พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 276 การสอบระดับแคว้นสิ้นสุด
ประตูใหญ่ของเรือนเล็กเปิดออกและปิดลง ถนนที่เคยพลุกพล่าน
กลับคืนสู่ความเงียบสงบ มีเพียงแสงจันทร์ที่ค่อย ๆ ลอยเด่นขึ้นสู่ยอด
ไม้ ส่องสว่างไปทั่วทั้งเมือง
หากมีผู้ใดมองลงมาจากเบื้องบน จะพบว่าลานบ้านที่แออัดคับ
แคบมักจะคึกคักวุ่นวาย ส่วนสถานที่กว้างขวางสว่างไสวกลับเงียบ
สงัดผิดปกติ
ณ เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
ถานเยี่ยกำลังรายงานด้วยความนอบน้อม “คุณหนูสามตื่นแล้ว
เจ้าค่ะ นางดูเศร้าซึมไม่น้อย ไม่ค่อยพูดจาอะไร แม้ฮูหยินจะปลอบ
อย่างไรก็ไม่ยอมเอ่ยปาก”
“ส่วนคุณชายใหญ่โยนสัญญาซื้อขายที่ดินให้คุณหนูแล้ว แต่
คุณหนูไม่รับและส่งคืนไว้เจ้าค่ะ ดูเหมือนนางจะตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะ
ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเจียง”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหลับตา ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
ถานเยี่ยลังเลหลายครั้งก่อนจะเอ่ยปาก “ฮูหยินผู้เฒ่า พวกเราจะ
ไม่รับคุณหนูกลับมาจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
แม้เมื่อก่อนจะไม่รู้ว่านางไปอยู่ที่ไหนในโลกก็ช่างเถอะ แต่บัดนี้
ในที่สุดก็ตามหานางเจอแล้ว จะทนดูนางอยู่ข้างนอก มองไม่เห็น
สัมผัสไม่ได้ แม้นางจะประสบเรื่องทุกข์ยากก็ได้แต่เช็ดน ้าตาอยู่เงียบ
ๆ หรือ?
แม้จะมีคำสัญญา แต่ความรู้สึกของมนุษย์นั้นไม่อาจควบคุมและ
ไม่อาจสัญญาได้
ถานเยี่ยรู้ว่าตนเองหุนหันไปหน่อย และรู้ว่าตนเองก้าวล่วงเกินไป
แต่นางก็ไม่เข้าใจมัน ไม่อาจเข้าใจมันได้สักนิด
“ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดลงโทษด้วย แต่ข้าคิดไม่
ออกจริง ๆ” สาวใช้คุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้าขออภัย
เดิมทีคิดว่าจะเจอพายุอารมณ์อันเกรี้ยวกราดกระหน ่ามา แต่พอ
รู้สึกถึงมือคู่หนึ่งที่ยื่นมาหา นางถึงได้เห็นว่าฮูหยินผู้เฒ่าเจียงลุกยืน
ตั้งแต่เมื่อไหร่ พลางประคองนางขึ้นมาด้วยความเมตตาและพอใจ
“ถานเยี่ยเอ๋ย เจ้าคิดมากมายขนาดนี้ แสดงว่าเจ้าห่วงใย
หลานสาวข้าจริง ๆ ที่สำนักสอบเห็นได้ชัดว่าหลายปีนี้เจ้าเติบโตขึ้น
มาก ต่อไปหากไม่มีข้า ก็คงต้องรบกวนเจ้าช่วยดูแลหลานสาวข้า
ช่วยนางแก้ไขปัญหา…”
สตรีในราชวงศ์ต้าอวี๋ส่วนใหญ่แต่งงานมีลูกตอนอายุสิบหกสิบ
เจ็ด พออายุสามสิบกว่าก็เป็นย่าคนยายคนได้แล้ว ปีนี้เจียงเฉิงเยวี่ยน
อายุสิบเจ็ด ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็ถึงวัยที่เข้าใจชีวิตและฟ้าดินแล้ว
ฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ในยุคที่ผู้คนมีอายุขัยเพียงห้าสิบ
ปี ก็นับว่าเหลือเวลาไม่มากแล้วจริง ๆ
ถานเยี่ยรู้สึกจมูกแสบร้อน กลั้นเสียงสะอื้นพูดว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า
อย่าพูดแบบนี้เลย ท่านต้องอายุยืนร้อยปีสิเจ้าคะ”
“อายุยืนร้อยปีล้วนเป็นคำหลอกลวง นายท่านผู้เฒ่าจากไปหลาย
ปีแล้ว ข้าเองก็ควรตามเขาไปได้แล้วเช่นกัน” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงตบมือ
ถานเยี่ยเบา ๆ พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าให้นาง “ส่วนเรื่องหลานสาวข้า
จะกลับบ้าน ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นในสักวัน”
เสียงสะอื้นของถานเยี่ยหยุดชะงัก
“ในเมืองหลวง เงินกับอำนาจไม่อาจแยกจากกันได้ เมื่อก้าวเข้า
สู่วังวนแห่งอำนาจแล้ว ไม่ว่าจะเพื่อปกป้องตัวเองหรือคนที่รัก เจ้าก็
ต้องต่อสู้ดิ้นรนและพยายามก้าวไปข้างหน้า”
“นางยังเด็กนัก จึงไม่เข้าใจว่าตระกูลเจียงสำคัญต่อนางอย่างไร
แต่สักวันหนึ่ง…นางจะเข้าใจเอง”
เพียงแต่ไม่รู้ว่า ร่างกายของนางจะรอไปถึงตอนนั้นได้หรือไม่
แสงจันทร์หม่นหมองลง ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ใน
ศาลบรรพชน พร ่าพูดกับป้ายวิญญาณที่อยู่ใกล้ที่สุด
นางเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของตระกูลเจียงในช่วงหลายปีที่
ผ่านมา เล่าถึงหลานสาวแท้ ๆ ที่สูญหายไป เล่าถึงอนาคตของตระกูล
เจียง เล่าถึงท่านแม่ทัพผู้เฒ่าที่ใช้ชีวิตในสงครามมาครึ่งชีวิต แต่
สุดท้ายกลับไม่มีทายาทรุ่นหลานสืบทอด
น่าเสียดายที่แม้แต่จะยื่นมือมาเช็ดน ้าตาให้นาง ผู้วายชนใน
สนามรบก็ไม่อาจทำได้
ค ่าคืนเงียบสงัด
จวบจนรุ่งเช้า
เมื่อแสงสว่างเจิดจ้าสาดท่อสู่ผืนแผ่นดินอีกครั้ง ความหวังก็
ติดตามสายลมกลับคืนมา โลดแล่นผ่านบ่าของมนุษย์ ล่องลอยไปทั่ว
ทุกซอกมุมของเมืองหลวง
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสอบระดับแคว้น เหล่าบัณฑิตใน
สำนักสอบต่างวางพู่กันและส่งกระดาษ ส่วนครอบครัวของพวกเขาก็
ยืดคอรอคอย
พวกเจียงเซิงก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย พวกเขายังคงนั่งอยู่ในรถม้า
คอยแอบมองลอดผ่านผ้าม่าน
หลังจากตรวจสอบให้แน่ใจซ ้าแล้วซ ้าเล่าว่าไม่มีคนจากตระกูล
เจียงอยู่รอบ ๆ เวินจืออวิ่นจึงค่อยปล่อยม่านลงอย่างระมัดระวัง แล้ว
กล่าวเสียงเบาว่า “น้องสาว เจ้ารอพี่ใหญ่ได้อย่างสบายใจแล้ว”
“ดีแล้ว รอให้ประตูสำนักสอบเปิด ข้าจะลงไป” เจียงเซิงกล่าว
เสียงแผ่วเบาราวกับเป็นโจร
จ่างเยี่ยนอดขำไม่ได้
หลังอดทนรอจนถึงยามเย็น ในที่สุดประตูใหญ่ของสำนักสอบก็
เปิดออก เหล่าทหารรักษาการณ์จากศาลาว่าการเมืองหลวงถือดาบ
ยาวยืนเฝ้าอยู่สองข้าง
เจียงเซิงรีบร้อนกระโดดลงจากรถม้า พยายามแทรกตัวไปยังแถว
หน้าของฝูงชน มองเหล่าบัณฑิตที่เดินออกมาด้วยท่าทางตื่นเต้น
ยินดีและหดหู่ใจ
ในช่วงเวลานั้น สวี่โม่ผู้สงบนิ่งดั่งผิวน ้ากลับสังเกตเห็นได้ง่าย
เขาถือตะกร้าไม้ไผ่ก้าวเดินสง่างามและเยือกเย็น เสื้อคลุมผ้า
ฝ้ายสีเขียวมีรอยยับเล็กน้อย แต่มวยผมกลับเรียบร้อยไร้ที่ติ แผ่นหลัง
ตั้งตรง ท่ามกลางบรรดาบัณฑิตที่ดูอ่อนล้า เขากลับโดดเด่นราวกับ
นกกระเรียนในฝูงไก่
“พี่ใหญ่” เจียงเซิงโบกมือทักทายเขาจากไกล ๆ
สวี่โม่หันมามองแล้วยกยิ้มบาง
“พี่ใหญ่ การสอบเป็นอย่างไรบ้าง” เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนโผล่
หน้าออกมาจากด้านหลังพร้อมกัน
ก่อนที่สวี่โม่จะตอบ ฉีหวายซึ่งดูอิดโรยก็บ่นขึ้นมาด้านหลังเขา
ว่า “เก้าวันนี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำได้ไม่ถึงครึ่งของปกติด้วยซ ้า”
“นั่นเป็นเพราะปกติเจ้าไม่ได้ศึกษาให้ดี” ฉีเยี่ยเบียดเข้ามา “พี่สวี่
ต่างจากท่าน เขาเป็นถึงเจี้ยหยวนของเขตอันสุ่ยเชียวนะ”
หากมองย้อนกลับไป ในบรรดาเจี้ยหยวนสิบคน มีเก้าคนที่ได้
เป็นก่งเซิ่งอย่างแน่นอน ส่วนคนที่เหลืออย่างมากก็สอบติดได้ภายใน
สองครั้ง
ฉีหวายรู้สึกด้อยกว่า จึงได้แต่มองไปยังอันจวิ่นที่ดูอิดโรยเช่นกัน
“พี่อัน ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
“ยังไหว ๆ” อันจวิ่นชั่งใจ “โดยรวมแล้วไม่ยากเท่าไหร่ ข้ามั่นใจ
สักเจ็ดแปดส่วน”
ฉีหวายตาเหลือก ปกติเวลาเที่ยวเล่นด้วยกันก็ยังดีอยู่ แต่พอถึง
เวลาสอบ คนที่ลำบากจริง ๆ กลับมีแค่เขาคนเดียว
ฉีหวายรู้สึกราวกับถูกสหายทั้งสองทรยศ
ข้างกันนั้น พวกเจียงเซิงกำลังห้อมล้อมสวี่โม่ พูดคุยกันเสียง
จอแจ ต่างคนต่างถามไถ่ด้วยความห่วงใย
พอมองกลับมาที่ตนเอง ก็เห็นเพียงฉีเยี่ยที่มีแต่คำเยาะเย้ยถาก
ถางให้เขา ฉีหวายรู้สึกปวดใจยิ่งนัก “ข้าทำกรรมอะไรไว้นะ ถึงได้มี
น้อง…น้องชายเช่นเจ้า”
“โอ้ สวรรค์ ข้าเองก็อยากมีน้องชายน้องสาวที่น่ารักและเอาใจใส่
เหมือนพี่สวี่บ้าง”
ฉีเยี่ยชำเลืองมองพี่น้องของสวี่โม่ เป็นครั้งแรกที่เขาไม่ได้รู้สึก
อิจฉาแต่กลับรู้สึกสงสาร เขาดึงฉีหวายเข้าไปกระซิบกระซาบ ใช้
ถ้อยคำกระชับที่สุดเพื่อเล่าเรื่องซับซ้อนที่สุด
“อะไรนะ เจ้าว่าตระกูลเจียงกับน้องสาวของสวี่โม่เป็น…” ฉีหวาย
ตกใจมาก
“ท่านเบาเสียงหน่อยสิ” ฉีเยี่ยจ้องเขม็ง
ฉีหวายรีบปิดปากทันที แต่สวี่โม่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็สังเกตเห็นท่าที
ของเขาเสียแล้ว
เขาให้น้องชายน้องสาวถือตะกร้าไม้ไผ่แล้วขึ้นรถม้าไปก่อน
ส่วนตนเองเดินเข้าไปหาสหาย เอ่ยด้วยน ้าเสียงสงบนิ่งและไม่อาจ
โต้แย้งได้ “น้องสาวของข้าเป็นอะไรหรือ?”