พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 274 สัญญาซื้อขายที่ดิน
บะหมี่น ้าใสถือเป็นผลงานชิ้นเอกของจางเซียงเหลียนมาถึง
ตอนนี้ มันผสมผสานความซับซ้อนและความบริสุทธิ์เข้าด้วยกัน
แม้แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถนำมาเป็นจุดขายได้
แต่เดิมนางคิดว่าตนเองจะเปิดร้านบะหมี่ แต่กลับถูกเจิ้งหรูเชียน
ชักชวนให้ร่วมมือกับร้านจิ่วเจิน จนยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพักหายใจ
บะหมี่น ้าใสจึงถูกพักไว้ กระทั่งเจียงเซิงคิดจะเปิดโรงผลิต มันถึง
ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง
จางเซียงเหลียนเห็นด้วยทันที แม้ว่าการเปิดโรงผลิตจะหมายถึง
นางต้องสอนสูตรการทำให้ผู้อื่น นางก็ไม่มีข้อโต้แย้งใด
นั่นเป็นเพียงสิ่งที่มีอยู่ในตำราโบราณ ไม่ใช่สิ่งที่นางคิดค้นขึ้น
เอง การที่มันได้ออกมาสู่โลกมนุษย์และช่วยเหลือพี่น้องสตรีผู้ยากไร้
และสิ้นหวังมากมาย ก็ถือเป็นเกียรติของนางแล้ว
พอเทียบกัน การจะขายสูตรให้ใครนั้นควรค่าแก่การพิจารณา
มากกว่า
หากเป็นเมื่อก่อน พวกเจียงเซิงคงเลือกเรือนโยวหรานโดยไม่
ลังเล ไม่ใช่เพียงเพราะเรือนโยวหรานมีชื่อเสียงอันดีและจ่ายเงินตรง
เวลา แต่ยังเป็นเพราะความเคยชินที่สั่งสมมายาวนาน
หลังจากเกิดความขัดแย้งกันหลายครั้ง ทั้งยังมีเรื่องบุตรสาวตัว
จริงตัวปลอมของตระกูลเจียงโผล่ขึ้นมา ทำให้เจียงเซิงเริ่มลังเลจะ
ร่วมมือกับที่นี่ และกำลังคิดว่าควรเปลี่ยนไปร่วมมือกับโรงเตี๊ยมที่อื่น
หรือไม่
แต่หากทำเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการขัดแย้งกับตระกูลเจียง และไม่
เป็นผลดีต่อความร่วมมือที่มีมาก่อนหน้านี้
คนทั้งบ้านต่างรู้ดีว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก จึงเกิด
คำถามของจางเซียงเหลียนขึ้นมา
แต่ไม่คิดว่า เจียงเซิงจะถูกเหยาซือชิงพาเข้าไปในเรือนโยวหราน
โดยบังเอิญ และเพียงเอ่ยสองสามคำก็ขายบะหมี่น ้าใสออกไปเสียแล้ว
ถึงขั้นลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้วด้วย
เมื่อมองตัวอักษรสีดำบนกระดาษสีขาว รวมถึงรอยนิ้วมือสีแดง
สด และตราประทับสีชาดของศาลาว่าการเมืองหลวง จ่างเยี่ยน
กับเวินจืออวิ่นต่างเอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ขอแสดงความ
ยินดีกับน้องสาวด้วย”
จางเซียงเหลียนยิ้มแย้มอย่างมีความสุข “เรื่องของโรงผลิตคง
ต้องเริ่มเตรียมการแล้วสินะ”
วัตถุดิบของบะหมี่น ้าใสไม่แพง ส่วนใหญ่เป็นเพราะวิธีทำ
ซับซ้อน ในเขตอันสุ่ยจึงขายได้ราคาชั่งละหนึ่งตำลึง หนึ่งชั่งทำบะหมี่
น ้าใสได้สี่ชาม เถ้าแก่ฮ่าวขายชามละห้าร้อยเหวิน คิดกำไรเป็นสอง
เท่า
ข้าวของในเมืองหลวงราคาแพง ค่าแรงก็สูง ทั้งสองฝ่ายจึงตกลง
กันโดยปริยายว่าให้เพิ่มราคาเป็นสองเท่าทั้งหมด
พวกเขาไม่ได้กดราคาต ่าเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น และไม่ได้ลดราคา
เพราะสถานะของเจียงเซิง เถ้าแก่ใหญ่ก็คือเถ้าแก่ใหญ่ แม้จะเป็นคน
ที่รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ แต่เมื่อทำการค้าก็มีหลักการของ
ตนเอง
ไม่แปลกที่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงจะไว้วางใจมอบเรือนโยวหรานใน
เมืองหลวงให้เขาดูแล
“ข้าจะไปเช่าลานบ้านที่เหมาะสมเดี๋ยวนี้เลย” เจียงเซิงกล่าวอย่าง
จริงจัง “ท่านป้าช่วยตรวจนับจำนวนท่านป้าท่านน้าที่จะมาทำงาน
ด้วยนะเจ้าคะ”
นางลุกขึ้นและเดินออกไป
จ่างเยี่ยนขยับปาก ประหนึ่งจะกำชับบางสิ่ง
เจียงเซิงหยุดฝีเท้าลงทันใด “การนับจำนวนแค่ช่วยให้รู้ว่ามีใคร
บ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะจ้างพวกนางทำงานทั้งหมด ท่านป้า
ต้องพูดให้ชัดเจนนะ”
นางเปิดโรงผลิตก็เพื่อช่วยเหลือท่านป้าท่านน้าที่ลำบากยาก
เข็ญ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของการหาเงินทำกำไร ไม่อาจทำเพราะ
ความสงสารจนต้องขาดทุนหรือให้ทานโดยไม่มีขอบเขต
หลายปีที่นางเร่ร่อนมา เจียงเซิงไม่รู้หนังสือ ไม่เข้าใจศิลปะการ
ดีดพิณ หมากรุก เขียนอักษรหรือการวาดภาพ แม้แต่มารยาท
พื้นฐานที่สุดนางก็ยังไม่รู้
แต่นางรู้จักคุณธรรม ความละอายใจ และรู้ว่าความเมตตาต้องมี
ให้อย่างเหมาะ นางเคยเห็นเศรษฐีจอมตระหนี่ และเคยเห็นคนใจบุญ
ที่ใจกว้างเกินไปจนทรัพย์สมบัติหมดตัว
ชาวบ้านในหมู่บ้านสิบลี้ยังสอนนางด้วยการลงมือทำจริงว่า
ความเมตตาควรทำอยู่บนพื้นฐานของการรักษาผลประโยชน์ของ
ตนเอง อย่าทำชั่วแม้เพียงเล็กน้อย และอย่าละเลยการทำดีแม้เพียง
เล็กน้อยด้วย
อีกอย่าง นางยังต้องเก็บเงินในบ้านไว้ให้พี่ชายแต่งงานอีก
เจียงเซิงพึมพำ แล้วเดินออกไป
เพราะร่างกายตอนเด็กขาดสารอาหารมามาก นางจึงไม่ได้ตัวสูง
นักและรูปร่างตอนนี้ก็ดูกลมมน แต่ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็นนี้ ทุก
ย่างก้าวที่นางเดินไป ร่างกายกลับดูเติบโตขึ้นทีละนิด
เด็กหญิงที่เคยต้องรับการปกป้องจากพี่ชายในเขตอันสุ่ย และ
หวังเพียงแค่อาหารมื้อหนึ่ง บัดนี้ได้เดินทางมาถึงเมืองหลวง และใน
ที่สุดก็สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองแล้ว
“เหมือนว่าพวกเราคงต้องพยายามให้มากกว่านี้” จ่างเยี่ยนหัน
ไปยิ้มให้เวินจืออวิ่น “ไปกันเถอะพี่สี่”
“ได้” เวินจืออวิ่นอุ้มกล่องยาลุกขึ้นยืน
สองพี่น้องคู่นี้หากไม่ต่างคนต่างยุ่ง ก็ต้องเดินตามหลังเจียงเซิง
แทบไม่เคยอยู่เพียงลำพัง
เพราะทุกครั้งที่เป็นเช่นนั้น มักหมายถึงว่ามีใครสักคนกำลัง
วางแผนเล็ก ๆ น้อย ๆ
ที่ร้านของพ่อค้านายหน้า
เจียงเซิงบอกสถานที่ความต้องการของตนว่า ต้องราคาถูก มี
พื้นที่กว้าง สามารถดัดแปลงเป็นโรงผลิตได้
หมายความว่ามันต้องไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตใจกลางเมืองหลวง อย่าง
น้อยก็ต้องห่างจากกั๋วจื่อเจี้ยนราวหนึ่งชั่วยามจึงจะมีราคาถูก แต่ก็ยัง
ไม่แน่ว่าจะมีพื้นที่กว้างขวาง
“หนึ่งชั่วยาม แทบจะออกนอกเมืองแล้วไม่ใช่หรือ” เจียงเซิงส่าย
หน้า “ไกลเกินไป”
โดยปกติโรงผลิตต้องทำงานสี่ถึงห้าชั่วยาม ไปกลับสองชั่วยาม
กินอาหารใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม แล้วยังต้องวุ่นวายกับเรื่องจุกจิกอีก
แม้แต่จะนอนสี่ชั่วยามก็ยังยากเย็น
แม้ว่าการจ้างงานชั่วคราวจะกล่าวกันว่าเป็นงานที่หนักแต่ได้เงิน
มาก แต่เจียงเซิงก็ไม่ได้ตั้งใจจะกดขี่ขูดรีดพวกเขาอย่างนั้น
“เพราะที่นี่คือเมืองหลวง” นายหน้าปิดสมุดบันทึก “ยกเว้นย่าน
ใจกลางเมืองที่เป็นบ้านของพวกคนรวย ส่วนใหญ่แล้วบ้านเรือนที่
เหลือก็ค่อนข้างคับแคบ มักเป็นบ้านสองลานสามลาน ราคาก็ไม่ได้
ถูกด้วย”
เมืองหลวงคือตัวแทนของคำว่าที่ดินมีค่าดั่งทองคำนั่นเอง
“ตามความเห็นของข้า แทนที่เจ้าจะเสียเงินมากมายเช่าบ้านใน
เมืองหลวง สู้ไปซื้อเรือนพักอยู่นอกเมืองเลยจะดีกว่า ราคาถูกกว่า
พื้นที่กว้างขวางกว่า ซ ้าต่อไปยังประหยัดค่าเช่าได้อีก” นายหน้าคนนี้
ก็คือคนที่ก่อนหน้านี้ถูกเจิ้งหรูเชียนเจรจาต่อรองจนพูดไม่ออก เขา
พูดจาตรงไปตรงมา
เจียงเซิงครุ่นคิดพลางลุกขึ้นยืน ก่อนจะกล่าวขอบคุณแล้วจาก
ไป
ไม่ใช่ว่านางไม่เคยคิดจะซื้อเรือนพัก แต่ความจริงแล้วเงินในมือ
นางมีไม่มากนัก
พอนับดูแล้ว พวกนางพี่น้องเริ่มทำการค้าตั้งแต่ที่อำเภอเซี่ย
หยาง จนมาถึงเขตอันสุ่ย แล้วก็มาถึงเมืองหลวง ทั้งหาทั้งใช้ กิจการ
ขยับขยายไปไม่น้อย แต่กลับไม่ได้เก็บออมเงินเอาไว้มากนัก
โดยเฉพาะคราวที่เจิ้งหรูเชียนจากไปครั้งก่อน เขาเกือบจะเอา
เงินในบ้านไปจนหมด
โชคดีที่ร้านจิ่วเจินในเดือนนั้นทำกำไรได้บ้าง แต่ก็เป็นเงินไม่กี่
ร้อยตำลึง ไม่พอจะซื้อเรือนพักนอกเมืองหลวงได้เลย
แต่เจียงเซิงเป็นคนจนหรือ?
ไม่เลย
ร้านจิ่วเจินสามารถสร้างกำไรได้อย่างน้อยสี่ร้อยตำลึงทุกเดือน
โรงผลิตมีประมาณหนึ่งร้อยตำลึง โรงผลิตที่เขตอันสุ่ยให้ผลกำไร
ค่อนข้างต ่าแต่ก็มีกำไรห้าร้อยตำลึงต่อปี หลังแผนการขนส่งของเจิ้ง
หรูเชียนทำสำเร็จ กำไรใหม่ก็จะเพิ่มขึ้นอีก
หากจะโทษก็ต้องโทษที่พวกเขายังอายุน้อยเกินไป มีเวลาสะสม
เงินทองน้อยเกินไป แต่มีความทะเยอทะยานมากเกินไป ถึงขนาดที่
แม้แต่เรือนพักนอกเมืองหลวงก็ยังหาซื้อไม่ได้
เจียงเซิงถอนหายใจ นางกำลังจะกระโดดขึ้นรถม้า แต่จู่ ๆ ก็ได้
ยินเสียงบางอย่าง
เจียงซานเจียงซื่อที่อยู่ด้านหลังตั้งท่าเตรียมพร้อมทันที คนหนึ่ง
ปกป้องนาง ส่วนอีกคนมองไปรอบ ๆ
ทันใดนั้นก็เหมือนจะมีบางสิ่งลอยผ่านอากาศมาตกลงตรงหน้า
เจียงซานตื่นตัวทันใด “ข้ารู้สึกว่ามีเสียงฝีเท้าตามมาตั้งแต่แรก
แล้ว ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง เจ้าคนชั่วกันที่กล้าปาอาวุธมายามกลาง
วันแสก ๆ เช่นนี้!”
เจียงซื่อไม่พูดอะไร เขาจ้องมองสิ่งนั้นอยู่ครู่ใหญ่ “พี่สาม ท่านไม่
รู้สึกหรือว่านี่เป็นแค่ก้อนกระดาษ?”
เจียงซานที่กำลังจะฆ่าฟันทุกทิศทางชะงักค้างอยู่กับที่
แต่ใครกันจะมาตามหลังมา และโยนก้อนกระดาษมาให้
เป็นบัณฑิตที่ยังไม่ได้เข้าสำนักศึกษาหรือ?
หรือว่าเป็นคนป่วยสมองพิการ??
ขณะที่ทั้งสองกำลังพิจารณาอยู่นั้น เจียงเซิงก็กระโดดลงมาจาก
รถม้า ก้มลงเก็บก้อนกระดาษขึ้นมา แล้วคลี่ออก
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือตัวอักษรสีดำบนกระดาษขาวที่เขียน
ชัดเจน บนนั้นบันทึกรายละเอียดของบ้านสี่ลานที่อยู่ใกล้กับกั๋วจื่อ
เจี้ยน เพิ่งสร้างได้ไม่นาน มีทั้งสวนทั้งลานบ้าน นับว่าเป็นสถานที่ที่
เหมาะสมมาก
ตามราคาที่นายหน้าให้มา บ้านแบบนี้แค่จะเช่าก็ต้องใช้เงินปีละ
สามสี่ร้อยตำลึง หากจะซื้อก็ต้องใช้เงินอย่างน้อยหนึ่งพันตำลึง แล้ว
ทำไมถึงมีคนเอาสัญญาซื้อขายที่ดินมาโยนทิ้งเล่น ๆ เช่นนี้
พอเจียงเซิงเคลื่อนสายตามองต่อไป ก็เห็นชื่อเจ้าของบ้านอย่าง
ที่คาดไว้ ‘เจียงเฉิงเยวี่ยน’