พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 266 อดีตของเจียงเซิง
เจียงเซิงไม่รู้จักของมีค่า แต่ก็รู้ว่ากำไลหยกนั้นต้องมีราคาแพง
มาก อย่างน้อยคงสักสามสิบตำลึงแน่นอน
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก ดูจากเนื้อหยกแล้วมันคงพิเศษมาก อย่าง
น้อยก็คงมีค่าสักหนึ่งพันตำลึง” จ่างเยี่ยนกล่าวเสียงเบาราวกับรู้ว่า
พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่
ไม่เพียงเจียงเซิงเท่านั้น แม้แต่เวินจืออวิ่นกับจางเซียงเหลียนก็
ตะลึงไปด้วย
เอากำไลหยกราคาพันตำลึงไปชดใช้ค่าอาหารสี่สิบเหวิน มัน
ช่าง…
ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย
คนงานร้านระงับความโกรธ จ้องมองกำไลหยกด้วยความตก
ตะลึง แม้คนทั่วไปอาจไม่รู้จักสิ่งของธรรมดา แต่สิ่งของชั้นสูงที่
แท้จริง ย่อมเก็บซ่อนความงามไว้ไม่อยู่
อีกอย่าง แม้จะเป็นเพียงกำไลหยกราคาไม่กี่ตำลึง แต่ก็ยังถือว่า
ได้กำไรแน่นอน
คนงานร้านยิ้มกว้างเตรียมยื่นมือไปแตะ “เช่นนั้นท่านก็ชดใช้มา
รักษาคำพูดด้วย”
ถานเยี่ยที่อยู่ข้าง ๆ สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ พยายามบังคับ
ตัวเองไม่ให้มอง
ทว่าทันใดนั้น เจียงเซิงกลับเคลื่อนไหวราวกับก้อนกลมที่ว่องไว
พุ่งไปฉวยหยิบกำไลหยกอย่างรวดเร็ว แล้ววางเงินสี่สิบเหวินลงใน
คราวเดียว
มือของคนงานร้านสัมผัสกับเหรียญเงินสี่สิบเหวิน
เจียงเซิงถือกำไลหยกไว้ รู้สึกได้ถึงสัมผัสนุ่มนวลละเอียด เย็นลื่น
เมื่อบีบเบา ๆ ก็รับรู้ถึงความอบอุ่นเล็กน้อย ทำให้ไม่รู้สึกเย็นเกินไป
ช่างเป็นสิ่งที่พิเศษที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนจริง ๆ
นางยังไม่ทันได้พูดอะไร คนงานร้านข้าง ๆ ก็ตาเหลือกลานแล้ว
“เหตุใดถึงปล้นของผู้อื่นกลางวันแสก ๆ เช่นนี้ คืนกำไลหยกมา
เดี๋ยวนี้นะ คืนให้ข้า!”
เขาพูดพลางยื่นมือคิดจะมาแย่งชิง
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเปลี่ยนไปทันที เวินจืออวิ่นกับ
จ่างเยี่ยนพร้อมใจกันขมวดคิ้ว ลุกยืนมาขวางหน้าน้องสาวไว้
“หยุดนะ ห้ามท่านทำร้ายน้องสาวข้า” เวินจืออวิ่นพูดเสียงดัง
อย่างหากได้ยาก แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีพลังข่มขู่อะไรเลย
“มีอะไรก็พูดกันดี ๆ เถอะ หากลงไม้ลงมือกันจริง ๆ คงไม่ดี
เท่าไหร่” เสียงของจ่างเยี่ยนเย็นชา
คนงานร้านโกรธจัด “พวกเจ้านั่นแหละที่ปล้นของของข้าก่อน
แล้วยังจะมาข่มขู่ข้าอีก เมืองหลวงยังมีกฎหมายอยู่หรือไม่”
คำพูดนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินผ่านไปมาจนต้องหยุดดู
เจียงเซิงรีบโผล่หน้าออกมาอธิบายว่า “ท่านต้องการเงินค่าเกี๊ยว
สี่สิบเหวิน ข้าก็ให้ท่านไปแล้ว กำไลหยกนี้ราคาแพงเกินไป ต้องคืน
ให้ผู้อาวุโสท่านนั้นต่างหาก”
พูดจบ นางก็เดินไปหาฮูหยินผู้เฒ่าเจียง แล้วแบฝ่ามือออกอย่าง
โมโห
เห็นได้ชัดว่าเด็กหญิงยังจำเรื่องที่ถูกเอาเปรียบครั้งก่อนได้
แต่มันก็ไม่ได้ขัดขวางนิสัยชอบช่วยเหลือผู้อื่นของนาง
ช่างเป็นเด็กน้อยที่มีนิสัยแปลกประหลาดจริง ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงรับกำไลหยกมา รู้สึกถึงไออุ่นอ่อนโยนในฝ่ามือ
นางพูดไม่ออกอยู่นาน
“แต่กำไลหยกนั้นนางให้ข้าด้วยความสมัครใจ เจ้าจะมาขัดขวาง
ทำไมกัน” คนงานร้านยังพยายามดิ้นรน
เจียงเซิงไม่ยอมอ่อนข้อให้เขา “ท่านไม่รู้หรือว่ากำไลหยกนี้ราคา
เท่าไร เกี๊ยวสองชามราคาเท่าไร สี่สิบเหวินแลกกับกำไลหยกวงหนึ่ง
นี่ท่านขายเกี๊ยวหรือเปิดโรงรับจำนำกันแน่”
สีหน้าของคนงานร้านแข็งค้าง ดูหดหู่ไปทั้งใบหน้า
แต่ชาวบ้านรอบข้างกลับหัวเราะขึ้นมา ยังมีบางคนยังชูนิ้วโป้งให้
เจียงเซิงด้วย
เจียงเซิงไม่เคยกลัวคนแปลกหน้าอยู่แล้ว นางเริ่มพูดคุยกับผู้คน
รอบข้างขึ้นมาว่า “ท่านลุง ท่านป้า ข้าพูดถูกหรือไม่เจ้าคะ”
“ถูกต้อง ถูกต้องมาก ๆ” ทุกคนพากันเห็นด้วย
ไม่มีใครรังเกียจเด็กหญิงตัวน้อยที่ทั้งน่ารักและฉลาดแบบนี้
หัวใจของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงอ่อนโยนลงเรื่อย ๆ ในชั่วขณะหนึ่ง
นางถึงกับตัดสินใจว่า แม้เจียงเซิงจะไม่ใช่ทายาทของตระกูลเจียง
นางก็อยากจะสานสัมพันธ์กับเด็กคนนี้
“เอาเถอะ ๆ พวกเราต้องไปแล้ว ขอลาทุกท่านนะเจ้าคะ”
เด็กหญิงไม่ได้อยู่นานนัก นางจูงมือพี่ชายทั้งสองคนขึ้นรถม้าไป
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมอบกำไลหยกให้ถานเยี่ย แล้วกระซิบบางอย่าง
ข้างหูนาง
ถานเยี่ยรับคำสั่ง รีบวิ่งไปขวางหน้ารถม้าของเจียงเซิง พูดคุย
ไม่กี่ประโยคแล้วก็กลับมา
ในมือยังคงถือกำไลหยกใสบริสุทธิ์นั้นเอาไว้
“ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ นางบอกว่าไม่มีใครรับรางวัลไปโดยไม่ทำ
อะไรเลย เงินสี่สิบเหวินสำหรับเกี๊ยวสองชามนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่
เช่นเดียวกับเงินหกสิบเหวินสำหรับเกาลัดคั่วน ้าตาล” ถานเยี่ย
รายงานพลางชำเลืองมองนายหญิงของนาง “นางยังบอกอีกว่า…หาก
ท่านมีน ้าใจจริง ๆ ก็ให้คืนเงินหนึ่งร้อยเหวินแก่ร้านจิ่วเจินด้วย”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหัวเราะเบา ๆ
บางครั้งนางก็ใจกว้าง แต่บางครั้งก็ตระหนี่เหลือเกิน
ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้วัยเด็กต้องผ่านอะไรมาบ้าง
คำนวณเวลาดูแล้ว จดหมายฉบับที่สองจากเขตอันสุ่ยคงน่าจะ
มาถึงแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงรวบรวมกำลังใจ ให้ถานเยี่ยช่วยพยุงขึ้นรถม้า
“กลับตระกูลเจียง”
หลังจากรอคอยด้วยความอดทนอยู่สองวัน จดหมายฉบับที่สอง
ก็ส่งมาถึงแล้วจริง ๆ
ครั้งก่อนเป็นจดหมายฉบับหนา แต่คราวนี้กลับมีเพียงกระดาษ
สามแผ่นบาง ๆ
สิ่งนี้ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงรู้สึกไม่สบายใจ เจียงเซิงเขียนถึงชีวิต
ในช่วงอายุแปดถึงสิบเอ็ดปีตั้งสิบห้าหน้า แล้วทำไมช่วงแปดปีแรก
ของชีวิตถึงมีเพียงสามหน้าเท่านั้น
นางสั่นสะท้านขณะเปิดหน้าแรก ตัวอักษรบนหน้ากระดาษทำให้
นางตกตะลึงไป
เด็กกำพร้าเจียงเซิงถูกส่งตัวไปมาตั้งแต่ยังอยู่ในผ้าอ้อม จนไป
ถึงเขตอันสุ่ย อำเภอเซี่ยหยาง และถูกทิ้งไว้บนถนนใหญ่ในตัวอำเภอ
ยายแก่ใจดีคนหนึ่งเก็บนางมาเลี้ยง ใช้ข้าวเหนียวป้อนจนอายุ
หนึ่งขวบครึ่ง แต่แล้วยายแก่คนนั้นก็ล้มป่วยและจากโลกนี้ไป
ทารกที่เพิ่งหัดเดินอยู่กับศพของยายแก่ กินข้าวเหนียวบูดประทัง
ชีวิตอยู่เจ็ดวันกระทั่งเพื่อนบ้านมาพบ หลังจากฝังศพยายแก่ไปแล้ว
เพื่อนบ้านก็รับนางไปเลี้ยงดู
เพื่อนบ้านเลี้ยงนางจนอายุสองขวบ แต่เมื่อมีลูกคนเล็กเกิดมา
และขาดแคลนอาหาร จึงจำใจทิ้งนางไว้ที่ตลาดในหมู่บ้านสิบลี้ นาง
ถูกสามีภรรยาคู่หนึ่งเก็บไปเลี้ยงอีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่ไม่นานพวก
เขาก็มีลูกของตัวเอง
เมื่ออาหารไม่พอกิน เจียงเซิงที่ไม่มีสายเลือดเดียวกันจึงต้อง
ออกมาเร่ร่อนตามท้องถนนอีกครั้ง เก็บผักกาดเน่า ๆ มากิน กินเศษ
อาหารที่คนอื่นทิ้งไป นอนในกองฟางของสุนัขจรจัด
มีคนใจดีสงสารให้อาหารนางบ้างเป็นครั้งคราว ถึงมีชีวิตรอดมา
ได้จนอายุห้าขวบ แม้จะโตตามวัย แต่ร่างกายกลับผอมแห้งเพราะ
ความหิวโหยและความหนาวเย็นเป็นประจำ
ในช่วงนั้น มีเด็กเร่ร่อนอีกคนที่อายุเก้าขวบมาอยู่เป็นเพื่อนกับ
นางสักพัก มอบความอบอุ่นให้กันและกัน ทำให้นางมีความสุขได้บ้าง
แต่อยู่ด้วยกันได้เพียงครึ่งปีกว่า เด็กคนนั้นก็ถูกหลอกล่อจนไปอยู่กับ
กลุ่มขอทานที่ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า
ฤดูหนาวปีเดียวกัน เจียงเซิงวัยห้าขวบเกือบไม่รอดท่ามกลาง
หิมะ โชคดีที่จางเซียงเหลียนให้น ้าร้อนและอาหารร้อน ๆ กับนาง
ก่อนจะพานางไปยังวัดร้างในหมู่บ้านสิบลี้ ทำให้นางมีบ้านที่ไม่
เหมือนบ้านแห่งหนึ่ง
ตั้งแต่อายุห้าถึงเจ็ดขวบ นางเริ่มฉลาดขึ้นและเรียนรู้ที่จะแย่งชิง
อาหารและขโมยของกิน นางถูกทุบตีไม่ต ่ากว่าเจ็ดแปดครั้ง บางครั้ง
ก็โดนตบหน้าสองครั้ง บางครั้งก็ถูกตีจนตัวช ้าไปทั้งตัว ขยับไม่ได้ไป
สามวัน แต่โชคดีที่นางยังมีชีวิตรอดมาได้
โชคดี ช่างเป็นคำที่เสียดสีเหลือเกิน
อาจจะบอกนางว่าโชคดีที่ยังมีชีวิตรอด หรืออาจมองว่านางโชค
ร้ายที่ต้องเผชิญความทุกข์ทรมานเช่นนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก้มหน้าลงโดยไม่เอ่ยวาจา หยาดน ้าตาหยด
ใหญ่ร่วงหล่นลงบนกระดาษจดหมาย ทำให้ตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึก
เลอะเลือนไป
ถานเยี่ยยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าเป็นห่วงยิ่งนัก แต่นางก็ไม่กล้า
ส่งเสียง
พอพลิกกระดาษถัดไปก็เป็นการคาดคะเนอายุของเจียงเซิง
จากคำบอกเล่าของเพื่อนบ้านของยายแก่ ตอนเจียงเซิงอยู่ใน
ผ้าอ้อมนางน่าจะมีอายุราวหกเจ็ดเดือน ส่วนรูปร่างในภายหลังไม่
สามารถคาดเดาอายุได้ แต่เมื่อนับรวมระยะเวลาแล้วก็ตรงกับอายุสิบ
เอ็ดปีของเจียงเซิงในปัจจุบัน
จากความทรงจำของเพื่อนบ้าน ตอนนั้นเจียงเซิงผิวขาวและอ้วน
ท้วน แม้จะร้องไห้จ้าเพราะหิวมาทั้งวันแล้ว แต่เสียงก็ดังกังวานและ
ร่างกายแข็งแรง ถึงขนาดที่ทุกคนในหมู่บ้านต่างสงสัยว่าใครจะทิ้ง
เด็กที่ทุกอย่างปกติดีเช่นนี้ได้ลง
จุดที่น่าสงสัยเพียงอย่างเดียวคือผ้าห่อตัวเด็กนั้นธรรมดามาก
ไม่มีลักษณะของผ้าจากครอบครัวที่มั่งคั่งใด ๆ เป็นเพียงผ้าฝ้ายที่
ธรรมดาที่สุด จึงไม่สามารถนำมาพิสูจน์ตัวตนของเจียงเซิงได้
แน่นอน นี่เป็นเพียงมุมมองของคนนอก
มีเพียงฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเท่านั้นที่เข้าใจว่าทำไม เมื่อคิดทบทวน
เรื่องราวทั้งหมด นางก็แทบจะข่มกลั้นความโกรธไว้ไม่อยู่ มือกระแทก
ไม้เท้าลงบนแผ่นหินสีเขียวอย่างแรง “คนสารเลวนั่น!”
“สมควรตายนัก!”