พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 280 การสอบระดับแคว้นประกาศผล
กลุ่มคนเดินทางมาถึงจุดพัก ไม่นานฟางเหิงก็พาทหารจากไป
เหลือเพียงสามคนที่ดื่มน ้าร้อนและกินอาหารบรรเทาความหิว
พวกเขาเหมือนพ่อค้าทั่วไป ทั้งกินทั้งพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ จาก
เรื่องบ้านเมืองไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยในครอบครัว
“จุดพักแถบชายแดนเป็นแค่กระท่อมเล็ก ๆ พอกันลมกันฝนและ
กินข้าวได้ ช่างเรียบง่ายเหลือเกิน” วังเสี่ยวซงพูดจาคล่องแคล่ว “แต่
จุดพักในเจียงหนานนั้นต่างออกไป เป็นศาลาน ้าชา มีน ้าชาให้ดื่มได้
ตามใจชอบ”
“ศาลาน ้าชา? เช่นนั้นลมก็พัดเข้ามาได้ทุกทิศทางสิ คนได้หนาว
ตายพอดี” หยางจืองุนงง
วังเสี่ยวซงหัวเราะ “อากาศที่เจียงหนานอบอุ่น ไม่มีลมก็ร้อนตาย
แน่ ลมที่พัดเข้ามาจากทั้งสี่ทิศในศาลานั้นทำให้รู้สึกเย็นสบาย ซ ้ายัง
ได้กินบัวลอยเย็น ๆ สักถ้วย มันวิเศษมากจริง ๆ นะ”
สีหน้าของหยางจือเปลี่ยนจากงุนงงเป็นอิจฉา
เขาเกิดและเติบโตในเขตทางเหนือ ไกลสุดที่เคยไปคือเขตอันสุ่ย
ไม่เคยไปเจียงหนานมาก่อน จึงไม่อาจจินตนาการได้ว่าดินแดนที่ร ่า
ลือว่าอุดมสมบูรณ์นั้นเป็นอย่างไร
“เจ้าหนู พอเจ้าติดตามพี่ชายไป เดี๋ยวพี่ชายจะพาไปกินของ
อร่อยที่เจียงหนานเอง” วังเสี่ยวซงรับปากอย่างใจกว้าง “เป็ดย่างที่นั่น
นะถูกมาก แค่ไม่กี่สิบเหวินเอง”
หยางจือเต็มไปด้วยความเลื่อมใสเขา พยักหน้าจริงจัง
หลังจากกินดื่มจนอิ่ม ทั้งสามคนก็ลุกขึ้นเดินทางต่อ
วังเสี่ยวซงจดจำคำเตือนของฟางเหิง ยังคงมีทีท่าระมัดระวัง
เช่นเดิม บางครั้งก็เร่งความเร็วของม้า บางครั้งก็ช้าลง และบ่นพึมพำ
เป็นครั้งคราว
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม รอบด้านยังคงเงียบสงัด
วังเสี่ยวซงเกือบสงสัยว่าชนเผ่าต๋าลู่จะจากไปแล้วจริง ๆ หรือไม่
แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากด้านหลัง ทั้งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี
ทั้งภาษาที่เขาไม่เข้าใจ
เพียงชั่วพริบตา รถม้าก็ถูกสกัดทาง ชนเผ่าต๋าลู่สิบกว่าคนยิ้ม
โหดเหี้ยมเข้ามาใกล้ ชูดาบขึ้นหมายจะสังหารคน
พวกเขาไม่พูดพล่าม ไม่อ้อมค้อม มีเป้าหมายชัดเจนคือฆ่าคน
และปล้นสินค้า
ดาบยาวสีดำเป็นประกายนั้นไม่รู้ว่าคร่าชีวิตของชาวต้าอวี๋ไป
มากเท่าใดแล้ว
วังเสี่ยวซงกัดฟันแน่น กดข่มความกลัวเอาไว้
ม่านรถม้าด้านหลังพลันถูกเปิดออก เจียงอู่ เจียงชี และเจียงปา
ชูดาบยาวออกมาต่อสู้กับพวกเขาอย่างดุเดือด
ชั่วขณะนั้น ประกายคมดาบสองฝั่งเข้าปะทะกัน หยาดเลือดสาด
กระเซ็นไปทั่ว
พวกชนเผ่าต๋าลู่ตื่นตระหนก คิดว่าตนเองถูกลอบโจมตี แต่เมื่อดู
อย่างถี่ถ้วนกลับพบว่ามีเพียงคนสามคนเท่านั้น พวกเขาจึงคิดจะ
จัดการให้จบเรื่องโดยเร็ว
พวกเจียงอู่จึงต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมาก
พวกเขาต้องคอยปกป้องพวกวังเสี่ยวซงที่อยู่ข้างหลัง ทั้งยังต้อง
ถ่วงเวลาชนเผ่าต๋าลู่ เพื่อรอกองกำลังหลักมาถึง
เนื่องจากไม่มีม้า พวกเขาจึงต้องอาศัยความคล่องแคล่วของ
ตนเองในการเคลื่อนไหวท่ามกลางกลุ่มคน ออกแรงฆ่าฟันศัตรู
หากกล่าวว่าพวกเจียงอู่คือเทพสงครามที่ลงมาจุติ
คนงานทั้งสามคนคงเปรียบดั่งต้นหญ้าสามต้นท่ามกลางสายลม
อันเยือกเย็น แม้จะกอดกันแน่นก็ยังคงตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
มีชนเผ่าต๋าลู่บางคนตระหนักได้ว่าพวกเขาคือเหยื่อล่อ จึงสบถ
ด่าออกมา ดาบยาวห้าเล่มพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
เจียงชีกับเจียงปาร้องตะโกน แต่ละคนกระโจนเข้าไปรับดาบคน
ละเล่ม
ยังเหลือคมดาบอีกสามเล่มที่มุ่งตรงไปยังลำคอของพวกคนงาน
จังหวะนั้น เจียงอู่กลิ้งตัว มือขวาถือดาบยาว มือซ้ายจับมีดที่แย่ง
มาได้ ยอมใช้แผ่นหลังรับความเจ็บปวด และใช้พละกำลังของคนคน
เดียวต้านดาบยาวทั้งสามเล่ม
“พี่สาว…พี่ห้า” ดวงตาเจียงปาแดงก ่า “ท่านอดทนไว้ หัวหน้า
กำลังจะมาแล้ว”
เจียงอู่ส่ายหน้าบอกเขาว่าไม่เป็นไร ยกมือปัดคมดาบของชน
เผ่าต๋าลู่ออกแล้วหมุนตัวอีกครั้ง จัดการฟันมือของชนเผ่าต๋าลู่ที่ถือ
ดาบอยู่ด้านหลังนาง
“อ๊าก…” ชนเผ่าต๋าลู่ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
แต่เจียงอู่ไม่แสดงอาการใด ๆ มือซ้ายขว้างดาบยาวออกไป ทำ
ให้ชนเผ่าต๋าลู่ตกจากหลังม้า
ความทุกข์ยากในเดือนปีเหล่านั้นไม่ได้สูญเปล่า คนที่โหดร้าย
กับตัวเอง ย่อมโหดร้ายกับศัตรูยิ่งกว่า
แม้นางจะเป็นหญิงสาวผู้งดงามดั่งบุปผา แต่เมื่อต้องมีชีวิตอยู่ใน
ค่ายทหารในฐานะผู้ชาย ต่อให้มีพี่ชายน้องชายคอยช่วยปกปิด แต่
ส่วนใหญ่เจียงอู่ก็ไร้ความปรานีอยู่แล้ว
นางไม่สนใจว่าตนเองจะเป็นหญิงหรือชาย ไม่สนใจรอยด้านบน
ฝ่ามือ ไม่สนใจรอยแผลเป็นน้อยใหญ่บนร่างกาย ไม่สนใจว่าเส้นผม
ยาวจะงดงามอยู่หรือไม่ ไม่สนใจว่าใบหน้าจะหยาบกร้านหรือไม่
นางเพียงต้องการพิสูจน์ว่า ตนเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าบุรุษคน
หนึ่งแม้แต่น้อย
และนางทำสำเร็จแล้ว
ฟางเหิงควบม้ามาโดยเร็วที่สุด แล้วรั้งบังเหียนให้หยุดม้า พอเห็น
เลือดที่หลั่งไหลลงมาจากแผ่นหลังของเจียงอู่ เขาก็โกรธจัดจนต้อง
กระตุกบังเหียน
เจ้าม้าคำรามพลางยกขาหน้า ก้าวไปสองก้าวด้วยแรงส่ง แล้ว
เหยียบทับร่างของชายต๋าลู่คนนั้นพอดี
ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน ฟางเหิงถือดาบตะโกนด้วยความ
โกรธแค้น “ฆ่า! ฆ่าให้หมด!”
หากก่อนหน้านี้เป็นการถ่วงเวลาของพวกเจียงอู่ ตอนนี้ก็เป็น
การสังหารฝ่ายเดียวของกองกำลังต้าอวี๋ แม้จะมีจำนวนคนเท่ากัน แต่
ตราบใดที่ชนเผ่าต๋าลู่หลบหนีไม่พ้น พวกเขาก็ไม่มีทางชนะได้เลย
เพียงชั่วพริบตา ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนก็บาดเจ็บล้มตาย เหลือ
เพียงหนึ่งคนที่ขี่ม้าหนีไปอย่างทุลักทุเล แต่มันเป็นแค่ความพยายาม
ครั้งสุดท้ายของเขาเท่านั้น
เพราะฟางเหิงได้ง้างธนู เล็งแผ่นหลังของเขาแล้ว
พร้อมกับเสียงลูกธนูที่แหวกผ่านอากาศ ชายต๋าลู่ก็ร่วงลงจาก
หลังม้า ไม่ส่งเสียงอะไรอีกเลย
ทุกคนในหน่วยสิบต่างโห่ร้องยินดี บ้างก็เก็บอาวุธ บ้างก็ขนย้าย
ศพ บ้างก็ลากไปจูงม้าที่ไร้เจ้าของ
สงครามก็เป็นเช่นนี้
ในสถานการณ์ที่แร่เหล็กมีจำกัด การที่สามารถจัดหาดาบให้
ทหารในค่ายได้ทุกคนนั้น ก็ทำให้ท้องพระคลังสูญเสียเงินทองไปมาก
แล้ว
ทว่าทุกครั้งที่มีสงคราม ก็ต้องใช้อาวุธมากมาย และผู้คนก็ล้ม
ตายไปมากมายเช่นกัน
เพื่อประหยัดทรัพยากร ดาบที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ก็จะถูกเก็บ
กลับมาใช้ต่อ ส่วนใบมีดที่หักก็นำไปให้ช่างตีเหล็กหลอมขึ้นใหม่ ม้า
พันธุ์ดีก็นำกลับมาใช้ ส่วนตัวที่ตายแล้วก็ถลกหนังเอาเนื้อมากิน
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ฟางเหิงนั่งอยู่บนหลังม้า มองวังเสี่ยวซงและอีกสองคนที่กำลังตัว
สั่นงันงก นึกถึงกลยุทธ์สำคัญในการล่อศัตรูเข้ามา ดวงตาของเขา
พลันเปล่งประกายด้วยความน่าตกใจ
หลายปีที่ราชวงศ์ต้าอวี๋และชนเผ่าต๋าลู่ขัดแย้งกัน กลอุบาย
ล่อลวงศัตรูให้เข้ามานั้นถูกใช้มาทุกวิธีแล้ว และส่วนใหญ่ก็จบลงด้วย
ความล้มเหลว
ทำไมกัน?
เพราะไม่แนบเนียนพอ
วังเสี่ยวซงและคนอื่นสามารถเป็นเหยื่อล่อได้ เพราะพวกเขา
กำลังขนส่งสินค้าจริง ๆ หวาดกลัวจริง ๆ และวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด
จริง ๆ
ภาพลวงตาทั้งหมดนั้นหลอกได้เพียงคนโง่เท่านั้น มีเพียงการ
กระทำที่แท้จริงเท่านั้นที่จะสามารถดึงดูดชนเผ่าต๋าลู่ และล่อศัตรูให้
เข้ามาในกับดักได้
บนพื้นฐานของการไม่ใช้ประชาชนมาเป็นเหยื่อล่อ ทำให้เหล่า
ทหารสามารถใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน ขนส่งสินค้า ทะเลาะวิวาท
โต้เถียง และคุยโวได้
ไม่ใช่การเสแสร้งชั่วคราวหรือการสวมบทบาท แต่ให้พวกเขาทำ
อย่างจริงจัง กลายเป็นคนธรรมดาจริง ๆ เพื่อดึงดูดการไล่ล่าของชน
เผ่าต๋าลู่
สถานการณ์ที่ยากลำบากมาหลายปีเหมือนจะคลี่คลายได้แล้ว
ฟางเหิงนั่งอยู่บนหลังม้า ท่วงท่าอันองอาจ ความทะเยอทะยาน
อันยิ่งใหญ่ แววตาเปล่งประกายดั่งดวงดาว จ้องมองไปยังที่ที่ไกลแสน
ไกล
ขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังร่างแผนที่ด้วยความมุ่งมั่น
เพื่อจะพิชิตทั่วหล้า อีกคนกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างสงบรอคอยผล
การสอบของตนเอง พวกเขาราวกับดวงดาวสามดวงที่เปล่งประกาย
เจิดจ้า ค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นไป
ตำแหน่งที่พวกเขาอยู่นั้นเป็นรูปสามเหลี่ยมพอดี
ด้วยลางสังหรณ์ถึงสายตาของน้องชาย เจิ้งหรูเชียนกับสวี่โม่ต่าง
เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
คนหนึ่งเห็นคุณชายผู้อ่อนแอดั่งต้นหลิวโอนเอนมาส่งจดหมาย
ตอบกลับด้วยตนเอง
ส่วนอีกคนจ้องมองน้องสาวที่บุกเข้ามาในห้อง ด้วยสีหน้าและ
แววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“พี่ใหญ่ ผลสอบประกาศแล้ว” เจียงเซิงกัดฟันพูดด้วยน ้าเสียง
ลำบากใจ “แต่ว่าชื่อของท่าน ไม่มีอยู่ในประกาศ”