พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 278 จดหมายจากน้องชายคนรอง
คำพูดของสวี่โม่ทำให้พี่น้องทุกคนเงียบลง
พวกเขาหวังให้การค้าของเจิ้งหรูเชียนจะรุ่งเรือง แต่ก็กลัวว่าเขา
จะพบเจอกับอันตรายด้วย
พวกเขายังหวังว่าพี่สามจะได้กินเนื้อ และหวังว่าชีวิตในชายแดน
จะไม่ลำบากหรือหนาวเย็นเกินไป
ความจริงแล้วนี่คือตัวเลือกที่ให้ตัดสินใจ หากส่งของก็คือเลือก
ฟางเหิง หากไม่ส่งของก็คือเลือกเจิ้งหรูเชียน ทั้งสองทางล้วนเป็น
ชีวิตของคนคนหนึ่ง ยากจะตัดสินใจได้จริง ๆ
หลังผ่านไปครู่ใหญ่ จ่างเยี่ยนพลันพูดเบา ๆ ว่า “ไม่จำเป็นต้อง
ให้พวกเราเลือกหรอก พี่รองเขาเลือกแล้ว”
จดหมายฉบับนี้คงถูกส่งมาสักพัก ดูจากเนื้อหาบนจดหมาย เจิ้ง
หรูเชียนคงเดินทางถึงเขตอันสุ่ยแล้ว เขากำลังขยายโรงผลิตและ
จัดส่งเนื้อไปยังชายแดน
“อีกอย่าง เรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก” จ่างเยี่ยนวิเคราะห์
ช้า ๆ “การส่งเนื้อให้ค่ายทหารเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว ฝ่าบาทก็ทรง
ต้องการให้พวกทหารชายแดนได้กินดีอยู่ดี แต่เพราะท้องพระคลังว่าง
เปล่า ไม่มีเงินมากพอ หากพี่รองสามารถทำให้เส้นทางการค้านี้เป็น
จริงได้ รางวัลที่เขาจะได้รับย่อมมีมากกว่าผลเสียแน่นอน”
เหมือนกับหลักการที่ว่าน ้าสามารถพยุงเรือและพลิกคว ่าได้
พอคิดกลับกัน น ้าอาจพลิกคว ่าเรือจนล้ม แต่ก็สามารถพยุงเรือ
ได้เหมือนกัน
เจิ้งหรูเชียนใจกล้าบ้าบิ่นเช่นนี้ ต้องเป็นเพราะเขาคิดรอบคอบ
แล้ว หากทำให้เรื่องนี้ใหญ่ยิ่งขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง
ประชาชน และตัวเขาเอง
“เจ้ารองโตขึ้นแล้ว” สวี่โม่รำพึงด้วยความรู้สึกตื้นตัน “เวลาสี่ปี
ช่างผ่านไปเร็วนัก”
จากเด็กกำพร้าที่ยากจนข้นแค้น พวกเขาค่อย ๆ มีทรัพย์สินเงิน
ทองเป็นของตัวเอง มีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วก็มีอนาคตเป็นของ
ตัวเอง
แต่ไม่ว่าจะเดินทางไปไกลแค่ไหน ก้าวเดินด้วยความยิ่งใหญ่
เพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยหลงลืมความตั้งใจเดิม ยังคงเป็นตัวเองที่มี
ความเมตตาอยู่เสมอ
สวี่โม่ลุกขึ้นยืน หยิบเครื่องเขียนออกมา ปลายพู่กันเคลื่อนไหว
คล่องแคล่วและรวดเร็ว
“ข้าจะบอกเจ้ารองว่าพวกเราสนับสนุนเขา แต่ก็ขอให้เขาดูแล
ตัวเองด้วย และไม่ลืมปกป้องชีวิตของผู้คนรอบข้างให้ปลอดภัย”
“การสอบระดับแคว้นจบลงแล้ว ข้ารู้สึกว่าทำได้ดีทีเดียว ขอให้
เขาวางใจ หากเดือนสี่มีข่าวดี ข้าจะส่งจดหมายไปบอกอีกครั้ง”
“ส่วนน้องชายน้องสาว…”
เมื่อเขียนถึงเรื่องคนในครอบครัว สวี่โม่กลับชะงักปลายพู่กันไป
เล็กน้อย ก่อนจะเขียนเรื่องของตระกูลเจียงออกไป และกำชับเจิ้งหรู
เชียนว่าอย่าเพิ่งร้อนใจ ทุกอย่างไม่มีผลกระทบต่อชีวิตของน้องสาว
นางจะเปิดโรงผลิตบะหมี่น ้าใสเพื่อหาเงินให้ได้เพิ่มขึ้น
สุดท้าย ขณะเขาจะวางพู่กัน เจียงเซิงกลับเอ่ยขึ้นมากะทันหัน
“ท่านบอกพี่รองด้วยว่าเนื้อแกะอร่อยมาก ให้ลองดูสิว่าเขตอันสุ่ยจะ
เลี้ยงแกะได้หรือไม่”
ที่แท้นางก็ยังไม่ยอมแพ้สินะ
สวี่โม่อดขำไม่ได้ จึงจรดพู่กันเขียนเพิ่มอีกประโยคนี้ลงไป
หลังจากเป่าหมึกให้แห้งแล้วก็พับใส่ซองจดหมาย ปิดผนึกด้วยขี้ผึ้ง
ก่อนจะมอบให้พ่อค้าที่รู้จักกันดี
ราชวงศ์ต้าอวี๋ก็มีหน่วยงานสำหรับส่งจดหมายโดยเฉพาะ
เรียกว่าศาลาพักม้า ปกติใช้ส่งหนังสือหรือส่งข่าวด่วน และการส่ง
ข่าวด่วนแปดร้อยลี้จึงเป็นเรื่องปกติ
แต่ศาลาพักม้านี้ทำงานให้เฉพาะคนในราชวงศ์เท่านั้น บางครั้ง
ก็อาจช่วยส่งให้คนตระกูลใหญ่บ้าง นอกเหนือนั้นจะไม่รับผิดชอบส่ง
ให้
สามัญชนทั่วไปที่ต้องการส่งจดหมาย ส่วนใหญ่จะอาศัยคนที่
กลับบ้านเกิดช่วยนำฝากไป บางคนที่มีประสบการณ์มากกว่าจะหา
พ่อค้ามาช่วย พร้อมกับแนบเงินให้เล็กน้อยเพื่อเป็นค่าตอบแทน
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกฉบับที่ส่งออกไปแล้วจะถึงมือผู้รับได้อย่าง
ปลอดภัย การสูญหายและเสียหายเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง
ในสมัยราชวงศ์จิ้น มีชายคนหนึ่งชื่ออินหงเฉียว ตอนลาออก
จากตำแหน่งและกลับบ้านเกิด เขาได้รับจดหมายกว่าร้อยฉบับ
ทั้งหมดล้วนเป็นความคิดถึงบ้านเกิดจากคนต่างถิ่น แต่พอคนพวก
นั้นหันหลังกลับ อินหงเฉียวก็โยนจดหมายทั้งหมดลงน ้า พลางบ่นว่า
“จมก็จม ลอยก็ลอย ข้าอินหงเฉียวไม่ใช่คนส่งสารนะ!”
หลังจากนั้น ผู้คนก็มักใช้คำว่า “ส่งผิดให้หงเฉียว” เพื่อ
เปรียบเทียบว่าจดหมายสูญหายหรือไปไม่ถึงมือผู้รับ และได้เห็นว่า
การส่งจดหมายก็เป็นปัญหาใหญ่
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนมีความสามารถ ในช่วงหลายปีที่เขาเดินทาง
ไปทั่วนี้ นอกจากช่วยส่งจดหมายไปมากมายแล้ว ยังได้รู้จักพ่อค้าที่
เดินทางเหมือนกันอยู่ไม่น้อย หากจะฝากส่งจดหมายสักสองฉบับไป
ก็มั่นใจว่าจะได้รับถึงเก้าในสิบส่วน
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความเร็วในการเดินทางของพ่อค้า เวลาก็จะ
แตกต่างกัน เช่น จดหมายที่ส่งมาจากชายแดนจะใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบ
วัน ส่วนจดหมายจากเมืองหลวงส่งถึงเขตอันสุ่ยใช้เวลามากกว่ายี่สิบ
วันกว่าจะถูกส่งถึงมือของเจิ้งหรูเชียน
ในเรือนเล็กที่เขตอันสุ่ย
เด็กหนุ่มในชุดผ้าไหมสีขาวแกะซองจดหมาย ตอนแรกสีหน้า
เขายังดูอ่อนโยน แต่กลับค่อย ๆ ขมวดคิ้วขึ้น พอดูถึงช่วงท้ายก็
เปลี่ยนเป็นสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“คุณชาย เกิดอะไรขึ้นหรือ” จางฉีเฉวียนโผล่มาจากด้านหลัง
“ไส้กรอกรมควันที่พวกเราส่งไปชายแดนถูกชนเผ่าต๋าลู่ปล้นไป
หรือ?”
เจิ้งหรูเชียนยังอ้าปากค้างอยู่
หลิวซุ่ยที่อยู่ข้าง ๆ กระทืบเท้าร้อนใจ “ถุย ๆ ๆ ท่านพูดอะไร
เหลวไหล เสี่ยวซงเป็นคนฉลาดนัก อีกทั้งยังมีคนจากค่ายทหารคอย
ช่วยเหลือ แล้วเขาจะไปเจอกับคนเผ่าต๋าลู่ได้อย่างไร”
จางฉีเฉวียนรีบถ่มน ้าลายลงพื้นสองที หลิวซุ่ยถึงยิ้มออกมา
เจิ้งหรูเชียนได้สติกลับมา เขาเก็บจดหมายเข้าอกเสื้อ ไม่รู้จะ
อธิบายกับสองสามีภรรยาแซ่จางอย่างไร จึงพูดออกไปว่า “ไม่มีอะไร
หรอกขอรับ มันเป็นจดหมายที่ส่งจากเมืองหลวง ตอนนี้พี่ใหญ่สอบ
เสร็จแล้ว”
จางฉีเฉวียนและหลิวซุ่ยสบตากัน บนใบหน้าเต็มไปด้วยความ
ตกตะลึงและยินดีที่ซ่อนไม่อยู่
ไม่น่าเชื่อจริง ๆ เด็กหนุ่มขาพิการในอดีตคนนั้น กลับก้าวมาถึง
จุดนี้ได้ทีละก้าว
จากถงเซิงถึงซิ่วไฉ จากซิ่วไฉถึงจวี่เหริน จากจวี่เหรินถึงก่งเซิ่ง
“หลังจากผ่านการสอบระดับแคว้นแล้ว ก็คงจะเป็นการสอบในวัง
หลวงสินะ” จางฉีเฉวียนสะกดความยินดีไม่อยู่ “ถ้าผ่านการสอบในวัง
หลวงก็จะได้เป็นขุนนางแล้ว สวี่โม่คนนี้นับว่าผ่านพ้นความ
ยากลำบากจนพบความสุขแล้วจริง ๆ”
“ตอนนี้เหลือแค่รอประกาศผลเท่านั้น” เจิ้งหรูเชียนก็ดีใจเช่นกัน
“พี่ใหญ่บอกว่ามั่นใจเก้าในสิบส่วน ผลลัพธ์ก็คงจะแน่นอนแล้วจริง
ๆ”
บัณฑิตที่สอบได้อั้นโฉ่วสองครั้งติดต่อกัน แม้จะไม่ได้อั้นโฉ่วครั้ง
ที่สามก็ไม่มีทางตกรอบอีก
ไม่ต้องพูดถึงความสามารถของสวี่โม่ แค่ความพยายามของเขา
ก็เหมาะสมกับตำแหน่งก่งเซิ่งแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขามีทั้งความสามารถและความพยายามอีกด้วย
“แล้วคนอื่นเล่า?” หลิวซุ่ยรีบถามต่อ “เจียงเซิงน้อย? พี่สาว
จาง?”
เจิ้งหรูเชียนเม้มริมฝีปาก ปิดบังเรื่องราวของตระกูลเจียงไว้ แล้ว
เลือกพูดว่า “ท่านป้าร่วมมือกับเจียงเซิงสร้างขนมประจำแซ่ขึ้นมา ใน
เมืองหลวงขายดีมาก ทำกำไรได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ตอนนี้ยังเปิดโรง
ผลิตใหม่เพื่อขายบะหมี่น ้าใสด้วย”
หลิวซุ่ยดวงตาแดงเรื่อ “ดีแล้ว ขอแค่พี่สาวจางยังสบายดี ข้าก็
วางใจ”
แม้ว่าสตรีสองคนจะมีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่การพบกันก็ทำให้
พวกนางที่มีจิตใจห่วงใยซึ่งกันและกัน แม้ระยะทางนับพันลี้ก็ไม่อาจ
ขวางกั้นได้
“ป้าจางฝากความคิดถึงมาถึงท่านด้วย” เจิ้งหรูเชียนยิ้ม “หาก
ป้าซุ่ยมีอะไรจะบอก ก็เขียนเป็นจดหมายได้ รอข้ากลับไปเมืองหลวง
แล้วจะนำไปให้ป้าจางเอง”
“ดี ๆ” หลิวซุ่ยรับคำทันที แล้วลากจางฉีเฉวียนเตรียมออกไป
เจิ้งหรูเชียนล้วงซองจดหมายในอกเสื้อออกมา เมื่อจัดเรียงและ
พับใหม่จึงพบว่าด้านหลังยังมีจดหมายอีกฉบับหนึ่ง ผู้รับคือหวังฝูเฟิง
เขาถอนหายใจ แล้วเรียกคนให้นำจดหมายไปส่งที่ตระกูลหวัง
เจิ้งหรูเชียนนับวันเวลาดู เขาไปถึงชายแดนทางเหนือตอนปลาย
เดือนสอง รอจนสิ้นเดือนสองก็ออกเดินทางกลับเขตอันสุ่ย แวะพักที่
เร่อเหออีกสองสามวัน หลังจากนั้นก็เดินทางทั้งวันทั้งคืนจนมาถึงเขต
อันสุ่ยตอนกลางเดือนสาม
หลังจากขยายโรงผลิตเสร็จและจัดการเรื่องคนงานเรียบร้อย และ
เยี่ยมเยียนคนรู้จักเก่า ๆ เวลาก็ล่วงเข้าสู่เดือนสี่ที่ดอกไม้เริ่มเบ่งบาน
ยังต้องเตรียมการค้าใหม่ ๆ อีกหลายอย่าง
เด็กหนุ่มคลี่แผนที่ที่วาดเองออกมา นิ้วชี้ไปมาระหว่างเมืองหลวง
กับเขตอันสุ่ยสองรอบ สุดท้ายก็ชี้ไปยังแคว้นสู่ที่อยู่ทางใต้ ดวงตาเขา
เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
ตอนนี้เหลือแค่รอให้วังเสี่ยวซงกลับมาจากชายแดนเท่านั้น
ราวกับรับรู้ถึงความห่วงใยของคุณชาย วังเสี่ยวซงก็จามติดกัน
สองครั้ง แล้วเอามือปิดปากด้วยความกังวล
แม้จะมีคนจากค่ายทหารมาคอยต้อนรับอยู่ข้างหน้า แต่พวกเขา
ก็ยังนึกกลัว กลัวว่าจะเจอชนเผ่าต๋าลู่ที่อาจปรากฏตัวออกมาโดยไม่
คาดคิด กลัวว่าจะสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตของตนเอง