พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 273 ทำไมไม่กินเนื้อแกะ
มือที่กำลังคีบอาหารของเหยาซือชิงชะงักไป
นางรู้ว่าตนเองควรสนับสนุนอย่างไร แต่คำพูดที่จะตอบกลับ
วนเวียนอยู่ในปาก จนกลายเป็นคำถาม “เจ้าต้องการอำนาจของ
ตระกูลเจียง อยากเป็นบุตรสาวของตระกูลเจียงหรือไม่?”
เจียงเซิงส่ายหน้าราวกับระฆัง
ถึงแม้ว่าการมีอำนาจและอิทธิพลจะเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้นางก็
ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ยังมีพวกพี่ชายคอยอยู่เคียงข้าง ความจริงนาง
ก็มีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าต้องการ…ความรักความอบอุ่นจากครอบครัว
สินะ” เหยาซือชิงวางตะเกียบลง “แต่เจียงเซิง ข้าขอบอกเจ้าว่าคนที่
รักเจ้าจริง ๆ จะมาตามหาเจ้าเอง”
ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ากลับไป ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าใช้ร่างกายอัน
บอบบางเผชิญหน้ากับคนในตระกูลใหญ่ ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามา
ตรวจสอบอย่างลังเลใจ และไม่จำเป็นต้องให้เจ้าระมัดระวังเอาอกเอา
ใจใคร
คนที่รักเจ้าจริง ๆ จะกวาดล้างทุกอุปสรรค แล้วปูพรมต้อนรับเจ้า
กลับไป
แต่ในตระกูลเจียงมีใครทำได้เช่นนั้นบ้าง?
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงทำไม่ได้ ดังนั้นอีกฝ่ายจึงเคารพการตัดสินใจ
ของเจียงเซิง
แล้วยังมีใครอีกหรือไม่?
เจียงเซิงไม่ใช่คนโง่ หัวใจที่ผ่านการต่อสู้ดิ้นรนมานั้นใสกระจ่าง
แต่บางครั้งในยามดึกนางก็มักจะฝันถึงมือที่จับมารดาไว้แน่น และ
อยากจะเป็นเด็กน้อยที่ได้รับการปกป้องจากบิดามารดา
แต่ช่วงเวลาที่สูญหายไปเหล่านั้นไม่อาจทดแทนให้ได้ง่าย ๆ ชีวิต
ที่ผิดเพี้ยนไปตั้งแต่แรก ไม่อาจกลับคืนสู่เส้นทางเดิมที่ถูกต้องได้อีก
ใบหน้ากลมมนของเด็กหญิงซีดขาว ริมฝีปากเม้มลงเล็กน้อย
ราวกับจะยิ้ม แต่สุดท้ายก็กลายเป็นการอดกลั้นสุดความสามารถ ใน
เสี้ยวอึดใจที่ไม่อาจทนได้อีก น ้าตาหยดหนึ่งก็ไหลลงมาตามมุมปาก
“ข้าเข้าใจแล้ว พี่สาวเหยา” เจียงเซิงกล่าวเบา ๆ ก่อนจะยิ้มอย่าง
สดใส
รอยยิ้มเช่นนั้นยังดีกว่าไม่ยิ้มเลย
เหยาซือชิงหันหลังให้ด้วยความโศกเศร้า ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหยด
น ้าตา แล้วหันกลับมาพูดด้วยน ้าเสียงร่าเริงว่า “มาเถอะ เจียงเซิงรีบ
กินเนื้อมากมายพวกนี้เร็วเข้า หากไม่กินจะเสียของเปล่านะ”
“อืม ข้าจะกิน!” เจียงเซิงคว้าตะเกียบขึ้นมา แล้วเริ่มแทะเนื้ออย่าง
จริงจัง
เนื้อแกะช่างหอมจริง ๆ เป็นรสชาติที่นางไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน
เนื้อวัวนุ่ม ๆ ก็อร่อยเหลือเกิน อร่อยยิ่งกว่าขาหมูเสียอีก น่า
เสียดายที่ท่านป้าไม่ยอมซื้อมาทำอาหารให้นางกิน
สองเด็กสาวกินอาหารบนโต๊ะหมดไปเกือบครึ่งหนึ่งเพียง
ช่วงเวลาอันสั้น
ส่วนอาหารที่เหลือก็ไม่ได้ทิ้งขว้าง ใช้ให้คนห่อกระดาษน ้ามัน
แล้วนำกลับบ้านไปอุ่นกินอีกที
เมื่อลงมาจากชั้นรับรอง เจียงเซิงก็กลับมาเป็นเด็กหญิงอ้วนท้วน
ผู้มีความสุขอีกครั้ง ในมือถือถุงกระดาษน ้ามันหลายห่อ ใบหน้าเต็ม
ไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะเอาไปให้ท่านป้ากับพวกพี่ชายลองชิมด้วย
พวกเขายังไม่เคยได้กินเนื้อแกะเนื้อวัวเลย”
เถ้าแก่ใหญ่ยืนโค้งคำนับอยู่ข้าง ๆ ส่วนเหยาซือชิงยิ้มน้อย ๆ
หลังเดินออกจากประตูใหญ่ของเรือนโยวหราน เจียงเซิงเหลือบ
ไปเห็นเจียงซานกับเจียงซื่อใกล้กับเสาผูกรถม้า นางชะงักไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะก้าวเข้าไปอีกสองก้าว เห็นเด็กหนุ่มสองคนกำลังนั่งหลับอยู่
บนรถม้า
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรอนานเกินไป เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนต่าง
พิงกรอบประตูรถม้าพักผ่อน แต่ใบหน้ายังคงหันไปทางเรือนโยว
หรานเสมอ
เจียงซานย่องเข้ามา กระซิบเสียงแผ่วว่า “คุณชายสี่คุณชายห้า
เห็นคุณหนูออกมาคนเดียวก็เป็นห่วง จึงตามมาที่นี่ด้วย พวกเขารอ
ท่านมาหนึ่งชั่วยามแล้ว”
พวกเขารู้ว่าน้องสาวไม่มีความสุข จึงไม่ได้บังคับนาง
แต่พวกเขาคอยเฝ้าอยู่ข้างหลังน้องสาว พร้อมปกป้องนาง รอ
คอยนางอยู่ตลอดเวลา
เจียงเซิงรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะร้องไห้อีกแล้ว ทำไมนางถึงต้อง
เศร้าเสียใจกับเรื่องไร้สาระด้วย สิ่งที่นางควรใส่ใจที่สุดคือพวกพี่น้อง
ที่อยู่ตรงหน้านี้ต่างหาก
ไม่รู้ตัวเมื่อไหร่ที่เหยาซือชิงยื่นมือมาตบไหล่นาง แล้วกล่าวลา
กับนางก่อนจากไป
เจียงเซิงมอบห่อกระดาษน ้ามันให้เจียงซาน ก่อนจะย่องเข้าไป
ใกล้รถม้า กำลังครุ่นคิดว่าจะปลุกพี่ชายทั้งสองอย่างไรดี
จ่างเยี่ยนพลันลืมตาขึ้นด้วยความระแวดระวัง พอเห็นว่าเป็น
น้องสาวก็ยิ้มบาง ๆ พลางสะกิดเวินจืออวิ่นที่ยังคงหลับอยู่
“น้องสาว! น้องสาวเป็นอะไรหรือ!” ท่านหมอน้อยเวินสะดุ้งตื่น
เกือบจะตกรถม้า
หลังเห็นเจียงเซิงยิ้มกว้าง เขาก็ยิ้มตาหยีด้วยความดีใจ “ดีจังเลย
ในที่สุดน้องสาวก็มีความสุขแล้ว”
ความรักในครอบครัวนั้นช่างเรียบง่าย เจ้ามีความสุข ข้าก็มี
ความสุข
เจ้าทุกข์ใจ ข้าก็ทุกข์ใจ
เพียงเจียงเซิงสลัดความทุกข์ออกไปได้ หัวใจของเหล่าพี่ชายก็
วางลงได้เสียที
“อา รอมานานแล้ว ข้าหิวจังเลย” เวินจืออวิ่นขยับร่างกายไล่
ความเมื่อย “ท่านป้าคงทำอาหารเสร็จแล้ว พวกเรากลับบ้านไปกิน
ข้าวกันเถอะ”
“ถึงเวลากลับไปกินข้าวแล้ว” จ่างเยี่ยนหันหน้ามา “น้องสาวหิว
หรือไม่”
เจียงเซิงเอามือปิดปากอย่างรู้สึกผิด
นางอยากจะบอกว่าตนเองหิว แต่เรอที่มีกลิ่นเนื้อแกะเต็มปากเต็ม
คำกลับเปิดเผยความจริง
“เจ้ากล้าแอบกินเนื้อแกะลับหลังพวกเราหรือ!” เวินจืออวิ่นกับ
จ่างเยี่ยนบ่นนางพร้อมกัน
“ข้านำมาให้พวกท่านด้วยเหมือนกันนะ” เจียงเซิงพูดเก้อเขิน “มี
ของกินมากมายเลย”
ต้องขอบคุณความใจกว้างของพี่สาวเหยา คืนนั้นคนทั้งเรือนเล็ก
ถึงได้ลิ้มรสชาติอาหารอันโอชะ
หากไม่กลัวว่ามันจะเสีย เจียงเซิงก็อยากจะเก็บไว้ให้สวี่โม่ได้ชิม
บ้าง
แม้จะเก็บไว้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการ
ประนีประนอม นางจึงเสนอว่า “รอให้พี่ใหญ่กลับมา พวกเราค่อยทำ
เนื้อแกะให้พี่ใหญ่กินบ้าง”
จางเซียงเหลียนที่กำลังเก็บโต๊ะเกือบจะทำชามตกแตก
เด็กน้อยช่างไม่รู้จักค่าของเงินเสียจริง เนื้อหมูราคาสิบยี่สิบเหวิน
ยังพอซื้อได้ แต่เนื้อแกะนั้นราคาชั่งละร้อยเหวิน โดยเฉพาะซี่โครงชั้น
ดีแบบนี้ ราคาของมันอาจสูงถึงหนึ่งตำลึงต่อชั่งเลยทีเดียว
การทำอาหารจากเนื้อแกะสักสามถึงห้าชั่ง ย่อมหมายความว่า
ต้องใช้เงินสามถึงห้าตำลึง
ในสายตาของจางเซียงเหลียน นี่ไม่ต่างอะไรกับการใช้จ่ายเงินไป
โดยเปล่าประโยชน์
“เหตุใดเนื้อแกะจึงแพงเช่นนี้เล่า?” เจียงเซิงสงสัย “ข้าเข้าใจว่า
เนื้อวัวแพงเพราะต้องใช้วัวไถนา กฎหมายก็ไม่สนับสนุนให้คนฆ่าวัว
เพื่อกินเนื้อด้วย”
เรือนโยวหรานสามารถซื้อเนื้อวัวได้ เนื่องจากวัวเหล่านั้นตาย
เพราะอายุขัยหรือโรคภัย ในยามนี้การถลกหนังกินเนื้อนับเป็นเรื่อง
ธรรมดา ราคาเนื้อวัวอยู่ที่ประมาณร้อยเหวิน แม้จะถือว่าแพงแต่ก็ยัง
พอซื้อได้
เมื่อเทียบกันแล้ว เนื้อแกะถือว่าแพงลิบลิ่ว
“เพราะจงหยวนให้ความสำคัญกับพืชพรรณ จึงเพาะปลูกพืช
เป็นอาหารเสียส่วนใหญ่ และมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้อยมาก” จ่างเยี่ยนปิด
หนังสือ รับหน้าที่เดิมซึ่งเป็นของพี่ใหญ่ “มีเพียงการเพิ่มผลผลิต
เท่านั้น ราคาจึงจะลดลงตามไปด้วย”
เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ การที่สิ่งของใดที่หายาก
มักจะมีค่าเสมอนั้น เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อย
เจียงเซิงพยักหน้าครุ่นคิด สมองน้อย ๆ ของนางผุดความคิดใหม่
ขึ้นมา “เนื้อแกะแพงเช่นนี้ หากพวกเราเลี้ยงแกะบ้างจะสามารถหา
เงินได้หรือไม่”
เวินจืออวิ่นเงยหน้าขึ้นจากกล่องยาด้วยความประหลาดใจ
แม้แต่จางเซียงเหลียนที่กำลังอุ้มชามกับตะเกียบอยู่ก็อดไม่ได้ที่
จะเหลียวมามอง
เด็กน้อยในบ้านเติบโตขึ้นแล้ว ไม่เพียงสามารถเจรจาร่วมมือกับ
เรือนโยวหรานได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ยังสามารถขยายการค้าขนม
ตามแซ่ที่ทำกำไรสูงให้กับร้านจิ่วเจิน แถมคิดถึงการเลี้ยงวัวเลี้ยงแกะ
อีกด้วย
หากเจิ้งหรูเชียนได้ยินเช่นนี้ เขาคงจะหัวเราะร่าอย่างปลาบปลื้ม
แล้วอุ้มเจียงเซิงหมุนไปรอบหนึ่ง
ถ้าหากเขาอุ้มไหวนะ
น่าเสียดายที่สิ่งที่ผู้คนคิดในยามนี้ บรรพชนรุุ่นก่อนก็เคยคิด
มาแล้ว
จ่างเยี่ยนเคาะมือขวาบนหลังมือซ้าย พูดช้า ๆ ว่า “ไม่ว่าจะเป็น
จงหยวนหรือเมืองหลวงก็ไม่มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ ไม่เพียงพอจะ
รองรับการเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก”
“เรื่องนี้ยังไม่เท่าไหร่ เนื้อแกะของเรามีกลิ่นสาบแรง มีคนที่ทาน
ได้ไม่มาก” เขาหรี่ตาลง ราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง “หากจะพูดถึง
เนื้อที่สดและอร่อย ก็มีเพียงบางพื้นที่ทางตอนเหนือเท่านั้นที่สามารถ
เลี้ยงได้”
แต่ที่นั่นคือแถบชายแดนทางเหนือ สถานที่ที่สงครามไม่เคยหยุด
พัก ใครจะกล้าเสี่ยงชีวิตเพื่อเนื้อคำเดียวกันเล่า
เจียงเซิงรู้สึกหดหู่ทันที
จางเซียงเหลียนเก็บของเสร็จแล้ว จึงเดินมาแกล้งแหย่นางว่า
“เจียงเซิงน้อย เจ้าขายบะหมี่น ้าใสให้ใครแล้วหรือ? ขายให้เรือนโยว
หรานหรือว่าโรงเตี๊ยมที่อื่น?”