พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 265 ช่วงเวลาอันน่าอึดอัดของฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
ประตูใหญ่ค่อย ๆ ปิดลง เงาร่างของสวี่โม่ถูกกลืนหายไปอย่าง
สิ้นเชิง
เจียงเซิงเท้าคาง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวัง “รอให้ผ่าน
การสอบระดับแคว้น แล้วก็ผ่านการสอบในวังหลวง พี่ใหญ่ก็จะได้เป็น
ขุนนาง พวกเราก็ไม่ต้องกลัวคนมาดูถูกอีกต่อไป บางทีอาจจะเดินโอ้
อวดไปทั้งเมืองหลวงได้เลยนะ”
“เจ้าไม่ควรเดินโอ้อวดนะ เกิดไปสร้างปัญหาให้พี่ใหญ่เข้าจะไม่ดี
เอา” เวินจืออวิ่นเตือนเสียงเบา
เจียงเซิงคิดว่าคำพูดนี้มีเหตุผล “เช่นนั้นตอนนี้ข้าจะไม่สร้าง
ปัญหาให้พี่ใหญ่ไปก่อน รอให้พี่ใหญ่มีอำนาจมาก ๆ แล้ว พวกเรา
ค่อยไปเดินโอ้อวดกัน”
“อย่างนั้นก็ไม่ได้ พวกเราต้องถ่อมตัวสิ” เวินจืออวิ่นสอนน้องสาว
ด้วยความอดทน “ยิ่งมีตำแหน่งสูงส่งและอำนาจมาก ก็ยิ่งต้องควบคุม
ตนเอง”
ถ้าสวี่โม่อยู่ตรงนี้ คงจะมองเจ้าสี่ด้วยสายตาชื่นชม จากนั้นก็ดีด
หน้าผากเจียงเซิง
น่าเสียดายที่เขาไม่อยู่ จึงมีเพียงจ่างเยี่ยนที่กลั้นหัวเราะจนไหล่
สั่นเบา ๆ
แวดวงขุนนางในเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
แม้จะมีเจ้ากรมขุนนางโต้วคอยช่วยเหลือ แต่สวี่โม่เป็นเพียง
บุตรชายจากตระกูลยากจน หากต้องการตำแหน่งที่สูงขึ้นและมี
อำนาจมากขึ้น ก็ต้องทนลำบากไปอีกหลายสิบปี บางทีอาจต้องรอ
จนผมหงอกขาวก่อนถึงจะได้นั่งตำแหน่งขุนนางขั้นสองหรือขั้นสาม
แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ใช่ว่าจะได้รับการยอมรับจากคนตระกูลใหญ่
ในเมืองหลวง อย่างเช่นตระกูลฉี แม้จะมีฐานะเป็นถึงเจ้ากรมพิธีการ
แต่เพราะไม่มีภูมิหลังของตระกูล จึงถูกคนตระกูลใหญ่กีดกัน
มีเพียงเจียงเซิงกับเวินจืออวิ่นที่ใสซื่อบริสุทธิ์เท่านั้น ที่คิดว่าเมื่อ
ได้เป็นขุนนางแล้วทุกอย่างจะราบรื่น
เหมือนอย่างเมื่อก่อน คนที่กินไม่อิ่มคิดว่าการได้เป็นเศรษฐีคือ
สิ่งที่มีความสุขที่สุด นี่คือตัวอย่างของการที่ความคิดถูกจำกัดไว้ด้วย
ปากท้อง ความคิดจำกัดขอบเขต และขอบเขตจำกัดชีวิต
แต่จ่างเยี่ยนไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ไม่ดี
ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุดเพื่อเห็นชีวิต ไม่ใช่
ทุกคนที่ต้องมองทะลุความว่างเปล่า และไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการ
ครอบครองอำนาจ หรือมีความสามารถพลิกฟ้าคว ่าแผ่นดิน
การได้อยู่เคียงข้างคนในครอบครัว ได้กินสิ่งที่อยากกิน ได้สวม
ใส่สิ่งที่อยากสวมใส่ ได้ออกไปเที่ยวเล่นบ้างเป็นครั้งคราว ได้หัวเราะ
พูดคุยร่วมกัน นั่นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดและมีความสุขที่สุดในสายตา
ของจ่างเยี่ยนแล้ว
“พี่ห้า ๆ” เจียงเซิงเรียกเขาติดกันหลายครั้ง
จ่างเยี่ยนจึงได้สติ “อะไรหรือ?”
เจียงเซิงยิ้มแยกเขี้ยว “ข้ากับพี่สี่อยากไปกินเกี๊ยวน ้า ท่านจะไป
ด้วยกันหรือไม่?”
พี่สี่อะไรกัน เวินจืออวิ่นที่อยู่ข้างกายทำหน้าไร้เดียงสา เห็นชัด ๆ
ว่าเป็นเพียงเด็กหญิงตัวอ้วนจอมตะกละ อ้างพี่ชายมาเป็นตัวช่วย
จ่างเยี่ยนไม่ได้เปิดโปงนาง เพียงแต่ยกยิ้มและตกลงรับปาก
เจียงเซิงสงสัยมานานแล้ว ทุกสำนักสอบจะมีร้านขายเกี๊ยวน ้าอยู่
ใกล้ ๆ แม้ว่าตามกฎการตั้งแผงจะมีทั้งใกล้และไกล แต่ก็ยังคงตั้งอยู่
ภายในระยะสามลี้เสมอ
น ้าแกงที่เคี่ยวจากสาหร่ายและกุ้งแห้งทั้งร้อนทั้งหอมอร่อย เมื่อ
ทานคู่กับเกี๊ยวเนื้อหนาแป้งบางร้อน ๆ ส่งเข้าปาก นับว่าเป็นรสชาติ
แสนวิเศษของโลกมนุษย์จริง ๆ
หากจะกล่าวถึงสิ่งเดียวที่ไม่งดงาม คงจะเป็นราคาเท่านั้นเอง
เกี๊ยวน ้าในเขตอันสุ่ยมีราคาเพียงห้าเหวิน แต่พอมาถึงเมือง
หลวงกลับขายถึงยี่สิบเหวิน ทำให้เจียงเซิงรู้สึกปวดใจยิ่งนัก
จ่างเยี่ยนล้อนาง “เจ้าหาเงินได้เดือนละหลายร้อยตำลึง แล้ว
ทำไมกินเกี๊ยวน ้าชามเดียวถึงได้เสียดายเช่นนี้”
“พี่ห้าไม่เข้าใจหรอก คนที่เคยยากจนมาก่อนย่อมไม่อยากใช้
เงินมาก” เจียงเซิงเก็บเหรียญทองแดงด้วยความระมัดระวัง “หาก
ไม่ใช่เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยให้พี่ใหญ่ ข้าก็คงไม่กินหรอก”
เมื่อก่อน ทุกครั้งที่สวี่โม่สอบ พวกเขาจะต้องกินเกี๊ยวน ้าสักชาม
หลังจากกินเสร็จก็จะได้รับข่าวว่าพี่ชายสอบได้ที่หนึ่ง
เจียงเซิงมั่นใจว่าครั้งนี้ก็คงไม่แตกต่างกัน
นางเก็บเหรียญทองแดงใส่ถุงผ้า แล้วกินเกี๊ยวน ้าอย่างมีความสุข
แม้แต่กุ้งแห้งตัวเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่ในน ้าแกงก็ไม่ปล่อยให้หลุดรอดไป
ป้าจางยืนอยู่ข้าง ๆ อยากพูดแต่ก็ไม่กล้า นางนึกถึงเรือนเล็กที่
เจียงเซิงเช่าใหม่ที่ราคาร้อยตำลึง แล้วมองท่าทางของนางตอนกิน
เกี๊ยวน ้าที่ยังบ่นว่าแพง ในใจพลันรู้สึกสับสนไปหมด
ทำไมกินเกี๊ยวน ้าชามละยี่สิบเหวินถึงบ่นว่าแพงได้
ทำไมถึงยังมีคนที่กินเกี๊ยวน ้าชามละยี่สิบเหวินแต่บ่นว่าแพงได้
อีก
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงสวมชุดผ้าไหมธรรมดาเดินผ่านมา นางแกล้ง
ทำเป็นเดินผ่าน ลังเลอยู่หลายครั้งก่อนจะตัดสินใจนั่งลงข้าง ๆ พวก
เจียงเซิง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียง คนตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง แต่กลับมากิน
เกี๊ยวน ้าอยู่ข้างทาง หากข่าวนี้แพร่ออกไป ตระกูลเจียงคงถูกคนอื่น
หัวเราะเยาะจนตายแน่
แต่เมื่อนั่งลงไปแล้ว และคนงานร้านเข้ามาถาม “ฮูหยินจะทาน
อะไรดีขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงได้แต่ชำเลืองมองโต๊ะของเจียงเซิง แล้วพูดเสียง
เข้ม “เกี๊ยวน ้าสองชาม”
ไม่นานเกี๊ยวน ้าก็ถูกยกมาให้ ในชามที่ไม่รู้ว่ามีคนใช้มาแล้วกี่
คนมีน ้าแกงขุ่น ๆ เกี๊ยวที่ไส้ไม่ได้ประณีตนักลอยขึ้นลง ๆ ในน ้าแกง
เพราะต้มมันนานเกินไป แผ่นแป้งเกี๊ยวจึงแตกออก
“ฮูหยินผู้เฒ่า” ถานเยี่ยคอยรับใช้ด้วยความระมัดระวัง “จะให้ข้า
กินทั้งหมดเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”
แม้นางจะเป็นสาวใช้ของฮูหยินผู้เฒ่าเจียง แต่ก็ไม่เคยได้กิน
อาหารจากร้านแผงลอยเหล่านี้
“ไม่ต้องหรอก” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงสูดหายใจเข้าลึก หยิบช้อน
ขึ้นมาตักเกี๊ยวลูกหนึ่งเข้าปาก
น่าแปลกที่มันไม่อร่อยอย่างที่คิด แต่ก็ไม่นับว่าแย่ แป้งเกี๊ยวนุ่ม
ห่อไส้ก้อนใหญ่บวกกับรสชาติน ้าแกงในปาก แม้พูดไม่ได้ว่าเป็น
รสชาติอันล ้าเลิศ แต่ก็ไม่ด้อยไปกว่าฝีมือของพ่อครัวในบ้านนางเลย
บางทีอาหารจากร้านแผงลอยที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน
อาจจะมีรสชาติที่โดดเด่นกว่าก็ได้
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงชิมด้วยความตั้งใจ นางเป็นคนตระกูลใหญ่
การกินอาหารจากร้านแผงลอยอาจทำให้ถูกนินทาได้ แต่เมื่อกินแล้ว
ก็ไม่ควรทิ้งขว้างอาหาร
พออาหารในชามของนางเกือบหมด เจียงเซิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็กิน
จนหมดชามแล้ว ดื่มน ้าแกงจนหมดเกลี้ยง สีหน้าบ่งบอกว่าอยากกิน
อีก แต่ก็ไม่กล้าร้องขออีกชาม
พวกพี่ชายเห็นดังนั้นก็ต่างแบ่งเกี๊ยวสองลูกจากชามของตนให้
น้องสาวจอมตะกละ
“โอ๊ย ไม่ดีเลย” เจียงเซิงปฏิเสธ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตักเกี๊ยวลูก
หนึ่งเข้าปาก
ความอิ่มเอมราวกับเป็นลูกแมวน้อยไม่เพียงทำให้พวกพี่ชายบน
โต๊ะหัวเราะออกมา แต่ยังทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงอดยิ้มไม่ได้
“ฮูหยินผู้เฒ่า รวมสองชาม ทั้งหมดสี่สิบเหวิน” ไม่รู้ว่าคนงาน
ร้านมาตั้งแต่เมื่อไหร่
ถานเยี่ยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า แผงลอยส่วนใหญ่ต้องจ่ายเงินก่อนแล้ว
ค่อยกิน นางรีบล้วงถุงเงินแต่ก็ต้องชะงัก
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติ จึงยื่นมือลูบเอวก่อน
จะชะงักเช่นกัน
นางเป็นฮูหยินผู้เฒ่าผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลเจียง หากต้องการสิ่งใด
ก็มีร้านค้าส่งของไปถึงที่ตระกูลเจียง แล้วค่อยให้พ่อบ้านเบิกเงินมา
จ่าย แม้แต่ยามออกนอกบ้านก็แค่ไปนั่งเล่นที่เรือนโยวหราน ไม่เคย
พกเงินติดตัวแม้แต่เหรียญเดียว
ถานเยี่ยเองก็ไม่ต่างกัน
นายบ่าวทั้งสองตัดสินใจมากินอาหารแผงลอยกะทันหัน แต่กลับ
ไม่มีเงินแม้แต่สี่สิบเหวิน
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงย ่าแย่ กังวลว่าชื่อเสียงที่ตนสร้างมา
ทั้งชีวิตจะต้องพังทลายลง
“ฮูหยินผู้เฒ่า ข้าจะไปเอาเงินมาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” ถานเยี่ยรีบลุกขึ้น
อย่างร้อนรน แต่ถูกคนงานร้านเรียกไว้ก่อน
“อย่าคิดจะทิ้งคนแก่ไว้แล้ววิ่งหนีไปนะ!” คนงานร้านอายุไม่มาก
จึงพูดจาแข็งกร้าว “ถ้าเจ้าหนีไป ข้าจะเอายายแก่นี่ไว้ทำอะไรกัน”
ถานเยี่ยชะงักอีกครั้ง ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ขณะคนงานร้านกำลังจะบอกว่าพวกนางกินแล้วไม่จ่ายเงิน เจียง
เซิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็ชะโงกหน้ามาด้วยความสงสัย และจำได้ว่ายายแก่
หน้าบึ้งคนนี้คือใคร
สองชั่ง เกาลัดคั่วน ้าตาลสองชั่ง
นางเกือบจะกระโดดขึ้นมา นี่ไม่ใช่หญิงชราที่เคยข่มขู่นางหรอก
หรือ ทำไมตอนนี้กลับดูเหมือนนางกำลังถูกร้านเกี๊ยวน ้าหลอกเสียเอง
เล่า
“วันนี้พวกเจ้าต้องจ่ายเงินสี่สิบเหวินมา ถ้าจ่ายไม่ได้ ข้าจะไป
แจ้งทางการ!” คนงานร้านกล่าวด้วยน ้าเสียงโกรธเกรี้ยว
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงไม่มีทางเลือก จึงต้องถอดกำไลหยกใสบริสุทธิ์
ออกจากข้อมือ “ข้าจะใช้สิ่งนี้จ่ายแทน”