พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 275 ความรู้สึกผิดของพี่ชายเจียง
ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจความซับซ้อนในใจของเจียงเฉิงเยวี่ยน
ได้
เมื่อรู้ว่าเจียงเซิงคือน้องสาวแท้ ๆ ที่เขาควรจะพยายามตามหา
แต่กลับไม่ได้ทำเพราะเหตุผลต่าง ๆ นานา ตอนแรกเขาถูกความรู้สึก
ยินดีถาโถมใส่จนมึนงง และอยากจะรับนางกลับบ้านทันที
ทว่าเพียงนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ รวมถึงภาพที่เขา
หันหลังจากไปทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้านาง เจียงเฉิงเยวี่ยพลันรู้สึกว่ามี
เหงื่อเย็นผุดซึมบนแผ่นหลัง
ดูท่าว่าเขาจะไม่ใช่พี่ชายที่ดีพอ
ที่อำเภอเซี่ยหยางเขาเดินสวนทางกับนาง ที่เขตอันสุ่ยเขาเห็น
นางล้ม ที่ร้านจิ่วเจินเขาถอยห่างออกมาจากประตู ที่เรือนโยวหราน
เขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ที่สำนักสอบเขารีบร้อนจนพาเฉิงฮวนกลับบ้าน
แค่คนเดียว
ไหล่ของเจียงเฉิงเยวี่ยนห่อลงเล็กน้อย ตอนที่เรื่องเกิดขึ้นเขาคิด
ว่าตนเองมีเหตุผลอันสมควร แต่เมื่อนึกย้อนกลับไป เขากลับรู้สึกว่า
ตนไม่ยุติธรรมกับขิงน้อย
นางคือเด็กสาวที่ตระกูลเจียงตามหามานานสี่ปี
ด้วยคำสั่งของท่านย่า เขาไม่กล้าเข้าใกล้ขิงน้อย แต่ก็ยังอยาก
ทำอะไรสักอย่าง ทำอะไรให้นางอีกสักหน่อย
เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดในใจของตนเอง และเพื่อความ
รับผิดชอบหน้าที่ในฐานะพี่ชาย
เช่นเดียวกับลานบ้านที่นางกำลังต้องการ
ในเมืองหลวงนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าพื้นที่ทุกตารางนิ้วนั้นมีค่า ลาน
บ้านที่มีทำเลที่ดีจริง ๆ แทบทั้งหมดล้วนอยู่ในมือของคนตระกูลใหญ่
แม้คนธรรมดาจะมีเงินก็หาซื้อไม่ได้
สิ่งที่อยู่ในมือของเจียงเฉิงเยวี่ยนนี้ เป็นของส่วนตัวที่ท่านปู่แอบ
มอบให้เขาตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
ตอนนี้เขาอยากมอบให้ขิงน้อย เขาหวังว่านางจะรับไป หวังว่า
นางจะมีความสุข หวังว่านางจะไม่โกรธเคืองพี่ชายคนนี้
“เจ้าต้องรับไว้นะ รับไว้สิ”
เจียงเฉิงเยวี่ยนจ้องมองเจียงเซิงที่ก้มตัวลงเก็บก้อนกระดาษ มอง
นางคลี่มันออก มองนางมองซ้ายมองขวาหนหนึ่ง สุดท้ายก็มองนาง
พับสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้ววางไว้บนก้อนหินที่เห็นได้
ง่ายที่สุด
นางจากไปพร้อมกับบ่าวอีกสองคน ไม่ได้ต้องการคฤหาสน์ที่มี
มูลค่าหลายพันตำลึง และไม่ได้สืบหาว่าใครเป็นคนโยนกระดาษแผ่น
นั้นมา
ทุกอย่างเหมือนสายลมอ่อนที่พัดผ่าน เบาบางไร้การพัวพัน
เกี่ยวข้อง
เจียงเฉิงเยวี่ยนแข็งค้างไปทั้งตัว ประกายแสงในแววตาเลือนหาย
รู้สึกเพียงว่าฝ่ามือช่างว่างเปล่า ราวกับสูญเสียบางสิ่งไป
“เหตุใดเจ้าถึงไม่รับไว้เล่า?”
ฝั่งเจียงซานก็ถามคำถามนี้เช่นเดียวกัน “เหตุใดคุณหนูถึงไม่รับ
สัญญาซื้อขายที่ดินฉบับนั้นเล่า?”
เจียงเซิงตอบอย่างสงบนิ่ง “เหตุใดข้าต้องรับด้วย? ท่านเคยได้ยิน
คำกล่าวที่ว่า ‘ไม่มีผลงานก็ไม่ควรรับรางวัล’ หรือไม่?”
“แต่ว่า…” เจียงซานอยากจะบอกว่าตระกูลเจียงคือบ้านของนาง
แต่เมื่อคิดอีกที นับตั้งแต่ความจริงเปิดเผยที่หน้าสำนักสอบมา
จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาห้าวันเต็ม ๆ แล้ว นอกจากคุณชายใหญ่เจียง
ที่ขว้างก้อนกระดาษมาจากด้านหลัง คนทั้งตระกูลเจียงก็ไม่มีความ
เคลื่อนไหวใด ๆ เลย
ไม่มีใครมารับ ไม่มีใครมาเยี่ยม ทั้งไม่มีใครมาดูแลเอาใจใส่
พูดให้ดูดีหน่อยก็คือการรักษาสัญญา แต่ความรู้สึกในโลกนี้
ไม่ใช่สิ่งที่จะถูกผูกมัดด้วยคำสัญญาเพียงอย่างเดียวได้
เจียงซานนึกถึงบิดามารดาของตน
ในฐานะหนึ่งในสองคนจากพี่น้องทั้งแปดคนที่มีครอบครัว
ครอบครัวของเขาไม่เหมือนกับครอบครัวของเจียงอู่ที่ให้ความสำคัญ
กับลูกชายมากกว่าลูกสาว บิดามารดาของเจียงซานเพียงแค่ไม่มี
ข้าวจะกินจึงต้องขายลูกไป ทั้งหมดก็เพื่อแลกกับอาหารเลี้ยงดู
ครอบครัว และเพื่อหาหนทางในชีวิตให้เจียงซาน
ตอนแรกพวกเขาก็คิดว่าจะไม่ได้เจอลูกชายอีก บิดามารดาของ
เจียงซานร้องไห้จนแทบลืมตาไม่ขึ้น ท่านพ่อของเขาถึงกับตบหน้า
ตัวเองจนบวมช ้า
ต่อมาเมื่อพบว่าสามารถพบเจอกันได้เป็นครั้งคราว แม้จะต้อง
จากกันอีก บิดามารดาก็ยังคงหลั่งน ้าตา นำอาหารและเครื่องดื่มมา
ให้ ทั้งยังคอยกำชับด้วยความห่วงใย
ตอนที่อยู่ในอำเภอเซี่ยหยาง บิดามารดาก็ยังแอบมาดูเขาเงียบ ๆ
ให้แน่ใจว่าเขายังสุขสบายดี ก่อนจะวางใจจากไป
หากไม่ใช่เพราะเมืองหลวงอยู่ไกลเกินไป บิดามารดาคงจะแอบ
มาที่นี่แล้วรีบกลับไปภายในคืนเดียวกันแน่นอน
นี่คือความรัก คือความคิดถึงที่ควบคุมไม่ได้ คือแรงกระตุ้นที่
ยับยั้งไม่อยู่
แม้แต่เด็กที่ถูกขายไปยังได้รับความห่วงใยจากบิดามารดาถึง
เพียงนี้ แล้วเจียงเซิงที่เป็นทายาทสายตรงของตระกูลเจียงที่หายไป
นานถึงสิบเอ็ดปีเล่า
เจียงซานไม่รู้ว่าควรจะสาปแช่งตระกูลเจียงว่าเย็นชาหรือควร
รู้สึกโกรธแค้นแทนนางดี
ส่วนเจียงเซิงกลับสงบนิ่งจนผิดปกติ “เราไม่ควรคิดว่าสูญเสีย
อะไรไปเพียงเพราะตระกูลเจียงเป็นตระกูลชนชั้นสูง หากคนที่
มาตามหาข้าไม่ใช่ตระกูลเจียง แต่เป็นสามีภรรยาธรรมดาคู่หนึ่ง หรือ
แม้แต่จากครอบครัวยากจน พวกท่านจะยังให้ข้ากลับไปหรือไม่?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก” เจียงซานหลุดปากออกมา “คุณหนูได้รับ
ความทุกข์ยากมามากพอแล้ว ไม่อาจกลับไปทนทุกข์ได้อีก”
เช่นนั้นก็นับว่าจบเรื่องแล้ว
สิ่งที่ทำให้ผู้คนมองตระกูลเจียงด้วยสายตาที่แตกต่างนั้นเป็น
เพียงเพราะสถานะอันสูงส่ง แต่สำหรับเจียงเซิงแล้ว สิ่งสำคัญคือคนที่
ดีต่อนาง
“พรุ่งนี้การสอบของพี่ใหญ่ก็จะสิ้นสุดลงแล้ว ข้าไม่รู้ว่าควรเรียก
ก่งเซิ่งอันดับหนึ่งว่าอย่างไรดี”
“พี่รองก็ไม่อาจกลับมาทันการสอบระดับแคว้นได้ แต่เมื่อการ
สอบจบลง เขาก็คงจะกลับมาได้แล้วกระมัง”
“ยังมีพี่สามอีก ข้าไม่ได้เจอเขานานแล้ว ข้าคิดถึงเขามากจริง ๆ”
“พี่สี่กับพี่ห้าก็แปลกคนเหลือเกิน ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไร
กันอยู่ ข้าต้องไปดูสักหน่อยแล้ว”
เด็กหญิงพึมพำ นางขึ้นไปนั่งบนรถม้า และหายลับไปพร้อมกับ
ดวงอาทิตย์ยามอัสดง
เวลาเดียวกันนั้น
ที่หน้าจวนของหมอหลวงผู้เกษียณแล้ว เวินจืออวิ่นอุ้มกล่องยา
ส่วนจ่างเยี่ยนถือขนมหวาน หลังยืนรอนานครึ่งชั่วยามจนถูกปฏิเสธ
ในที่สุดก็ถอนหายใจแล้วหันหลังกลับไป
จ่างเยี่ยนปลอบใจพี่สี่ที่กำลังหดหู่ “พวกเราเป็นเพียงคนแปลก
หน้าสำหรับท่านผู้อาวุโส เป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่ต้อนรับ”
“ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของข้าที่มีความรู้ไม่พอเอง” ท่าน
หมอน้อยเวินก้มหน้าจนคางแทบจะจรดกับท้อง
เวินจืออวิ่นมีวิชาแพทย์ที่ได้รับการปูพื้นฐานมาจากบิดา รวมถึง
ท่านหมออู๋ที่ชี้แนะแนวทางถูกต้องให้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นการ
เรียนรู้ด้วยตนเองเป็นหลัก เมื่อเจอกับโรคที่ยากและซับซ้อน แม้จะ
พลิกตำราแพทย์ที่บิดาและท่านหมออู๋ให้ไว้จนขาดก็ยังหาคำตอบ
ไม่ได้
มีคำกล่าวว่าอาจารย์พาเข้าประตู การฝึกฝนอยู่ที่ตัวบุคคล แต่
วิชาแพทย์นั้นแตกต่างออกไป มันเป็นอาชีพที่ต้องการประสบการณ์
และการชี้แนะมาก ๆ
ปัญหาที่ค้างคาใจมานานทำให้เวินจืออวิ่นกินไม่ได้นอนไม่หลับ
คิดอยากจะไปขอคำแนะนำจากท่านผู้อาวุโสสักคน แต่น่าเสียดายที่
เขาไม่รู้จักเมืองหลวงดีพอ
โชคดีที่จ่างเยี่ยนคุ้นเคยกับที่นี่
สองพี่น้องเห็นพ้องต้องกันทันที ผู้นำทางก็นำทางไป ผู้ขอพบก็
ขอพบไป ผลคือตั้งแต่แพทย์ประจำตระกูลผู้มีชื่อเสียง ไปจนถึงท่าน
หมอเฒ่าของสำนักแพทย์ใหญ่ ๆ หรือกระทั่งหมอหลวงที่เกษียณแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นจวนใหญ่โตหรือบ้านเล็ก ๆ ก็ล้วนปฏิเสธพวกเขาทั้งสิ้น
มีคำกล่าวว่าเมืองหลวงให้ความสำคัญกับอำนาจและอิทธิพล
จ่างเยี่ยนเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกปฏิเสธ
แต่เมื่อเห็นเวินจืออวิ่นโทษว่าเป็นเพราะตนเองไม่เชี่ยวชาญวิชา
แพทย์พอ เขาก็รู้สึกเจ็บปวดใจเล็กน้อย “พี่สี่ มันไม่ใช่ความผิดของ
ท่าน เป็นเพราะพวกเราไม่มีอำนาจไม่มีอิทธิพล อีกทั้งไม่มีญาติไม่มี
มิตรสหายด้วย”
วิชาแพทย์เป็นเรื่องของความสามารถ หากท่านหมอเฒ่ายินดี
สอนก็ถือว่าใจกว้างมากแล้ว หากอีกฝ่ายไม่ยินดีก็เป็นเรื่องปกติ
“การที่ข้าได้พบท่านหมออู๋นั้นช่างโชคดีเหลือเกิน” เวินจืออวิ่น
พึมพำ กอดกล่อมยาใบเล็กในอ้อมอกแน่นขึ้น
สองพี่น้องเดินเคียงข้างกัน แสงตะวันยามเย็นพาให้อ้างว้าง ส่อง
ทอดเงาของพวกเขาให้ยาวออกไปเรื่อย ๆ
เมื่อแสงสว่างของฟ้าดินหายไป ความมืดก็ค่อย ๆ ย่างกรายเข้า
มา พวกเขาสามพี่น้องมาพบกันที่หน้าประตูเรือนเล็ก
“พี่สี่ พี่ห้า!”
เจียงเซิงที่เมื่อครู่ยังทำตัวเป็นผู้ใหญ่กลับมาร่าเริงและซุกซนอีก
ครั้ง นางวิ่งเข้าไปหาพี่ชายทั้งสอง “พวกท่านไปไหนมา ข้าเพิ่งเก็บ
สัญญาซื้อขายที่ดินได้ มันแพงมาก ๆ เลย คงไม่ต ่ากว่าพันตำลึงแน่
แต่ข้าวางมันเอาไว้แล้ว ข้าไม่ต้องการมันหรอก”
นางโบกไม้โบกมือพลางอธิบาย
เวินจืออวิ่นยืดตัวขึ้นโดยไม่รู้ตัว วางท่าทีให้สมเป็นพี่ชาย “เจ้า
ต้องไม่เก็บของของคนอื่นนะ ระวังจะถูกจับเข้าคุก”
เจียงเซิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ข้าวางมันไว้บนก้อนหินอันใหญ่
แล้ว พวกเราจะไม่เอาของของคนอื่น”
ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน ความกังวลทั้งหมดหายไปใน
พริบตา
มีเพียงจ่างเยี่ยนที่ลูบคางพึมพำ “เรือนสี่ด้านของกั๋วจื่อเจี้ยน คง
ไม่ใช่แค่ไม่ต ่ากว่าพันตำลึง แต่น่าจะเป็นเจ็ดพันแปดพันตำลึง”
หากวางผังของสวนให้ดีและจัดวางตัวบ้านเหมาะสม ราคาก็
อาจจจะแปดพันถึงเก้าพันตำลึงได้
แม้จะใช้คำว่าพันตำลึงเหมือนกัน แต่หนึ่งพันตำลึงกับแปดเก้า
พันตำลึงนั้นเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ท้ายที่สุดแล้วเจียงเซิงก็เสียเปรียบเพราะประสบการณ์ยังน้อย
การประเมินมูลค่าทรัพย์สินของนางยังไม่ถึงขั้น
แต่จะนับเป็นอะไรได้เล่า
ไม่ว่าจะหนึ่งพันตำลึงหรือแปดเก้าพันตำลึงก็ตาม ใครสนใจเรื่อง
ต่าง ๆ ของตระกูลเจียงกันเล่า
จ่างเยี่ยนจูงมือน้องสาว “ต่อไปพี่ชายจะหาเงินให้เจียงเซิงซื้อ
บ้านสี่ลานเอง เจ้าอยากซื้อเท่าไหร่ก็ซื้อได้ทั้งนั้น”
“ถูกต้อง ๆ” เวินจืออวิ่นล้วงตั๋วเงินสองใบออกมาจากอกเสื้อ “นี่
คือกำไรของสำนักแพทย์เมื่อเดือนที่แล้ว”
คงต้องยินดีกับสำนักแพทย์เวินที่ในที่สุดก็ไม่ขาดทุนอีกต่อไป
พวกเขาเริ่มมีรายได้แล้ว
เจียงเซิงดีใจพลางเก็บตั๋วเงินไว้อย่างมีความสุข แล้วจับมือพี่ชาย
“ไปกันเถอะ พวกเรากลับบ้านไปกินเนื้อกัน”