พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 272 เจียงเซิงสับสน
ผู้มาเยือนมีรูปร่างสูงโปร่งบอบบาง ใบหน้างดงามไม่ธรรมดา
ประดับรอยยิ้มอ่อนหวาน เป็นพี่สาวเหยาซือชิงที่ไม่ได้พบกันมา
หลายวัน
นางก็คือสหายเพียงคนเดียวของเจียงเซิงในเมืองหลวงแห่งนี้
“ยืนเหม่ออยู่ทำไมเล่า” เหยาซือชิงยิ้มพลางยื่นมือออกมาลูบ
แก้มนางอย่างคุ้นเคย “อืม ยังกลมอยู่เลย ข้าไม่ได้สอนเจ้าหรือว่าต้อง
กินผักเยอะ ๆ”
“แต่พี่สาวเหยา ขาหมูมันอร่อยมากนี่นา” เจียงเซิงตอบงุนงง “ข้า
เองก็ผอมลงแล้ว ท่านลูบแก้มใครกันแน่”
คำพูดนี้นับว่ามีเหตุผล
เหยาซือชิงเกือบจะล้มเลิกความคิดที่จะสอนให้เจียงเซิงลด
น ้าหนัก นางกล่าวอย่างอดกลั้นว่า “แต่เจียงเซิงน้อย หากเด็กผู้หญิง
อ้วนเกินไปจะไม่มีชายหนุ่มมาชอบนะ”
“ไม่จริงหรอก เพราะพี่ชายของข้าชอบข้ามากเลย” เจียงเซิงยก
มือเท้าเอว “พี่ชายทุกคนชอบข้าทั้งนั้น”
พวกเขาบอกว่าอ้วนหน่อยก็ดี กินได้เยอะ ๆ เป็นเรื่องที่ดี
เหยาซือชิงเกือบจะถูกโน้มน้าวอีกครั้ง นางอ่อนใจกล่าวว่า “ที่
จริงข้าก็ไม่อยากให้เจ้าผอมลงหรอก แต่เจียงเซิง เจ้าต้องโตขึ้น ต้อง
กลายเป็นหญิงสาวผู้งดงามสง่า”
แต่ในเมืองหลวงมีสาวงามมากมายเหลือเกิน ไม่ด้อยไปกว่าเจียง
เซิงสักคนด้วย
ลองนึกถึงสตรีผู้สูงศักดิ์จากตระกูลชนชั้นสูงที่กินผักแค่วันละ
สองก้านเพื่อรักษารูปร่างสิ เอวบางร่างน้อยจนกอดได้รอบหนึ่ง
ร่างกายบอบบางอ่อนแอจนแตะต้องไม่ได้ เพียงผลักเบา ๆ ก็ล้มลง
แล้ว
แต่เจียงเซิงกลับไม่อาจถูกคนสองหรือสามคนผลักล้มได้
เหยาซือชิงรู้สึกว่านางเป็นเช่นนี้ก็ดีอยู่ อย่างน้อยก็ตอนนี้
“ช่างเถอะ ๆ วันหน้าเจ้าโตขึ้นก็ผอมลงเอง” นางปลอบใจตัวเอง
เช่นนั้น แล้วจูงมือเจียงเซิง “มาถึงเรือนโยวหรานทั้งที พี่สาวจะพาเจ้า
ไปกินข้าวเอง กินได้ตามใจชอบเลยนะ”
“เจ้าจำที่ข้าสอนเจ้าก่อนหน้านี้ได้หรือไม่? อย่ายิ้มให้ใครง่าย ๆ
ต้องเดินเข้าไปอย่างสง่างาม ต้องเข้าห้องรับรองส่วนตัว ต้องรักษา
ท่าที…”
นางช่างเป็นพี่สาวผู้งดงามเหลือเกิน เพียงแต่พูดมากไปหน่อย
เจียงเซิงถูกลากถูกจูงเข้าไปในเรือนโยวหรานด้วยความสับสน
เถ้าแก่ใหญ่กำลังคิดบัญชีอยู่ เห็นเหยาซือชิงมาก็เตรียมจะมา
คำนับ แต่พอเหลือบเห็นเจียงเซิงก็ตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่พูด
ติดขัดว่า “คะ คุณหนูมาแล้ว”
เห็นได้ชัดว่าฮูหยินผู้เฒ่าเจียงได้ประกาศสถานะของเจียงเซิง
แล้ว เถ้าแก่ใหญ่นึกถึงความหยิ่งยโสของตนในอดีต นึกกลัวว่าจะถูก
ขุดคุ้ยเรื่องเก่าขึ้นมา
“ข้าต้องการห้องรับรองบนชั้นสอง” เหยาซือชิงเอ่ยกะทันหัน
เถ้าแก่ใหญ่จึงรู้สึกโล่งอกราวกับได้รับการอภัย เขาเช็ดเหงื่อแล้ว
รีบไปจัดการ
เมื่อทั้งสองนั่งลงแล้ว เขาก็รีบส่งคนยกน ้าชามาให้อย่างเร่งรีบ
และฟังเหยาซือชิงสั่งอาหารคล่องแคล่วราวกับสายน ้า ใบหน้าของ
เขายังคงประจบสอพลออยู่ตลอดเวลา
ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งเขาก็เคยยิ้มให้เจียงเฉิงฮวนแบบนี้เหมือนกัน
เจียงเซิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย นางนึกถึงการปะทะกับเจียงเฉิงฮวน
ที่เกิดขึ้นหลายครั้งที่นี่ แม้ว่านางจะไม่ได้เสียเปรียบมากนัก แต่ความ
น่าเกรงขามและความสง่างามที่มาพร้อมกับสถานะของคนตระกูล
ใหญ่ก็ประทับอยู่ในใจนางไม่มีวันลบเลือน
โดยเฉพาะในครั้งที่เกือบจะทะเลาะกันนั้น แม้ว่าจะได้ระบายความ
ไม่พอใจออกไป แต่การตัดขาดความร่วมมือกันโดยสิ้นเชิงก็จะทำให้
นางสูญเสียทั้งความพยายามและเงินทองอย่างแท้จริง
กลับกัน เรือนโยวหรานนั้นมีกิจการใหญ่โต พวกเขาไม่ได้รับ
ความเสียหายแม้แต่น้อย เพียงแค่ขาดทุนส่วนของค่าขนมไปบ้าง
เท่านั้น
กระทั่งโลกพลิกผัน
เด็กหญิงกำพร้าไร้ญาติขาดมิตรคนนั้นกลับกลายเป็นผู้ที่ได้รับ
การประจบสอพลอ ส่วนเจียงเฉิงฮวนก็ได้ยินว่านางยังหมดสติอยู่บน
เตียง คล้ายกับกำลังหลบหนีจากบางสิ่งอยู่
นี่คือพลังที่มาจากสถานะใช่หรือไม่?
ผู้ที่ไต่เต้าจากเบื้องล่างขึ้นมาจนถึงจุดนี้ได้ หากบอกว่ารู้สึกไม่
ชอบก็คงเป็นคำโกหก แต่สิ่งที่ได้มาง่ายเกินไปมักจะทำให้คนรู้สึก
หวาดกลัว ไม่รู้สึกมั่นคงเหมือนกับสิ่งที่ได้มันมาด้วยตัวเอง
เมื่อเหยาซือชิงสั่งอาหารเสร็จ นางก็หันมากำชับว่า “ข้าสั่ง
อาหารจานเด็ดของร้านครบแล้ว เจ้าสิ่งอาหารอย่างอื่นเพิ่มได้
ตามใจชอยเลยนะ วางใจเถอะ พี่สาวคนนี้มีเงินพอ”
“พอแล้วเจ้าค่ะ ๆ” เจียงเซิงส่ายหน้า “ท่านอย่าสิ้นเปลืองเลยจะ
ดีกว่า”
เถ้าแก่ใหญ่รีบถอยออกไปด้วยความเกรงใจ จัดคนให้เตรียม
อาหารและยกมาเร็วที่สุด
ห้องรับรองกลับคืนสู่ความเงียบ
เหยาซือชิงจิบชาหลงจิ่งชั้นดี ไม่ลืมที่จะถาม “เมื่อครู่เจ้าลังเล
อะไรอยู่ที่หน้าประตูหรือ? หากเจ้าถือว่าข้าเป็นสหายก็เล่าออกมา
เถอะ หากช่วยได้ข้าก็จะช่วยเจ้าแน่นอน”
เจียงเซิงบิดนิ้วไปมา ไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงตัดสินใจ “ข้ารู้ว่าพี่สาวเหยามีฐานะไม่
ธรรมดา ท่านคงเป็นคุณหนูตระกูลเหยาแห่งเมืองหลวง ข้าจะเล่าเรื่อง
ของตระกูลเจียงให้ท่านฟัง แต่ท่านอย่าหัวเราะข้านะ”
กล่าวจบ นางก็เล่าเรื่องบุตรสาวตัวจริงกับตัวปลอมให้อีกฝ่ายฟัง
พร้อมทั้งเอ่ยถึงความลังเลใจของนางเมื่อครู่
“ข้าอยากถามเรือนโยวหรานว่าต้องการบะหมี่น ้าใสหรือไม่ แต่ก็
ไม่อยากมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเจียงมากนัก” สีหน้าเด็กหญิงเต็ม
ไปด้วยความกังวล “บางครั้งข้าก็รู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝัน
เมื่อตื่นขึ้นมาก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย”
“ข้าไม่ต้องการยศถาบรรดาศักดิ์และความมั่งคั่ง แต่ข้ากลัวว่า
ทุกสิ่งตรงหน้านี้จะเป็นเพียงภาพลวงตา ข้ากลัวว่าจะได้มันมาแล้ว
สูญเสียไป ถ้าเป็นเช่นนั้นมันคงจะดีกว่าถ้าไม่มีอะไรมาตั้งแต่แรก”
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้น นางที่อายุสิบเอ็ดปีค่อย ๆ เรียนรู้การปิดบัง
ความรู้สึก แม้จะโศกเศร้าแต่ก็ไม่ร้องไห้ แต่ฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย
แต่รอยยิ้มเช่นนี้กลับทำให้ผู้คนรู้สึกปวดใจและเศร้าใจยิ่งกว่า
เหยาซือชิงกำผ้าเช็ดหน้าแน่น ในใจรู้สึกอึดอัด
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากด้านนอก เถ้าแก่ใหญ่ร่างอ้วนวิ่งเข้า
มา รีบเอ่ยอย่างใจร้อนว่า “ต้องการ ๆ พวกเราต้องการทุกอย่าง
ต้องการบะหมี่น ้าใส”
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของเหยาซือชิงกับสีหน้าตกตะลึงของ
เจียงเซิง เขาก็ถอยหลังไปสองก้าว แล้วอธิบายว่า “ข้าไม่ได้ต้องการ
มันเพราะตระกูลเจียง ข้ารู้จักบะหมี่น ้าใส มีแขกเคยกินมันที่เขต
อันสุ่ยแล้วมาตามหาที่เมืองหลวง แต่ข้าก็ไม่มีขายให้เขา หากยาก
นักที่จะได้ยินคุณหนูพูดถึงมัน และข้าต้องการมันแน่นอน”
เป็นแค่บะหมี่ธรรมดาแต่กินแล้วกลับมีกลิ่นหอมของเนื้อเข้มข้น
เป็นที่ถูกปากพวกผู้มีอำนาจในเมืองหลวงนัก
ต้องยอมรับว่า แม้เถ้าแก่ใหญ่จะมองผู้คนที่ฐานะ แต่วิสัยทัศน์ใน
การทำการค้านั้นนับว่ายังมีอยู่
เหยาซือชิงพยักหน้า หันไปมองเจียงเซิง แววตาเปี่ยมไปด้วยการ
ให้กำลังใจ
“เช่นนั้น…ข้าจะเปิดโรงผลิตเพื่อทำเส้นบะหมี่ขาวให้ท่าน” เจียง
เซิงสูดหายใจลึก “นี่คือความร่วมมือที่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
เป็นข้อตกลง เป็นการค้า”
ไม่เกี่ยวกับตระกูลเจียง และไม่เกี่ยวกับฐานะคุณหนูผู้สูงศักดิ์แห่ง
ตระกูลเจียงด้วย
“ตกลง ๆ ๆ” เถ้าแก่ใหญ่รับปากทันที “อาหารมาแล้ว พวกท่าน
ทานให้อร่อยนะขอรับ ข้าจะออกไปต้อนรับแขกข้างนอกก่อน”
พูดจบก็จัดวางอาหารจนเรียบร้อย แล้วใส่ใจปิดประตูห้องให้อีก
ด้วย
ห้องรับรองกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
อาหารจานเนื้อส่งกลิ่นหอมฉุยถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะ
ทั้งหมดล้วนเป็นเนื้อวัวเนื้อแกะที่หาได้ยากยิ่งในยามปกติ ไม่มีเงาของ
ไก่ เป็ด ห่าน และหมูที่พบเห็นได้ทั่วไปเลย
เจียงเซิงนึกถึงขาหมูที่นางชอบที่สุด แม้หนังหมูที่นุ่มกรอบจะน่า
ดึงดูด แต่นางก็กินแค่เนื้อหมูมาหลายปีนี้ เหตุผลหลักก็เพราะวัวและ
แกะนั้นหายากเกินไป คนทั่วไปไม่มีปัญญาจะซื้อ ทั้งยังไม่มีโอกาสได้
กิน
แม้จะเข้าออกเรือนโยวหรานนับร้อยครั้ง แต่นางก็ไม่เคยได้กิน
อาหารในร้านอาหารใหญ่แห่งนี้สักมื้อ
แต่ตอนนี้ ซี่โครงแกะชั้นดีที่เคี่ยวจนเนื้อนุ่มหลุดออกจากกระดูก
แช่อยู่ในน ้าแกงเข้มข้นกำลังเรียกร้องหานาง แต่เจียงเซิงกลับไม่นึก
อยากอาหาร
“เจียงเซิงน้อย เจ้ากินสักหน่อยเถอะ” เหยาซือชิงคีบเนื้อวัวสอง
ชิ้นส่งให้ “วัตถุดิบที่เรือนโยวหรานใช้ล้วนเป็นของดีที่สุด สดใหม่
ที่สุด”
หากเป็นเมื่อก่อน นางคงจะกินไม่ยั้งด้วยความเอร็ดอร่อย
แต่ยามนี้ เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังหม่นหมองทำเพียงส่ายหน้า
เบา ๆ พลางถามด้วยความสงสัยและงุนงง “พี่สาวเหยา หากเป็นท่าน
ท่านจะกลับไปหรือไม่?”