พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 279 ล่อศัตรูเข้าสู่กับดัก
วังเสี่ยวซงผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาแล้ว จึงระแวดระวังและ
หวาดกลัวอย่างยิ่ง
เด็กหนุ่มหยางจือที่อยู่ข้าง ๆ เขาก็รอดชีวิตมาจากกองศพ
เหมือนกัน พอมองไปรอบ ๆ ก็รู้สึกว่าที่ไหนก็ล้วนมีแต่ชนเผ่าต๋าลู่
เห็นแต่เงาแสงของคมดาบ
ทั้งสองคนเกือบจะกอดคอกันร้องเรียกหามารดาอยู่แล้ว
เพื่อบรรเทาความหวาดกลัวในใจ วังเสี่ยวซงเอ่ยปากถามขึ้น
ก่อน “เหตุใดเจ้าถึงชื่อหยางจือเล่า นี่ไม่ใช่ชื่อของสตรีหรือ”
หยางจือดูเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด “มารดาของข้ากล่าวว่าชื่อ
ของสตรีนั้นเลี้ยงง่าย”
แท้จริงแล้วต้องเลี้ยงให้รอด เพราะเขาไม่มีมารดาแล้ว ยามนี้ต้อง
เลี้ยงดูเพียงแค่ตัวเอง
บรรยากาศพลันเต็มไปด้วยความโศกเศร้า วังเสี่ยวซงจึงปิดปาก
เงียบ ติดสินใจจะมองไปข้างหน้าด้วยความหวาดหวั่นต่อไป
มีคำกล่าวว่า ยิ่งกลัวสิ่งใดสิ่งนั้นก็ยิ่งมา
ขณะรถม้ากำลังแล่นไปสุดกำลัง ทางซ้ายมือของพวกเขาก็มีชน
เผ่าต๋าลู่ที่ควบม้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว
วังเสี่ยวซงรู้สึกใจหายวาบ เขาชี้ไปข้างหน้าพลางส่งเสียงอึกอัก
เห็นได้ชัดว่าตกใจจนพูดไม่ออกแล้ว
หยางจือยิ่งน ้าตาคลอหน่วย เขาปลุกคนงานอีกคนที่กำลัง
พักผ่อนในรถม้าให้ตื่นขึ้นมา ทุกคนต่างเตรียมความพร้อมด้วยความ
ระแวดระวัง
ไม่ว่าใครก็รู้สึกหวาดหวั่น
พวกเขาหวังให้ชนเผ่าต๋าลู่ไม่เห็นพวกตน หวังให้สิ่งที่เห็นนั้น
เป็นเพียงภาพลวงตา
กระทั่งเสียงฝีเท้าม้าดังมากขึ้นเรื่อย ๆ
วังเสี่ยวซงแทบจะหมดแรง มือของเขาสั่นจนแทบจะจับบังเหียน
ไม่อยู่ ในใจเต็มไปด้วยความกลัว ความตื่นตกใจ ความหวาดหวั่น
และความกังวล ความรู้สึกด้านลบผุดขึ้นมาทีละอย่าง
ยกเว้นความเสียใจ
เพราะเส้นทางการค้านี้พวกเขาจำเป็นต้องเดินทางผ่าน หาก
ไม่ใช่เขาก็ต้องมีคนอื่นที่ผ่านทางมา ถ้าไม่ใช่เขาที่เผชิญหน้ากับชน
เผ่าต๋าลู่ ก็ต้องมีคนอื่นที่ได้พบ
เสียงฝีเท้าม้าด้านหลังยิ่งดังถี่ขึ้น วังเสี่ยวซงกลับยิ่งรู้สึกสงบลง
เขากำบังเหียนแน่น ในขณะที่เสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามา เขาพลัน
กระตุกบังเหียนอย่างแรง!
ม้าหวีดร้องขึ้นหนึ่งหน ยกขาหน้าทั้งสองข้างขึ้นสูง แล้วลดลงอีก
ครั้ง
ในฐานะที่เป็นชาวต้าอวี๋ หากชะตากรรมกำหนดให้ต้องตายใต้
คมดาบของชนเผ่าต๋าลู่ ก็ไม่ควรตายอย่างไร้ค่า ไม่ควรสูญเสียชีวิต
ของตนเองโดยเปล่าประโยชน์
ทั้งคันรถทั้งม้าพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
หากพาไปได้หนึ่งคนก็ชนะหนึ่ง พาไปได้สองคนก็ชนะสอง
ชั่วพริบตานั้น วังเสี่ยวซงรวบรวมพลังเตรียมพร้อมจะเร่งม้าให้
เร็วอีก
ร่างองอาจสง่างามก็ขี่ม้ามาอยู่ตรงหน้าเขา พลางขมวดคิ้วแล้ว
กล่าวว่า “เสี่ยวซง เป็นข้าเอง”
ที่แท้ก็คือคุณชายสามฟางเหิงที่นำกองกำลังมารับคนด้วยตนเอง
วังเสี่ยวซงปลดปล่อยพลังทันที ร้องไห้จนน ้ามูกน ้าตาไหลพราก
“คุณชายสาม! ท่านมาได้เสียที เมื่อครู่ข้ากลัวแทบตาย มีคนมากมาย
ไล่ตามพวกข้ามา พวกชนเผ่าต๋าลู่ก็มีเยอะมากเลยด้วย”
หยางจือสะอื้นพลางพยักหน้าอยู่ข้าง ๆ
ฟางเหิงเม้มปากไม่พูดอะไร แต่เจียงอีทนไม่ไหวจึงกล่าวว่า
“เสี่ยวซง เจ้าเข้าใจผิดอะไรหรือไม่ เมื่อครู่เป็นพวกข้าต่างหาก”
“ใช่แล้ว ยิ่งไล่ตามเจ้าก็ยิ่งวิ่งเร็ว โชคดีที่พวกข้าขี่ม้ามา
ไม่เช่นนั้นคงต้องไล่ตามเจ้าไปจนสุดขอบฟ้าแล้ว” เจียงปาทุบอก
ตัวเอง
วังเสี่ยวซง “…”
เช่นนั้นเมื่อครู่นี้เขาตาฝาดไปหรือ? มองผิดไปหรือ?
แต่ตอนนั้นชัดเจนมากว่าเป็นชนเผ่าต๋าลู่ พวกเขาสวมเสื้อคลุม
รูปร่างสูงใหญ่น่าเกรงขาม แตกต่างกับบุรุษผอมบางของราชวงศ์ต้า
อวี๋อย่างสิ้นเชิง
“เจ้าคงจะตาฝาดไปแน่ ๆ” เจียงอีกล่าว “การระมัดระวังก็เป็นสิ่งดี
แต่ก็ไม่ควรระแวงถึงขนาดนี้ พวกเราไล่ตามเจ้ามาตั้งครึ่งวันแล้วนะ”
“ถูกต้องแล้ว” เจียงลิ่วพูดแทรกขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
วังเสี่ยวซงหัวเราะทั้งน ้าตา คิดว่าตนเองเข้าใจผิดไป
แต่ฟางเหิงกลับขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้นว่า “บางทีอาจจะใช่”
บรรยากาศพลันเคร่งเครียดขึ้นทันที หยางจือตกใจจนไปหลบอยู่
หลังวังเสี่ยวซง แม้แต่ลมหายใจก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ
“ท่านหมายความว่า ก่อนหน้าพวกเรามีชนเผ่าต๋าลู่มาที่นี่จริง ๆ
แต่ภายหลังกลับถอยออกไปแล้วหรือ?” เจียงอู่คาดเดา
ฟางเหิงพยักหน้าช้า ๆ
ทหารในกองทัพมักใช้ทหารสอดแนม โดยปกติจะใช้เพื่อสำรวจ
เส้นทาง หากพบสถานการณ์ใด ๆ ก็ให้รีบกลับมารายงานทันที ซึ่ง
ช่วยลดความสูญเสียและหลีกเลี่ยงกับดักได้มากที่สุด
ชนเผ่าต๋าลู่ที่เพิ่งพบเมื่อครู่อาจเป็นหน่วยลาดตระเวนของกอง
กำลังขนาดเล็ก เดิมทีพวกเขาคงจับตาดูพวกวังเสี่ยวซงอยู่ แต่เพราะ
ฟางเหิงนำคนมา จึงจำต้องล่าถอยออกไป
สิ่งนี้บ่งบอกว่ากองกำลังขนาดเล็กของพวกเขามีน้อยคน และยัง
ชี้ชัดว่าข้อเสนอของเจิ้งหรูเชียนที่ให้ค่ายทหารส่งคนมารับนั้นเป็น
การตัดสินใจที่ถูกต้องเพียงใด
วังเสี่ยวซงตัดสินใจว่าหลังกลับไปจะต้องคำนับขอบคุณคุณชาย
รองสักสองครั้ง
“เส้นทางนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว” ฟางเหิงครุ่นคิด “ชนเผ่าต๋าลู่เคย
เห็นพวกเจ้ามาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง เกรงว่าต่อไปก็คงจะมาอีก”
หากไม่มีโชคดีพบคนจากกองทัพที่เดินทางมารับก่อน ทั้งคนและ
ข้าวของสินค้าคงต้องพบจุดจบอันน่าเศร้าแน่
“หัวหน้า พวกเขามีคนน้อย เราหาทางกำจัดพวกเขาเสียเลย
ดีกว่า นี่เป็นเส้นทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดในยามนี้แล้วนะขอรับ”
เจียงอีตะโกน
เจียงเอ้อร์จ้องเขาเขม็ง “แม้แต่หน่วยลาดตระเวนก็หนีไปแล้ว เรา
จะไปหาพวกเขาได้อย่างไรเล่า”
หากชนเผ่าต๋าลู่พบเจอได้ง่ายดายเช่นนั้น ราชวงศ์ต้าอวี๋ก็คงไม่
ต้องทำสงครามกับพวกเขามาหลายสิบปีขนาดนี้
แต่พวกเขาสามารถให้ชนเผ่าต๋าลู่ออกมาตามหาได้
ฟางเหิงเหลือบมองไปยังคนงานทั้งสามที่กำลังตัวสั่นราวกับร่อน
ตะแกรง
ในอดีต ค่ายทหารไม่เคยวางกับดักมาก่อน เชือกดักม้าและ
หลุมพรางล้วนเป็นวิธีที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการหลอกล่อ
ศัตรูเข้ามาหรือกลอุบายเมืองร้างก็ล้วนเคยใช้มาแล้ว
เมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ชนเผ่าต๋าลู่ก็เริ่มเรียนรู้ หากพบเห็นสิ่ง
ผิดปกติพวกเขาก็จะถอยทัพ พวกเขาไม่ต่อสู้ แต่มักจะคอยสังเกตดู
ว่าเป้าหมายเป็นพ่อค้าที่กำลังเดินทางอยู่จริง ๆ จึงจะรวมกำลังกัน
ออกมาโจมตีฆ่าคนปล้นทรัพย์
เช่นเดียวกับวังเสี่ยวซงและอีกสองคนในยามนี้
ชนเผ่าต๋าลู่ไม่รู้ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองฝ่าย และไม่รู้ว่า
สิ่งของข้างในนั้นคือสิ่งที่จะส่งให้ค่ายทหาร ตามความคิดปกติแล้ว
ทหารที่พบพ่อค้าจะทำเพียงคุ้มกันไปถึงจุดพักแล้วจากไป
เข้าสู่เดือนสี่ ตามธรรมเนียมปกติ กองทัพของชนเผ่าต๋าลู่จะ
ถอนกำลังออกจากชายแดน ก่อนหน้านั้นพวกเขาจะยิ่งบ้าคลั่งฆ่า
เผา ปล้น และสะสมเสบียงเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีอาหารเพียงพอก่อนถึง
ฤดูหนาว
ฟางเหิงพนันว่าชนเผ่าต๋าลู่ยังไม่ได้จากไปจริง ๆ พนันว่าหน่วย
ลาดตระเวนของชนเผ่าต๋าลู่ยังคงติดตามอยู่ห่าง ๆ พนันว่าพวกเขา
ยังโลภมากอยากได้เสบียงในรถม้าคันนี้
เขามองเจียงอู่และคนอื่น
การฝึกฝนอันยาวนานทำให้นายบ่าวเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดคุย
พวกเขาต่างเข้าใจความหมายในทันที
เจียงอู่พาเจียงชีและเจียงปาที่มีร่างกายเล็กกว่าหลบเข้าไปในรถ
ม้า ส่วนคนอื่น ๆ ก็คอยคุ้มกันไปพลางปรึกษาหารือกับพวกวังเสี่ยว
ซง
“มีเจียงอู่กับพวกคอยคุ้มครองอยู่ข้างใน พวกเจ้าจะไม่ตกอยู่ใน
อันตรายหรอก แต่อาจต้องเผชิญหน้ากับการรบราฆ่าฟัน” ฟางเหิง
กล่าวเสียงเข้ม “หากพวกเจ้าไม่เต็มใจ พอไปถึงจุดพักก็ให้ขนเสบียง
ลงมาเถอะ แล้วค่อยสับเปลี่ยนเสื้อผ้ากับพวกเจียงอู่”
แต่การสับเปลี่ยนตัวคนอาจทำให้ชนเผ่าต๋าลู่รู้ตัวและหนีไป ทำ
ให้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า จึงไม่อาจทำตามแผนนี้ได้
ส่วนการค้นหาเส้นทางใหม่ ย่อมหมายถึงอันตรายอย่างใหม่และ
การสำรวจใหม่
วังเสี่ยวซงกลอกตาไปมา ไม่รู้ว่าควรจะตัดสินใจอย่างไร
กลับเป็นหยางจือที่ตัวสั่นเทาอยู่ด้านหลังเขาก้าวออกมาเอ่ยว่า
“ข้ายินดีขอรับ”
คนที่เคยผ่านการฆ่าฟันอันโหดร้ายมาแล้วเท่านั้นจึงจะรู้ว่า การ
สังหารชนเผ่าต๋าลู่ให้ราบคาบนั้นเป็นเรื่องที่สาแก่ใจเพียงใด
แม้ว่าอาจจะต้องเผชิญกับอันตรายที่ถึงชีวิตก็ตาม
“พี่วัง” หยางจือกล่าวจริงจัง “ท่านรออยู่ที่จุดพักก็ได้ ส่วนข้าจะ
ไปคนเดียว ข้าทำได้ ข้าไม่กลัว”
แต่เขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปีเท่านั้น
จู่ ๆ วังเสี่ยวซงก็รู้สึกว่าตนเองเป็นพี่ชายวัยสิบเจ็ดสิบแปดที่ไร้
ประโยชน์ เขานึกถึงตอนที่ตนเองปกป้องเจ้านายโดยไม่ลังเล และนึก
ถึงความสงบนิ่งในใจเมื่อตัดสินใจจะสู้ตายกับชนเผ่าต๋าลู่
ทำไมต้องเจอเรื่องร้ายก่อนถึงจะกระตุ้นความกล้าหาญได้ ทำไม
เขาถึงไม่สามารถเป็นคนกล้าหาญได้
ก็แค่เป็นเหยื่อล่อศัตรูเท่านั้นเอง หยางจือวัยสิบสี่ปียังทำได้ วัง
เสี่ยวซงวัยสิบเจ็ดก็ทำได้เช่นกัน!
“ดี! ข้าจะไป!” เขาเปล่งเสียงทรงพลังที่สุดในชีวิตออกมา