พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 267 แผนการของท่านย่า
การสอบสามวันติดกันนับว่าเป็นเรื่องทรมานสำหรับบัณฑิตที่
สำนักสอบ แต่สำหรับคนภายนอกแล้วเวลาช่างผ่านไปเพียงชั่ว
พริบตา
เจียงเซิงนั่งรออยู่ในรถม้าแต่เช้า นางชะโงกมองออกไปข้างนอก
“พี่ชายตระกูลฉีก็มาแล้ว ยังมีพี่ชายตระกูลจ้าว พี่ชายตระกูลจู นั่น!
ทำไมนางก็มาด้วยเล่า”
คนที่ทำให้เด็กหญิงตัวน้อยประหลาดใจได้มีไม่มากนัก
จ่างเยี่ยนใช้ปลายนิ้วเปิดม่านรถม้าออกเล็กน้อย พอกวาดตา
มองก็เห็นเจียงเฉิงฮวน คุณหนูตระกูลเจียงที่เคยขัดแย้งกับพวกเขา
หลายครั้งกำลังยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน
ดูจากความสัมพันธ์ของพี่น้องตระกูลเจียงแล้ว เจียงเฉิงเยวี่ยนก็
คงจะอยู่ที่นี่ด้วย
จ่างเยี่ยนกวาดตามองอีกครั้ง แล้วก็เห็นคุณชายใหญ่ตระกูล
เจียงที่ยังเป็นจวี่เหรินอยู่ในกลุ่มคนจริง ๆ
ตระกูลเจียงกับตระกูลฟางต่างเป็นตระกูลที่มีต้นกำเนิดมาจาก
ขุนพลทหาร หลังจากแม่ทัพฟางเสียชีวิตอย่างไม่คาดฝันที่ชายแดน
และบ้านใหญ่ก็เสื่อมถอยลง บ้านรองจึงรับช่วงอำนาจในการปกครอง
ตระกูล และถือโอกาสให้คนรุ่นหลังเดินเส้นทางการสอบขุนนาง
เปลี่ยนเป็นตระกูลขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างสมบูรณ์
แต่ตระกูลเจียงนั้นต่างออกไป แม่ทัพเจียงยังคงอยู่ดีที่ชายแดน
แล้วจะยอมให้บุตรชายคนเดียวละทิ้งเส้นทางทหารมาเป็นขุนนางได้
อย่างไร
จ่างเยี่ยนไม่เข้าใจนัก แต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้จะต้องมีความเงื่อนงำ
บางอย่างแน่นอน
ตระกูลเจียงเป็นตระกูลใหญ่
แม้ว่าทายาทสายตรงจะมีไม่มาก มีเพียงเด็กสองคนในรุ่นหลาน
แต่จำนวนบุตรสายรองนั้นมีมากมาย และทุกคนล้วนมีตำแหน่งใน
ราชสำนัก เมื่อรวมกับแม่ทัพเจียงที่ออกรบอยู่ข้างนอก ก็ทำให้
ตำแหน่งของตระกูลชนชั้นสูงนี้มั่นคงได้อย่างยิ่ง
แต่ความมั่นคงนี้จะคงอยู่ตราบเท่าที่แม่ทัพเจียงยังอยู่ หากตระกูล
เจียงไม่มีผู้ใดอยู่ในกองทัพ เพียงอาศัยตำแหน่งไม่กี่ตำแหน่งในราช
สำนัก สถานะของตระกูลก็จะต้องตกต ่าลงอย่างแน่นอน
หากมองระยะยาว ตระกูลเจียงก็ควรมีแม่ทัพอีกสักคน แต่เจียง
เฉิงเยวี่ยนผู้เป็นทายาทสายตรงกลับเลือกที่จะสอบขุนนาง เช่นนั้น
พวกเขาจะให้เจียงเฉิงเฟิงกับลูกหลานคนอื่น ๆ ที่เป็นสายรองไปเข้า
กองทัพหรือ?
ความสงสัยนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมาในใจของจ่างเยี่ยน ทันใดนั้น
สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นคุณชายรองเจียงที่กำลังโบกพัดอยู่
เขาจึงถึงกับอึ้งไป
เจียงเฉิงเฟิงและเจียงเฉิงเยวี่ยนซึ่งเป็นหลานชายคนโตและคน
รองของตระกูลเจียงยังไม่ไปเข้าร่วมกองทัพ เด็ก ๆ ที่อายุน้อยกว่าก็
ยิ่งไม่อยากไป เพราะที่นั่นคือสนามรบ เป็นที่ที่กระบี่ไม่มีตา
จ่างเยี่ยนถอนหายใจ เขาคล้ายจะเข้าใจว่าทำไมเจียงเฉิงเยวี่ยน
ถึงละทิ้งเส้นทางทหารมาเป็นขุนนาง ตระกูลเจียงต้องมีผู้อาวุโสที่มอง
การณ์ไม่ไกลแต่รักลูกหลานสุดหัวใจ นางตัดความคิดที่จะให้เจียง
เฉิงเยวี่ยนเข้าร่วมกองทัพ แล้วบังคับให้เขาสอบขุนนาง แม้ว่าใน
อนาคตสถานะของตระกูลเจียงจะตกต ่าลง แต่เจียงเฉิงเยวี่ยนก็จะมี
ชีวิตที่ปลอดภัยไปตลอด
หากมองภาพรวมทั้งหมด ความคิดเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อการ
ก้าวหน้าของตระกูลเจียงเลย
แต่หากมองในมุมของมารดาคนหนึ่ง การหวังให้บุตรมีชีวิตที่ดีก็
ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
“ทำไมต้องเป็นมารดา ไม่ใช่ท่านย่าหรอกหรือ?” เจียงเซิงถาม
ขึ้นมากะทันหันจากด้านข้าง
จ่างเยี่ยนถึงเพิ่งพบว่าตนเองกำลังวิเคราะห์อยู่ และเผลอพึมพำ
ออกมา
เขาเม้มปากเก้อเขิน เมื่อเห็นพี่สี่กับน้องสาวมีสีหน้าอยากรู้อยาก
เห็น จึงกระแอมแล้วตอบว่า “เพราะหากฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมีวิสัยทัศน์
สั้น ก็คงไม่มีแม่ทัพใหญ่เจียงในวันนี้แล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงสามารถสนับสนุนให้บุตรชายของนางเป็นแม่
ทัพได้ แต่ไม่อาจบังคับให้หลานชายออกสนามรบ เพราะหลานชาย
ยังมีมารดา และนางเป็นเพียงย่าคนหนึ่งเท่านั้น
“ถ้าเช่นนั้น ท่านย่าผู้นี้ช่างเป็นคนที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ” เจียงเซิง
กล่าวเสียงใสแจ๋ว “เหมือนกับข้าที่แม้จะเป็นห่วงพี่สามมาก แต่ก็ต้อง
สนับสนุนให้เขาไปชายแดน”
จ่างเยี่ยนกลั้นหัวเราะ ไม่พูดอะไรต่อ
เวินจืออวิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง ไม่แน่ใจว่าน้องสาวกำลังชมฮู
หยินผู้เฒ่าเจียงหรือกำลังยกย่องตัวเองกันแน่
มีเพียงเจียงเซิงที่ยังไม่รู้สึกตัว นางปีนกลับไปที่หน้าต่างบานเล็ก
อีกครั้ง แล้วสบตากับคนตระกูลเจียงที่เพิ่งพูดถึงเมื่อครู่พอดี
“ขิงน้อย…”
คุณชายเจียงเฉิงเยวี่ยนที่กำลังโบกพัด มีสีหน้ายินดี เขากำลังจะ
เดินไปทักทาย แต่เหลือบไปเห็นเจียงเฉิงฮวนที่สีหน้าไร้อารมณ์จึง
หยุดฝีเท้าลงทันที
“พี่ใหญ่ มีอะไรหรือ” เจียงเฉิงเฟิงเอ่ยถามไม่จริงจัง “ท่านสนใจ
สาวน้อยบ้านไหนอีกเล่า บอกท่านย่าให้ไปสู่ขอให้เสียสิ”
เจียงเฉิงเยวี่ยนตบหัวเขาเบา ๆ “กลางวันแสก ๆ เจ้าพูดอะไร
เหลวไหลอย่างนี้”
“ข้ารู้แล้ว ๆ” เจียงเฉิงเฟิงยิ้มกว้าง “เดี๋ยวพวกเราค่อยคุยกันเป็น
การส่วนตัวแล้วกัน”
เจียงเฉิงเยวี่ยนยังไม่ทันได้ตอบ คุณหนูสี่เจียงเฉิงอวี่ที่อยู่ข้าง ๆ
ก็โมโหขึ้นมา นางเหยียบเท้าพี่ชายของตนเองแรง ๆ แล้วกัดฟันพูด
เสียงเบา “พี่รอง อย่าลืมว่าท่านยังพาน้องสาวมาด้วย”
เจียงเฉิงเฟิงสูดลมหายใจเฮือก ใช้พัดปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง
ตระกูลเจียงมีหลานสาวสองคน คุณหนูสามเจียงเฉิงฮวนแม้จะ
เย็นชาไปบ้าง แต่กิริยามารยาทภายนอกล้วนไม่มีที่ติ อ่อนโยน
ละเอียดรอบคอบ มีแต่คอยช่วยเหลือพี่ชาย ไม่เคยเหยียบเท้าพี่ชาย
เลยสักครั้ง
คุณหนูสี่เจียงเฉิงอวี่นั้นแข็งกร้าวมากกว่า นิสัยใจคอไม่ยอมคน
มักมีปัญหากับพี่ชายแท้ ๆ ของนางอย่างเจียงเฉิงเฟิงบ่อย ๆ พวกเขา
ทะเลาะกันเป็นประจำ ไม่มีใครยอมใคร
“ข้าอิจฉาท่านจริง ๆ” เจียงเฉิงเฟิงฉวยโอกาสบ่น “ที่มีน้องสาว
อ่อนโยนแบบนี้”
เจียงเฉิงเยวี่ยนหดคอ
น้องสาวของเขาตอนมีความสุขก็อ่อนโยนมาก แต่พอโกรธ
ขึ้นมาก็น่ากลัวยิ่งกว่าน้องสาวคนที่สี่เสียอีก บางครั้งเขาก็ชอบวิ่งไล่
เล่นกับนางมากกว่าต้องคอยระวังตัวและเอาอกเอาใจนาง
แต่น้องสาวสี่นั้นก้าวร้าวเกินไป นางไม่ยอมปล่อยใครไปง่าย ๆ
หากพวกนางสองคนสามารถรวมเข้าด้วยกันได้…เหมือนกับขิง
น้อยก็คงจะดี
เจียงเฉิงเยวี่ยนเหลือบมองไปทางรถม้าอีกครั้ง น่าเสียดายที่
เด็กหญิงหันศีรษะกลับเข้าไปแล้ว เขาจึงไม่อาจเห็นใบหน้ากลมป้อม
ที่กำลังยิ้มแย้มนั้นได้อีก
แม้ว่าจะได้เห็นอีกครั้งแล้วจะทำอย่างไรได้ เขาไม่อาจทำให้
น้องสาวต้องเสียใจเพราะผู้อื่น
เจียงเฉิงเยวี่ยนก้มหน้าลงด้วยความหดหู่ เฝ้ารอให้การสอบ
สิ้นสุดลง เพื่อจะได้ไปสอบถามประสบการณ์จากเหล่าบัณฑิตพวก
นั้น
เจียงเฉิงเฟิงก็หยุดพูดไปอย่างหาได้ยาก
เมื่อรอบข้างตกอยู่ในความเงียบ เสียงสนทนาจากที่ไกล ๆ ก็
เปลี่ยนจากคลุมเครือเป็นชัดเจน
“เอ๊ะ เมื่อวานยังมีร้านขายเกี๊ยวน ้าอยู่ตรงนี้ ทำไมวันนี้ถึงหายไป
แล้วเล่า”
“ได้ยินว่าไปทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจเข้าน่ะสิ ชู่ เจ้าอย่าถามหา
อีกเลย”
“ตอนนั้นข้าอยู่ที่นั่นด้วย ดูเหมือนว่าเขาจะทำให้ผู้อาวุโสท่าน
หนึ่งไม่พอใจ โชคดีที่มีเด็กสาวคนหนึ่งมาช่วยเหลือ…”
เมื่อได้ยินคำสำคัญสามคำนี้ พี่น้องตระกูลเจียงต่างเงยหน้าขึ้น
พร้อมกัน ไม่ว่าจะเศร้าหมองหรือเจ็บปวดตรงนิ้วเท้า คนทั้งหมดก็
ล้วนเคร่งขรึมและเย็นชา
พวกเขาเพิ่งรู้เมื่อคืนนี้เองว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านย่าสวมเสื้อผ้า
ธรรมดาและออกมาทานเกี๊ยวข้างนอก และเกือบจะถูกคนของร้าน
เกี๊ยวหลอกเอา โชคดีที่มีเด็กสาวคนหนึ่งยื่นมือเข้าช่วยเหลือท่านย่า
ทันเวลา
ปกติแล้ว เรื่องน่าอายเช่นนี้ยิ่งมีคนรู้น้อยก็ยิ่งดี แต่ไม่รู้ว่าทำไม
ท่านย่าถึงบอกหลานชายหลานสาวทั้งสี่คนและกำชับพวกเขาว่า
ไม่ให้ไปคิดแค้นกับร้านขายเกี๊ยว
เจียงเฉิงเยวี่ยนรับปากอย่างซื่อตรง แต่ร้านเกี๊ยวก็ยังหายไป
สายตาของเขากวาดมองเจียงเฉิงอวี่ที่ปิดบังอะไรไม่เป็น เจียงเฉิง
ฮวนที่ไม่สนิทสนมกับท่านย่า และสุดท้ายก็มองเจียงเฉิงเฟิงที่ชัดเจน
ว่าเขากำลังรู้สึกผิด เจียงเฉิงเยวี่ยนจึงต้องแสดงความเป็นพี่ใหญ่
“เจ้าบอกมา มันเกิดอะไรขึ้น”
“พวกเราเป็นถึงตระกูลเจียง แต่ท่านย่าถูกรังแกเช่นนี้ ถ้าไม่ลง
มือก็ไม่ถูกต้องสิขอรับ” เจียงเฉิงเฟิงพูดอย่างเก้อเขิน
แต่คนงานร้านเกี๊ยวไม่รู้สถานะของท่านย่า และท่านย่าก็ไม่ได้
พกเงินติดตัวมาจริง ๆ อีกฝ่ายแค่ดื้อรั้นไปหน่อย ไม่ถึงขั้นต้องทำให้
คนสูญเสียอาชีพที่ทำมาหากินหรอก
“ข้าคิดว่า ท่านย่าคงต้องการให้พวกเราขอบคุณเด็กสาวที่ยื่นมือ
มาช่วยเหลือมากกว่า” เจียงเฉิงเยวี่ยนพูดเสียงเข้ม “ไม่ใช่ไปคิดแค้น
เจ้าของร้านเกี๊ยว”
จังหวะนั้นเจียงเซิงกระโดดออกมาจากรถม้าพอดี
ชาวบ้านคนนั้นชี้ไปที่นางอย่างยินดี พลางกล่าวว่า “เป็นนาง
เด็กผู้หญิงคนนั้นแหละ นางยังเรียกข้าว่าท่านลุงเชียวนะ ช่าง
ปากหวานเสียจริง”