรู้สึกกดดัน
เจียงเซิงถอนหายใจ
ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อนางเลยนะ นางรู้สึกได้จากใจจริงว่าที่หนึ่ง
ต้องเป็นของพี่ใหญ่แน่นอน พี่ใหญ่เก่งกาจและขยันขันแข็งเช่นนี้
แม้แต่ตำแหน่งจอหงวนก็ยังคู่ควรกับเขา แล้วตำแหน่งอันดับหนึ่งของ
ก่งเซิ่งจะนับเป็นอะไรได้เล่า
“วางใจเถอะ ข้าจะพยายามให้เต็มที่” สวี่โม่ลูบศีรษะน้องสาวเบา
ๆ “ข้าจะพยายามคว้าอันดับหนึ่งมาให้ได้”
เจียงเซิงยิ้มกว้าง “พี่ใหญ่ต้องได้อันดับหนึ่งแน่นอน”
ความมั่นใจเช่นนี้ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนให้นางมา
ไม่นานทุกคนก็มาถึงสำนักสอบ
ในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าอวี๋ สำนักสอบในเมือง
หลวงจึงกว้างใหญ่กว่าเมืองนัก ประตูทางเข้ากว้างขวางพอจะรองรับ
บัณฑิตและครอบครัวได้ถึงสี่ห้าพันคน
ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ประตูใหญ่ของสำนักสอบก็ยังไม่เปิด มีเพียง
ทหารองครักษ์และเจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการเมืองหลวงที่คอยรักษา
ความสงบเรียบร้อยอยู่ด้านนอก และเตรียมตรวจสอบการทุจริตที่จะมี
ขึ้นในไม่ช้า
ในฐานะบัณฑิตชื่อดังจากกั๋วจื่อเจี้ยน เมื่อสวี่โม่เพิ่งก้าวลงจาก
รถม้า ก็มีบัณฑิตหลายคนที่รู้จักกันเข้ามาทักทาย และเรียกเขาอย่าง
สนิทสนมว่า “พี่สวี่”
มีบางคนที่สนิทกว่านั้นอย่างฉีหวายที่พาน้องชายเดินมาหา เขา
คำนับแล้วกล่าวว่า “การสอบระดับแคว้นครั้งนี้ ข้าจะไม่ยอมออมมือ
ให้พี่สวี่อีกแล้ว”
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ “พี่ฉี เชิญเจ้าแสดงฝีมือให้เต็มที่เถอะ”
อันจวิ่นก็แบกตะกร้าไม้ไผ่มาด้วย พอเห็นสวี่โม่ ดวงตาของเขาก็
เปล่งประกายทันที ก่อนจะเอนตัวเข้าไปใกล้ “คราวนี้พี่สวี่มั่นใจมาก
พอหรือไม่?”
“หากจะพูดถึงความมั่นใจข้าก็คงพูดไม่ได้ ข้าแค่พยายามสุด
ความสามารถเท่านั้น” สวี่โม่ยังคงถ่อมตัวเช่นเคย
ฉีหวายหัวเราะลั่น แต่ฉีเยี่ยกลับอดขมวดคิ้วไม่ได้ ชี้ไปทางพวก
เขาแล้วพึมพำ “พวกเขาสองคนไปสนิทสนมกันถึงเพียงนี้ตั้งแต่
เมื่อไหร่?”
ทั้งที่เป็นผู้ชายด้วยกัน แต่ทำไมถึงไม่เว้นระยะห่างกันบ้าง
เมืองหลวงไม่นิยมความรักระหว่างบุรุษด้วยกัน
เขาคิดว่าเสียงพูดของตนเบามาก แต่ไม่คิดว่ารอบข้างจะเงียบ
เสียงลงพอดี คำพูดนี้จึงดังชัดเจนจนไปถึงหูของสวี่โม่กับอันจวิ่น
น้องชายน้องสาวในรถม้าต่างยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก
สวี่โม่รู้สึกอายเล็กน้อย จึงอธิบายว่า “พี่อันแค่มีนิสัยร่าเริงและ
ชอบหัวเราะเท่านั้น”
“ใช่แล้ว ๆ ข้าแค่ชอบไปกินเกาลัดบ้านพวกเขา พี่สวี่เป็นคนดี
มาก เขารู้ว่าข้ายากจนจึงมักจะนำมันมาให้ข้าหลายชั่งเสมอ” อันจ
วิ่นโอ้อวดอย่างมีความสุข
แต่ใบหน้าของฉีเยี่ยกลับยิ่งมืดลง เขาพึมพำว่า “พวกเราล้วน
เป็นคนคุ้นเคยกันทั้งนั้น ทำไมไม่เห็นมีใครให้ข้า…ให้พี่ชายข้าบ้าง”
พี่ชายผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหาอย่างฉีหวายส่ายหน้า “ข้าไม่ชอบ
กินเกาลัดหรอกนะ”
“พี่ชาย ท่าน…” ฉีเยี่ยโมโหพลางโยนตะกร้าไม้ไผ่ไปให้ “ท่าน
ถือมันไว้เองเถอะ ข้าไม่รอท่านแล้ว”
พูดจบ เขาก็หันหลังวิ่งหนีไป
ฉีหวายไม่มีเวลาง้องอนคนอารมณ์เสีย เพราะจ้าวหยวนเองก็
มาถึงแล้ว เพียงแต่เขายังคงมีสถานะเป็นซิ่วไฉ จึงไม่มีคุณสมบัติเข้า
ร่วมการสอบระดับแคว้น ครั้งนี้ที่เขามาก็เพื่อมาส่งสวี่โม่เป็นพิเศษ
“พี่สวี่ ข้ารอชมการแสดงฝีมืออันยิ่งใหญ่ของท่านอยู่นะ” จ้าว
หยวนประสานมือกล่าวอวยพร
สวี่โม่รับคำอวยพรอย่างสง่างาม
ท้องฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้น ประตูใหญ่ของสำนักสอบกำลังจะเปิด
เหล่าจวี่เหรินต่างกระสับกระส่าย บางคนกำลังบอกลาครอบครัว บาง
คนก็กำลังตรวจสอบสิ่งของเป็นครั้งสุดท้าย
พวกเขาคือบัณฑิตที่เก่งที่สุดของราชวงศ์ต้าอวี๋ พวกเขาผ่าน
ด่านมาห้าด่านและฝ่าฟันอุปสรรคหกอย่างจนมาถึงจุดสำคัญที่สุด
หลังจากเป็นก่งเซิ่งแล้วก็เกือบจะได้เป็นจิ้นซื่ออย่างแน่นอน เพียงแต่
ต้องจัดลำดับตามผลการสอบในวังหลวงเท่านั้น
การเป็นจิ้นซื่อนั้นเท่ากับได้ก้าวเท้าเข้าสู่ราชสำนักแล้วครึ่งหนึ่ง
อนาคตสดใสไร้ขีดจำกัด
แต่ในทำนองเดียวกัน การสอบครั้งนี้ก็เป็นการสอบที่ดุเดือดที่สุด
ในบรรดาการสอบทั้งหมด
จากจวี่เหรินสี่ถึงห้าพันคน ตามการคาดการณ์จาก
ประวัติศาสตร์ อย่างมากที่สุดก็จะคัดเลือกจิ้นซื่อได้เพียงสี่ถึงห้าร้อย
คน อย่างน้อยที่สุดอาจมีเพียงสามสิบถึงสี่สิบคนเท่านั้น นับว่าเป็น
การคัดเลือกหนึ่งในพัน
“พี่ใหญ่ ประตูเปิดแล้ว” เจียงเซิงยื่นหน้าออกมากะทันหัน
สวี่โม่ อันจวิ่น และฉีหวายพร้อมใจกันหันหน้าไป แบกตะกร้าไม้
ไผ่เดินตรงไปยังสนามรบที่ใช้พู่กันเป็นอาวุธ
บุรุษผู้เพียบพร้อมด้วยความสามารถ ไหล่กว้าง ท่าทางองอาจ
พวกเขาล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์และความมุ่งมั่น เงาด้านหลัง
ของพวกเขาดูไม่ต่างกัน แต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เพียงแต่ในชั่วขณะที่ก้าวเข้าประตูสำนักสอบ สวี่โม่ก็หันกลับไป
มองน้องชายน้องสาวที่ฉีกยิ้มกว้าง มองไปทางโต้วเว่ยหมิงที่ยืนโบก
มืออยู่ในมุม ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามรบอย่างไม่ลังเล