พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 281 สวี่โม่สอบไม่ผ่าน
การสอบระดับแคว้นของราชวงศ์ปัจจุบันมักเริ่มขึ้นในช่วงปลาย
เดือนสอง ตามธรรมเนียมของราชวงศ์ก่อน เรียกว่าการสอบช่วง
ใบไม้ผลิ
การสอบแบ่งเป็นสามช่วง ช่วงละสามวัน รวมทั้งหมดเก้าวันเจ็ด
คืน
เวลาประกาศผลก็ไม่แน่นอน อาจประกาศตั้งแต่ปลายเดือนสาม
หรือล่าช้าไปจนถึงต้นเดือนสี่ แต่จะไม่เกินวันที่สิบห้าของเดือนสี่
บัณฑิตหลายคนบ่นเรื่องนี้ว่า เมื่อถึงวันที่คาดว่าจะประกาศผล
สอบ พวกเขาจะกดดันมาก ทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวกับการประกาศ
ผล
หากเทียบกันแล้ว เจียงเซิงกลับมั่นใจกว่ามาก เพียงแต่ทุกวันที่
นางไปตรวจดูกิจการ ก็จะแวะผ่านสำนักสอบแล้วเหลือบมองว่ามี
ผู้คนมาชุมนุมกันอยู่หรือไม่
ถ้ามี ก็แสดงว่าประกาศผลสอบแล้ว
แต่ถ้าไม่มี นางก็สามารถเดินผ่านไปได้อย่างสบายใจ
ต้นเดือนสี่
เจียงเซิงเพิ่งจะตื่นนอนก็ได้ข่าวว่า ร้านขนมที่คิดจะขายเกาลัด
คั่วน ้าตาลส่งคนไปเหอเป่ย ขนเกาลัดกลับมาถึงสองเกวียน และเริ่ม
ขายเกาลัดคั่วน ้าตาลแล้ว
อีกทั้งพวกเขายังจะขายเพียงยี่สิบห้าเหวินเท่านั้น
ราคาเพียงห้าเหวินนี้ มันมากพอที่จะทำให้ชาวบ้านที่อยากกิน
เกาลัดคั่วน ้าตาลแต่ไม่อยากจ่ายเงิน ตัดสินใจซื้อได้
ลูกค้าของร้านจิ่วเจินถูกแย่งไปไม่น้อยเลย จางเซียงเหลียนรู้สึก
กังวลมาก จึงให้ต้ายาไปหาเจียงเซิงเพื่อขอคำแนะนำ
เด็กน้อยได้กลายเป็นเสาหลักของร้านโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว
เจียงเซิงยังคงใจเย็น นางเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบไปที่ร้านจิ่วเจิน
พร้อมกับต้ายา ระหว่างทางผ่านหน้าสำนักสอบ นางเห็นผู้คน
มากมายจึงอดใจไม่ไหวกระโดดลงไป หวังจะแอบดูและทำให้พี่ชาย
ประหลาดใจสักหน่อย
ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ นางก็ไม่เห็นชื่อของสวี่โม่
แม้แต่บัณฑิตแซ่สวี่ก็ยังไม่มี
เจียงเซิงไม่อยากจะเชื่อ นางจึงถามบัณฑิตคนหนึ่งว่า “พี่ชาย นี่
เป็นการประกาศผลสอบระดับแคว้นจริงหรือ?”
“จริงสิ ถ้าไม่ใช่ผลการสอบระดับแคว้นแล้วจะเป็นอะไรได้เล่า”
บัณฑิตผู้นั้นตอบอย่างหงุดหงิดแล้วจากไป เห็นได้ชัดว่าเขาคงสอบ
ได้ไม่ดี
แต่สวี่โม่ไม่ควรเป็นเช่นนี้
เขาเป็นถึงเจี้ยหยวนในการสอบระดับเขต เป็นบัณฑิตที่ผู้ว่าการ
เขตอันสุ่ยคิดถึงอยู่เสมอแม้จะออกจากตำแหน่งแล้ว เป็นพี่ชายผู้สง่า
งามและเฉลียวฉลาด เป็นเด็กหนุ่มที่ดึงดูดมิตรสหายอย่างจ้าวฉีจูมา
ได้ด้วยความสามารถ
เขาไม่ควรไร้ชื่อเสียง ยิ่งไม่ควรจะสอบตก
เจียงเซิงหันหลังกลับอย่างหมดอาลัยตายอยาก ไม่ไปที่ร้านจิ่ว
เจินแล้ว ไม่สนใจการค้าเกาลัดคั่วน ้าตาลอีกต่อไปด้วย นางเป็น
เหมือนลูกสิงโตตัวน้อยที่พุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว วิ่งจากสำนักสอบ
กลับไปเรือนเล็ก แล้วพุ่งพรวดเข้าไปในห้องของสวี่โม่
“พี่ใหญ่!” เจียงเซิงกัดฟันพูดด้วยน ้าเสียงยากลำบาก “ผลสอบ
ประกาศแล้ว แต่ว่าชื่อของท่าน ไม่มีอยู่ในประกาศ”
สวี่โม่ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาอาจจะประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังคง
สงบนิ่งดุจผิวน ้า
“พี่ใหญ่” เจียงเซิงร้อนใจ “ที่นี่ไม่ใช่เขตอันสุ่ยนะเจ้าคะ ที่นี่คือ
เมืองหลวง ไม่มีชื่อท่านบนประกาศผลสอบ นั่นหมายความว่าท่าน
สอบไม่ผ่านจริง ๆ”
เขตอันสุ่ยเคยมีกฎ “ไม่ขึ้นประกาศสามอันดับแรก” ซึ่งตั้งขึ้น
โดยโต้วเว่ยหมิง ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยในขณะนั้นเพื่อปกป้องบัณฑิตที่
มีความสามารถเก่งกาจ แต่ต่อมากลับถูกผู้ว่าการเขตคนใหม่เฮ่อเฉิง
จางยกเลิก
แต่ที่นี่คือเมืองหลวง ชื่อทุกชื่อที่อยู่บนประกาศคือสอบผ่าน ไม่มี
ชื่อย่อมหมายถึงสอบไม่ผ่าน
“พี่ใหญ่จะสอบไม่ผ่านได้อย่างไรกัน” เจียงเซิงเหมือนมดที่อยู่บน
กระทะร้อน “มันต้องมีอะไรที่ผิดพลาดแน่ ๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่
ติดประกาศจะลืมชื่อท่าน พวกเราควรไปถามที่สำนักสอบหรือไม่…”
“เจียงเซิง”
สวี่โม่เอ่ยปาก กลืนความเสียดายลงไป “การสอบก็เป็นเช่นนี้ มี
คนสอบผ่านก็ต้องมีคนที่สอบไม่ผ่าน ข้าไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกาจ
ถึงขนาดจะสอบผ่านทุกครั้งหรอก”
“หากครั้งนี้ไม่สำเร็จ อีกสามปีข้าก็จะสู้อีกครั้ง”
การสอบขุนนางมักอาศัยความพยายามแปดส่วน โชคอีกสอง
ส่วน การสอบไม่ผ่านไม่ได้หมายความว่ามีความสามารถอ่อนด้อย
กว่าผู้อื่น อาจเป็นเพราะคำตอบไม่ถูกใจผู้ตรวจ หรือยังแสดง
ความสามารถได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้พลาดโอกาสอันดีนี้ไป
อาจารย์มักเตือนเขาตั้งแต่แรกที่เข้าศึกษาว่าอย่าได้มั่นใจ
จนเกินไป การสอบไม่ผ่านเป็นบันไดสู่ความสำเร็จในครั้งต่อไปได้ ผู้
ที่สอบผ่านในยามชราก็มีให้เห็นมากมาย ส่วนจอหงวนหนุ่มนั้นหาได้
ยากในรอบร้อยปี
ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งท่ามกลางคนหมื่นแสน สมควร
ยอมรับความธรรมดาของตนเอง แล้วใช้ความพยายามเพื่อชดเชย
ส่วนที่ขาดไป
สวี่โม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้อย่างยิ่ง
จากอั้นโฉ่วของอำเภอสู่อั้นโฉ่วของเมือง จนถึงเจี้ยหยวนของ
เขต แม้เขาจะได้อันดับหนึ่งทุกครั้ง แต่ก็ไม่เคยหยิ่งผยองแม้แต่น้อย
เพียงคิดว่าเป็นตนที่โชคดีหรือบังเอิญสอบได้ก็เท่านั้น
เขาใจเย็นมั่นคง ถ่อมตนรักษาท่าที มีเสน่ห์ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเก่ง
และมีจิตใจที่สงบนิ่งเหนือสามัญ
การสอบระดับแคว้นไม่ผ่านย่อมต้องเสียดายอยู่บ้าง แต่หลังจาก
รู้สึกเสียดายแล้วก็ควรพยายามให้มากขึ้น หมั่นทบทวนตนเอง และ
เตรียมตัวต่อไปด้วยความสุขุม
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน มือข้างหนึ่งไพล่หลัง มองผ่านประตูที่เปิด
กว้างไปยังทิศตะวันออก
ในยามนั้นเอง แสงอาทิตย์ส่องสว่างไปทั่วผืนดิน ขับไล่ความ
มืดมนและหมอกควันทั้งปวงในโลกมนุษย์ออกไป
เจียงเซิงเหม่อมองพี่ชายที่ถูกแสงแดดอาบไล้ ความกระวน
กระวายใจถูกพัดพาไปโดยไม่รู้ตัว นางรู้สึกสงบลงและกล่าวว่า “ข้า
ใจร้อนเกินไปเอง”
พี่ใหญ่ของนางยังเป็นเด็กหนุ่ม การสอบไม่ผ่านในวัยสิบห้าปี
ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร อีกสามปีเขาก็ยังสอบใหม่ได้ในฐานะบัณฑิต
ที่อายุน้อยที่สุด
“ไม่ใช่เจ้าใจร้อนหรอก แต่เป็นเพราะทุกอย่างราบรื่นมาตลอด
ทำให้เจ้าเข้าใจผิดว่าทุกสิ่งจะราบรื่นเช่นนั้น” สวี่โม่หัวเราะพลางจูง
มือน้องสาว “ชีวิตคนเราจะราบรื่นไปเสียทุกครั้งได้อย่างไรเล่า”
หากทำจิตใจให้สงบไม่ได้ ความราบรื่นก่อนหน้านี้จะกลายเป็น
เพียงคำเยินยอ และทำลายคนที่มีพรสวรรค์อันเหลือล้น
คิดเช่นนี้แล้ว การสั่งสมประสบการณ์แล้วค่อย ๆ แสดงศักยภาพ
กลับเป็นการดีกว่าสำหรับคนที่มีจิตใจมั่นคง
“ไปกันเถอะ พวกเราต้องบอกเจ้าสี่เจ้าห้าด้วย” สวี่โม่ยิ่งดูสงบ
เยือกเย็นนัก
จ่างเยี่ยนและเวินจืออวิ่นไปที่สำนักแพทย์แต่เช้า ถนนเทียนเจีย
คึกคักมาแต่ไหนแต่ไร ผู้คนมากมายสัญจรไปมา ข่าวต่าง ๆ จึงแพร่
สะพัดได้เร็ว เกรงว่าทั้งสองคงรู้ผลสอบของเขาแล้ว
สวี่โม่รู้ดี ขณะผ่านหน้าสำนักสอบจึงบอกให้เจียงซานชะลอรถ
ม้า ก่อนจะเห็นเด็กหนุ่มสองคนยืนตกตะลึงอย่างที่คาดไว้
เขาโบกมือให้รถม้าหยุด แล้วถอนหายใจเดินเข้าไปหา “พวกเจ้า
รู้แล้วหรือ”
“พี่ใหญ่” เวินจืออวิ่นตาแดงราวกับกระต่ายตัวน้อย “ท่านจะสอบ
ไม่ผ่านได้อย่างไรกัน”
จ่างเยี่ยนขมวดคิ้ว ไม่พูดอะไร
“พี่ใหญ่ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกันนะ ย่อมต้องสอบไม่ผ่านบ้าง
สิ” สวี่โม่ตบไหล่เจ้าสี่ “อย่ากังวลไปเลย อีกสามปีก็ยังมีโอกาส”
“แต่ว่า…” เวินจืออวิ่นอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็พูดไม่ออก
คนที่เสียใจที่สุดเมื่อสอบไม่ผ่านก็คือพี่ใหญ่ พวกเขาควรจะเป็น
คนปลอบใจพี่ใหญ่ต่างหาก ไม่ใช่ให้พี่ใหญ่มาปลอบใจพวกเขา
หากปลอบใจไม่ได้ เขาก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ
สวี่โม่ยิ้มพลางหันไปมองน้องชายที่เฉลียวฉลาดและมีความคิด
ลึกซึ้งที่สุดในบ้าน “เจ้าห้า คงไม่ต้องให้ข้าอธิบายแล้วใช่หรือไม่”
“ไม่ต้องขอรับ” จ่างเยี่ยนหันหน้าไป “ข้าแค่แปลกใจว่าทำไมเขา
ถึงสอบได้อันดับหนึ่ง”
เขาไหนกัน?
สวี่โม่ไม่สนใจว่าใครจะสอบได้อันดับหนึ่ง แต่คนที่ทำให้น้องห้า
ประหลาดใจได้นั้น ในเมืองหลวงแห่งนี้มีไม่มากนักหรอก
เขาหันกลับไป มองผ่านเงาร่างของผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่ ยัง
ไม่ทันเห็นชื่อบนประกาศ ก็ได้ยินเสียงตะโกนอันคุ้นหูของจ้าวหยวน
ดังมา
“เหตุใดถึงเป็นเขา?”
“เป็นเขาไปได้อย่างไรกัน?”