พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 277 สารภาพกับพี่ใหญ่
รถม้าเดินทางไปอย่างราบรื่น พี่น้องทั้งสี่คนนั่งอยู่ในรถม้า
บรรยากาศช่างดูอบอุ่นกลมเกลียว
สวี่โม่รู้ความจริงทั้งหมดแล้ว แต่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม ฟัง
น้องสาวโอ้อวดความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา
แม้เจียงเซิงจะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ยังพยายามทำตัวเข้มแข็ง เล่า
เรื่องการเปิดโรงผลิตของตนเองอย่างละเอียด
เมื่อรวมกับเวินจืออวิ่นที่ไร้เดียงสาและจ่างเยี่ยนที่รู้สึกว่ามี
บางอย่างผิดปกติ ก็ทำให้บรรยากาศครึกครื้นมากจริง ๆ
“หลังจากคิดให้ถี่ถ้วนแล้ว ข้าก็ตัดสินใจเช่าเรือนสองลานใน
ละแวกนั้น” เจียงเซิงพูดจาคล่องแคล่ว “บะหมี่น ้าใสแตกต่างจากสิ่ง
อื่น มันมีค่าและพิเศษมาก คนที่อยากกินก็มีไม่มาก ส่วนคนที่กินได้ก็
มีไม่มากเหมือนกัน รวมกับปริมาณการผลิตที่น้อย เรือนขนาดสอง
ลานก็เพียงพอแล้ว”
นางไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าเป็นเพราะตนเองมีเงินน้อยเกินไป จึง
เช่าเรือนใหญ่สี่ห้าลานไม่ไหว และซื้อเรือนพักนอกเมืองไม่ได้ด้วย
“ดูเหมือนช่วงนี้เจ้าจะพยายามมามากนะ” สวี่โม่พยักหน้า
ครุ่นคิด “เป็นเด็กดีจริง ๆ”
ใบหน้าของเจียงเซิงเต็มไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจทันที
“แต่ว่า…” สวี่โม่เปลี่ยนน ้าเสียง ท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของ
น้องชายน้องสาว เขายกยิ้มเล็กน้อย “ในช่วงนี้ไม่มีข่าวคราวของเจ้า
รองกับเจ้าสามเลยหรือ?”
เจียงเซิงกลืนน ้าลาย “ไม่ ไม่มีเจ้าค่ะ”
“เจ้ารองกับเจ้าสามช่างไร้น ้าใจจริง ๆ ทั้งที่พวกเราคิดถึงพวกเขา
มาก แต่กลับไม่ส่งจดหมายมาสักฉบับ” สวี่โม่หลุบตาลง พูดด้วย
น ้าเสียงราบเรียบ “รอให้พวกเขากลับมา บัญชีนี้จะต้องชำระแน่นอน”
คำพูดนี้ฟังดูเหมือนกำลังตีวัวกระทบคราด
เจียงเซิงยิ่งรู้สึกกลัว ความกังวลและความลำบากใจกลืนกินนาง
ไม่หยุด สุดท้ายในช่วงที่กำลังจะจมน ้าตาย นางก็ยื่นมือน้อย ๆ
ออกไปคว้าชายเสื้อสีเขียวของสวี่โม่ พูดด้วยความน่าสงสารว่า “พี่
ใหญ่ เป็นเพราะช่วงนี้ท่านกำลังสอบ พวกเราปิดบังท่านบางเรื่อง…
ท่าน อย่าโกรธได้หรือไม่”
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ นั่งตัวตรงทันที ‘น้องสาว อย่า
ใช้คำว่า “พวกเรา” เช่นนี้ เจ้ากำลังลากคนอื่นลงน ้าไปด้วย’
“อ้อ เช่นนั้นหรือ” สีหน้าของสวี่โม่ไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ
เจียงเซิงสูดจมูก เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่สามของการสอบระดับ
แคว้นออกมา ซ ้ายังไม่ลืมแก้ตัวว่า “ตอนนั้นท่านกำลังสอบ ในเวลา
สำคัญเช่นนั้น หากเอาไปรบกวนท่าน พวกเราก็รู้สึกไม่สบายใจ”
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนที่ถูกลากลงน ้าไปแล้วทำหน้าเศร้าและ
เห็นด้วย
พวกเขาคิดว่าพี่ใหญ่จะโกรธ จะอารมณ์เสีย จะตำหนิที่พวกเขา
ปิดบัง
ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วยื่นมือออกไปกอด
น้องสาวตัวกลมของตน “เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เจ้าคงตกใจมากสินะ”
แม้ในยามที่น่าหวาดกลัวเช่นนั้น พวกเขาก็ไม่ต้องการรบกวน
เขาตอนที่กำลังสอบ
แต่ก่อนยามเขายังเด็ก สวี่โม่มักคิดว่าหากถูกปิดบังอะไรก็ต้อง
โมโห
พอโตขึ้นมาอีกหน่อยเขาก็พบว่า การปิดบังด้วยความหวังดีนั้น
มาจากความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าและความห่วงใยที่มากกว่า
“หากลองคิดสลับกัน หากข้าเป็นพวกเจ้า ในเวลาสำคัญเช่นนั้น
ก็คงจะปิดบังเหมือนกัน” สวี่โม่กล่าวช้า “แต่ตอนนี้ข้าสอบเสร็จแล้ว
พวกเจ้าควรบอกข้าทันทีแทนที่จะให้ข้าได้ยินจากปากคนอื่น”
“ข้าสำนึกผิดแล้วพี่ใหญ่ แต่ตอนนั้นมีคนอยู่เยอะนี่” เจียงเซิง
พึมพำเบา ๆ “ข้าตั้งใจจะบอกท่านตอนกลับถึงบ้านต่างหาก”
การปิดบังก็เป็นเช่นนี้ ยิ่งซ่อนก็ยิ่งกังวล ยิ่งปกปิดก็ยิ่งหวาดกลัว
คนที่ใจร้อนและขาดความอดทนควรจะซื่อตรง เพราะแค่โกหก
คำเดียวก็กังวลจนนอนไม่หลับแล้วจะทำไปทำไมกัน
“แล้วเรื่องนี้เจ้าคิดจะจัดการอย่างไร” หัวข้อสนทนากลับมาสู่
ประเด็นหลัก ใบหน้าของสวี่โม่เต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
เขารู้มานานแล้วว่าน้องชายของตนไม่ธรรมดา และเตรียมพร้อม
ที่จะลุยไฟเพื่อพวกเขา แต่ไม่คิดว่าคนแรกที่จะมีปัญหากลับเป็น
น้องสาวสุดที่รักของเขา
ตระกูลเจียงช่างเป็นตระกูลที่ใหญ่โตเหลือเกิน หากเขาเป็น
พี่ชายที่ชอบประจบสอพลอ ตอนนี้คงกำลังยุให้น้องสาวกลับไปแล้ว
กระมัง
แต่เขาไม่ใช่คนแบบนั้น
ตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านสิบลี้มาจนถึงตอนนี้ ความปรารถนา
ของสวี่โม่มีเพียงอย่างเดียว เขาหวังว่าน้องชายน้องสาวจะเติบโต
ขึ้นมาอย่างมีความสุข
เขาตรากตรำเล่าเรียน เขาสอบขุนนาง เขาซื่อตรงไม่ประจบ
สอพลอใคร เขาเป็นดั่งแสงนำทางให้น้อง ๆ และเป็นปีกที่คอยกาง
ปกป้องพวกเขา แม้ว่ากำลังของเขาจะน้อยนิด แต่ไม่ว่าเมื่อไหร่หรือที่
ไหน พี่ชายคนนี้จะอยู่เบื้องหน้าเสมอ
ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย!
“เจียงเซิง หากเจ้าอยากกลับไป พวกพี่ชายก็จะคอยปกป้องเจ้า
อยู่ข้างหลังตลอดไป” สวี่โม่หยุดชั่วครู่ “แต่หากเจ้าไม่อยากกลับไป
ต่อให้ท่านแม่ทัพแห่งตระกูลเจียงกลับมาจากชายแดน ก็ไม่อาจแย่ง
ตัวเจ้าไปได้”
“พี่ใหญ่จะซ่อนเจ้าไว้ ใครคิดจะมาแย่งตัวเจ้าไป ก็ต้องข้ามศพ
ข้าไปก่อน!”
เขาผอมบาง เขาอ่อนแอ แม้แต่จะลงมือเชือดไก่เขายังลำบาก
แต่เมื่อเขาเอ่ยประโยคนี้ ก็ราวกับมีสายลมพัดชายเสื้อ นำพา
ความห้าวหาญในอกให้พลุ่งพล่าน
จ่างเยี่ยนและเวินจืออวิ่นต่างได้รับแรงใจ พวกเขากำมือแน่นแล้ว
กล่าวว่า “พวกข้าก็จะปกป้องน้องสาวเหมือนกัน”
แต่อยู่ในรถม้าเช่นนี้จะมีลมที่ไหนกันเล่า
เจียงเซิงอยากจะหัวเราะ แต่ยังไม่ทันได้ยิ้ม ปลายจมูกก็เริ่มรู้สึก
แสบร้อน
นางหน้าบึ้งพลางพูดเบา ๆ ว่า “ไม่จำเป็นต้องเดินข้ามศพใคร
หรอก เจียงเซิงจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพวกท่านเด็ดขาด แม้แต่
ตระกูลเจียงก็เช่นกัน”
นางมีพี่ชายที่ดีที่สุดในโลกถึงห้าคนที่มอบความรักแสนพิเศษให้
นาง เช่นนั้นแล้วยังจะมีอะไรที่ไม่พอใจอีก
ใครที่อยากกลับตระกูลเจียงก็กลับไปเถอะ นางแค่อยากอยู่กับ
พวกพี่ชาย ไม่แยกจากกันตลอดไปเท่านั้น
พอลงจากรถม้า เหล่าพี่น้องก็มีสีหน้าเบิกบานใจ
พอเดินผ่านกองขี้เถ้าตรงประตู เจียงเซิงก็ชายตามองโดยไม่รู้ตัว
และเห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นราบเรียบไม่มีร่องรอยการขุดคุ้ย
น ้าเสียงดีใจของจางเซียงเหลียนดังมาจากในบ้าน “พวกเจ้ากลับ
มาแล้วหรือ หรูเชียนฝากคนส่งข่าวมาแล้วนะ”
นางดึงสายตากลับมาแล้วกระโดดโลดเต้นวิ่งเข้าไป “นับว่าพี่รอง
ยังมีน ้าใจ รู้จักส่งข่าวมาบอกพวกเราบ้าง”
สวี่โม่เร่งฝีเท้า เวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ยนก็ตามมาติด ๆ
ศีรษะน้อยทั้งสี่มารวมกัน จ้องมองลายมือลวก ๆ ที่ดูคุ้นเคย
กล่าวได้ว่าในบรรดาพี่น้องนอกจากสวี่โม่ที่มีสติปัญญาและ
ลายมืองดงามแล้ว ก็มีเพียงลายมือของพี่ห้าที่อ่านออก ส่วนคนอื่น ๆ
หากลายมือไม่เลอะเทอะเกินไปก็ยังพออ่านได้ แถมยังมีบางคนที่อ่าน
ลายมือของตัวเองออกเท่านั้น
เจิ้งหรูเชียนจัดอยู่ในกลุ่มที่มีลายมือเลอะเทอะไปหน่อย แต่ยังพอ
มองออกว่าเขียนอะไร
“พี่รองบอกว่า เขากลับไปเขตอันสุ่ยเพื่อขยายโรงผลิตแล้ว และ
เปิดเส้นทางการค้าที่ชายแดนได้ด้วย”
“พี่รองบอกว่า ชายแดนหนาวเหน็บมาก พี่สามก็ลำบากไม่น้อย
ในฐานะพี่ชายที่ไม่มีความสามารถมากมายนัก แต่เขาก็สามารถ
จัดหาเนื้อให้น้องชายกินได้”
“พี่รองยังบอกอีกว่า ให้พวกเรากระจายข่าวถึงคนตระกูลใหญ่ใน
เมืองหลวง ดูว่ามีชนชั้นสูงคนไหนต้องการส่งข้าวของไปให้ญาติที่
ชายแดนบ้าง”
จ่างเยี่ยนอ่านจบด้วยน ้าเสียงเรียบ ๆ
เจียงเซิงกล่าวเสริมท้ายว่า “แต่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย”
คนทั้งครอบครัวอดขำไม่ได้ เจ้ารองเจิ้งไม่เคยยอมทำการค้า
ขาดทุน ความเฉลียวฉลาดของพ่อค้าแสดงออกมาอย่างชัดเจนในตัว
เขา
แต่เขากลับใจกล้าถึงขนาดคิดจะขนส่งของไปถึงค่ายทหาร เรื่อง
นี้เกินความคาดหมายของทุกคนมาก
“การขนส่งของไปยังชายแดนนั้นออกจะอันตรายไปสักหน่อย”
สวี่โม่ขมวดคิ้วกล่าว “ยิ่งเป็นการส่งเข้าไปในค่ายทหาร จำเป็นต้อง
ได้รับความยินยอมจากแม่ทัพที่ประจำการอยู่ที่นั่นก่อน อีกทั้งต้อง
ผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน หากเกิดปัญหาขึ้นมาก็ยากจะหนี
ความผิดพ้น”
อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นงานที่เหนื่อยแต่กลับไม่ได้รับการยกย่อง
จะหาเงินได้หรือไม่นั้นยังไม่แน่นอน แต่กลับเห็นอันตรายอย่าง
ชัดเจน
และนี่เป็นเหตุผลที่พวกพ่อค้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับทางการ ทำดีก็
ได้ประโยชน์มหาศาล แต่หากทำไม่ดีก็หนีไม่พ้นความผิด