พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 282 เขาคือฮุ้ยหยวน
จ้าวหยวนยังไม่ได้สอบผ่านขั้นจวี่ เขาเป็นเพียงซิ่วไฉเท่านั้น
ตามหลักแล้วย่อมไม่เกี่ยวข้องกับการสอบระดับแคว้น
เขาวิ่งมาที่หน้าสำนักสอบหลายครั้ง เพียงเพื่อสวี่โม่ หรือพูดอีก
อย่างคือเพื่อความมั่นใจ
มีคำกล่าวว่าคนที่บริสุทธิ์ใจย่อมมีความคิดที่เรียบง่าย จ้าวหยวน
ก็เชื่อมั่นสุดใจว่าสวี่โม่จะได้ตำแหน่งฮุ้ยหยวน หรืออย่างน้อยก็ต้อง
เป็นก่งเซิ่งที่สอบได้อันดับต้น ๆ
เขารู้สึกเหมือนกับเจียงเซิง ทั้งตื่นเต้นทั้งมั่นใจตอนที่มาดูผล
สอบ แต่ปรากฏว่าหลังไล่อ่านชื่อจากต้นจนจบก็ไม่เห็นแม้แต่
ตัวอักษร “สวี่” เขางุนงงไปครู่ใหญ่ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว ตะโกน
ออกมาว่า “ทำไมกัน! ทำไมพี่สวี่ถึงสอบไม่ผ่าน เขาต่างหากที่จะเป็น
ฮุ้ยหยวน”
บัณฑิตทุกคนที่อยู่หน้ากระดานประกาศหันมามอง
มีคนอดพูดขึ้นมาไม่ได้ “เพราะเขามีความสามารถ คนที่ไม่มี
ความสามารถก็สอบไม่ผ่านทั้งนั้น”
“พูดบ้าอะไร!” จ้าวหยวนโมโหจัด “พี่สวี่ต่างหากที่มี
ความสามารถ พี่สวี่ไม่มีทางสอบไม่ผ่าน เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”
เห็นคนทั้งสองกำลังจะตีกัน ฉีหวายกับอันจวิ่นจึงรีบวิ่งเข้ามา
ลากจ้าวหยวนที่กำลังขู่ฟ่อ ๆ ออกไปจากฝูงชน
“อย่าห้ามข้านะ เขาพูดว่าพี่สวี่ไม่มีความสามารถ พูดจา
เหลวไหลชัด ๆ ข้าจะต้องซัดเขาสักหมัด” จ้าวหยวนกัดฟันพูด
“ความสามารถของพี่สวี่เป็นอย่างไร พวกเจ้าจะไม่รู้หรือ?”
อันจวิ่นพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ฉีหวายถอนหายใจ “พี่อันสอบผ่าน แม้แต่ข้าก็ยังผ่านมาได้อย่าง
หวุดหวิด แล้วเหตุใดพี่สวี่ถึง…”
ที่แท้ ฉีหวายกับอันจวิ่นก็สอบผ่าน สวี่โม่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกดีใจ
กับพวกเขา
“ถ้าแค่นี้ก็ช่างเถอะ แต่ทำไมฮุ้ยหยวนถึงเป็นฟางหยวนได้? พวก
เราต่างก็รู้ว่าตำแหน่งจวี่เหรินของเขาได้มาอย่างไร” จ้าวหยวนบ่น
หงุดหงิด “ถอยหลังไปอีกหมื่นก้าว การที่คนตระกูลนักรบได้ตำแหน่ง
สูงสุดไป พวกเราที่เป็นคนจากตระกูลขุนนางคงต้องไปผูกคอแล้ว”
ฟาง…หยวน
ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหู แต่ก็แปลก ๆ อยู่บ้าง
แต่พอพูดถึงตระกูลนักรบ สวี่โม่ก็นึกขึ้นได้ ฟางเหิงก็เป็น
ลูกหลานตระกูลฟางที่เป็นตระกูลนักรบไม่ใช่หรือ ดังนั้นฟางหยวนก็
คงจะเป็นลูกพี่ลูกน้องที่เคยปะทะกันนั่นเอง
คิดดูแล้ว ฮุ้ยหยวนคนนี้อายุน้อยกว่าสวี่โม่ถึงสองปี นับว่าเป็น
อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง
“…อัจฉริยะบ้าบออะไร” เสียงของจ้าวหยวนดังขึ้นมาทันควัน “ฮุ้ย
หยวนอายุสิบสามปี เจ้าจะเชื่อหรือ?”
เขามองไปทางฉีหวาย ฉีหวายก็ส่ายหน้าตอบ
พอมองอันจวิ่นอีกครั้ง เขาก็ยักไหล่แบมือ
สุดท้ายก็หันไปจ้องสวี่โม่ จ้าวหยวนพลันสะดุ้งตกใจ รีบเข้ามา
หาด้วยท่าทางน้อยใจ “พี่สวี่ เจ้าสอบไม่ผ่านนะ เจ้าจะสอบไม่ผ่านได้
อย่างไรกัน เจ้าเป็นถึงแบบอย่างของข้าเชียวนะ”
สวี่เจี้ยหยวนไม่คิดเลยว่าตนเองจะสอบระดับแคว้นไม่ผ่าน
น้องชายไม่ร้องไห้ น้องสาวไม่ร้องไห้ แต่จ้าวหยวนกลับร้องไห้แล้ว
ร้องไห้โฮเสียด้วย
“พี่สวี่ นี่ต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลแน่ ข้าไม่ยอมนะ เจ้าจะสอบ
ไม่ผ่านได้อย่างไร แม้แต่ฉีหวายยังสอบผ่านเลย” จ้าวหยวนร้องไห้
พลางใช้ผ้าเช็ดน ้าหูน ้าตา “หากเป็นคนอื่นสอบได้ฮุ้ยหยวน ข้าก็จะ
ไม่พูดอะไรเลย แต่ทำไมต้องเป็นฟางหยวนด้วย”
ก็จริงอยู่
ทายาทตระกูลแม่ทัพละทิ้งวิชาทางทหารมาร ่าเรียนศาสตร์
วิชาการแทน ทั้งยังสามารถคว้าตำแหน่งฮุ้ยหยวนไปได้อย่างง่ายดาย
มันน่าเหลือเชื่อจริง ๆ
แต่ก็ไม่สามารถสงสัยว่าการสอบขุนนางจะมีปัญหาได้เหมือนกัน
เพื่อปกป้องสิทธิของบัณฑิตสามัญชนและหลีกเลี่ยงการทุจริต
ของคนตระกูลใหญ่ ราชวงศ์ต้าอวี๋จึงสั่งให้การสอบระดับเขตและการ
สอบระดับแคว้นใช้วิธี “ปกปิดชื่อ” คือปิดบังชื่อบนกระดาษคำตอบ
และตรวจข้อสอบแบบไม่เห็นชื่อผู้สอบ
แต่ลายมือของแต่ละคนก็มีลักษณะเฉพาะตัว คนที่คุ้นเคยก็ยัง
สามารถแยกแยะได้ ดังนั้นจึงมีการออกข้อสอบสองแบบคือแบบหมึก
แดงและแบบหมึกดำ
ตามชื่อที่บอก เหล่าบัณฑิตจะใช้พู่กันหมึกในการสอบที่สำนัก
สอบ สิ่งที่เขียนออกมาเรียกว่ากระดาษคำตอบสีดำ ซึ่งจะถูกส่งไปยัง
ผู้คุมสอบ จากนั้นจะมีผู้คัดลอกใช้พู่กันสีแดงคัดลอกอีกครั้ง เรียกว่า
กระดาษคำตอบสีแดง
ผู้คุมสอบของการสอบระดับเขตและการสอบระดับแคว้น จะตรวจ
และจัดอันดับผ่านม้วนแดงที่ปิดชื่อไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงการลำเอียงให้
มากที่สุด และปกป้องบัณฑิตที่ไร้อำนาจและอิทธิพล ให้มีโอกาสได้
เลื่อนตำแหน่ง
“บางทีอาจเป็นเพราะความสามารถของข้ายังไม่มากพอ ฝีมือจึง
สู้คนอื่นไม่ได้” สวี่โม่ปลอบใจจ้าวหยวน พลางตบหลังเขาเบา ๆ
จ้าวหยวนยิ่งสิ้นหวังกว่าเดิม
“แม้แต่เจ้ายังสอบระดับแคว้นไม่ผ่าน ชาตินี้ข้าก็คงไม่มีทางได้
เป็นจิ้นซื่อแล้ว ไม่สามารถทำให้บิดามารดาภาคภูมิใจได้แล้วด้วย”
เขากล่าวด้วยความเศร้าโศกเสียใจ
สวี่โม่ทั้งขำทั้งจนปัญญา
กระทั่งเขาสงบลงได้ในที่สุด ฉีหวายกับอันจวิ่นต่างมองสวี่โม่
ทำท่าเหมือนอยากพูดแต่ก็ชะงักไป
“ยังไม่ได้แสดงความยินดีกับพี่ฉีพี่อันเลย” สวี่โม่ประสานมือ
คำนับ “หากผ่านการสอบในวังหลวง ต่อไปพวกเจ้าก็จะได้แสดงฝีมือ
ให้เต็มที่แล้ว”
อันจวิ่นรู้สึกยินดีที่สุด การได้รับตำแหน่งก่งเซิ่งนี้เป็นการพิสูจน์
ความสามารถของเขา ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวว่าคนตระกูลใหญ่จะกดขี่
ข่มเหงอีกแล้ว
สหายทั้งสามคนเดินทางฝ่าฟันมาด้วยกัน มีเพียงสวี่โม่ที่สอบไม่
ผ่าน
พอพูดถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกเศร้าใจนัก ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้
“มันไม่ควรเป็นเช่นนี้ ไม่ควรเลย” อันจวิ่นพึมพำสับสน ไม่รู้จะทำ
อย่างไร
ฉีหวายค่อนข้างสงบ ตบไหล่เขาแล้วกล่าวว่า “อีกสิบวันจะมีการ
ประกาศเรียงความของผู้ที่สอบไม่ผ่าน พร้อมคำวิจารณ์ของผู้คุม
สอบ เจ้าสามารถมาดูได้นะ”
สวี่โม่ยิ้มน้อย ๆ พลางพยักหน้า
ที่หน้าสำนักสอบมีผู้คนมาดูประกาศผลสอบมากขึ้นเรื่อย ๆ พวก
เขาจึงบอกลากันและนัดหมายว่าจะกลับมาดูการประกาศเรียงความ
อีกครั้งในอีกสิบวัน
เจียงเซิงได้รับแรงใจมาจากพี่ชาย นางจึงฮึดสู้และจัดการกับ
เหตุการณ์แย่งชิงการค้า
นางเดินไปที่ร้านจิ่วเจินอย่างไม่รีบร้อน สัมผัสเกาลัดที่ชื้น
เล็กน้อย แล้วถามว่า “พวกพี่ชายเกาได้บอกหรือไม่ ว่าเกาลัดนี้เก็บ
ไว้ได้นานเท่าไร?”
จางเซียงเหลียนนึกทบทวนแล้วตอบ “หากเก็บในที่แห้งและเย็น
ก็สามารถเก็บไว้ได้นานสองเดือน”
พี่น้องตระกูลเกาต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนในการขนมา และใช้เวลา
อีกหนึ่งเดือนในการขาย จึงตรงกับการรับประกันว่าเกาลัดคั่วน ้าตาล
ทั้งหมดยังเป็นของสดใหม่
เจียงเซิงพยักหน้ารับรู้ แล้วไปที่ร้านขนมฝั่งตรงข้าม เพื่อยืนยัน
ว่าเกาลัดคั่วน ้าตาลของพวกเขาก็ขายดีเช่นกัน สุดท้ายนางจึง
ตัดสินใจว่า “ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นเจ้าค่ะ”
จางเซียงเหลียนประหลาดใจมาก “เจียงเซิงน้อย เจ้าจะไม่ทำอะไร
จริง ๆ หรือ ปล่อยให้พวกเขากดราคาและแย่งลูกค้าไปเช่นนี้หรือ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” เจียงเซิงตอบอย่างใจเย็น “ในสภาพที่แห้งและ
เย็นสามารถเก็บเกาลัดได้เพียงสองเดือน หากเก็บในหน้าร้อนอย่าง
มากครึ่งเดือนก็คงจะเกิดหนอนและขึ้นราแล้ว พวกเรามีเรือนพักที่พี่
รองซื้อไว้และน ้าแข็งที่เก็บได้อยู่ จึงสามารถเก็บรักษาได้นานอีก แล้ว
พวกเขามีอะไรเล่า?”
ในราชวงศ์ต้าอวี๋มีพ่อค้าเร่อยู่มากมาย คนที่ขนส่งสินค้าไปมา
ระหว่างสองเมืองก็มีไม่น้อย แต่พวกเขาส่วนใหญ่วิ่งไปมาแค่หนึ่งหรือ
สองที่ และขนส่งเฉพาะสินค้าที่เก็บไว้ได้นาน
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่มองเห็นความพิเศษของน ้าแข็ง และซื้อเรือน
พักในเมืองที่เหมาะ ๆ เพื่อเก็บน ้าแข็งไว้ และใช้วิธีที่ประหยัดที่สุดใน
การยืดอายุของสินค้า
ร้านขนมฝั่งตรงข้ามก็สามารถซื้อน ้าแข็งมาจากที่ต่าง ๆ ได้ แต่
เมื่อคำนวณดูแล้ว ต้นทุนของเกาลัดคงไม่ต ่ากว่ายี่สิบห้าเหวิน พวก
เขาจะขายได้จริงหรือ?
ร้านจิ่วเจินไม่จำเป็นต้องทำอะไร เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ อากาศจะ
อบอุ่นขึ้น แดดจะแรงขึ้น การค้าของฝั่งตรงข้ามจะต้องทำต่อไปไม่ได้
แน่นอน
เวลาสิบวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หน้าสำนักสอบคึกคักยิ่งกว่าเดิม ผู้ที่สอบไม่ผ่านต่างมา
เบียดเสียดกัน ทุกคนเงยหน้ามองกระดาษคำตอบและคำวิจารณ์ของ
ตนเอง
สวี่โม่พร้อมกับน้องชายน้องสาว และสหายอีกหลายคนกำลัง
ค้นหากระดาษคำตอบของเขาอยู่เช่นกัน
ผู้คุมสอบอ่านกระดาษคำตอบสีแดง และสิ่งที่นำออกมาแสดงก็
เป็นกระดาษสีแดงเช่นกัน นั่นหมายความว่าทั้งกำแพงอาจเป็น
ลายมือของผู้คัดลอกเพียงคนเดียวกัน ทำให้การค้นหา
กระดาษคำตอบของตนเองจึงค่อนข้างยากลำบาก
โชคดีที่ไม่นานจ้าวหยวนก็พบมัน “อยู่นี่ ๆ ข้าเห็นชื่อพี่สวี่แล้ว”
ทุกคนรวมตัวกันเข้าไปอ่านเนื้อหาอย่างจริงจัง
คนอื่น ๆ ยังพอทนได้ แค่อ่านแล้วขมวดคิ้วถอนหายใจ แต่มี
เพียงสวี่โม่ที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียด จนสุดท้ายสีหน้าของเขา
ก็ซีดเผือด
“นี่ไม่ใช่…” เขากำมือแน่น เอ่ยเสียงแหบแห้ง “นี่ไม่ใช่
กระดาษคำตอบของข้า!”