พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 285 ตระกูลเฮ่อ
พวกเขาเคยเป็นเด็กหนุ่มที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น เคยหัวเราะ
ร่วมกันทั้งยามทุกข์และยามสุข
แต่เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญ ตัวเขากลับเลือกที่จะถอยหนี
แม้จะเห็นแก่เส้นผมขาวโพลนของเจ้ากรมฉี เห็นแก่ทรัพย์สมบัติ
ที่ตระกูลฉีสั่งสมมาด้วยความยากลำบาก แต่ฉีหวายก็ยังรู้สึกละอาย
ใจจนไม่กล้าหันมามอง หนีไปอย่างอัปยศ
หากเขาสงบสติอารมณ์ลงสักนิด อยู่ต่ออีกสักหน่อย ก็คงจะได้
เห็นรอยยิ้มอันสงบนิ่งของสวี่โม่
และอาจจะได้ยินสวี่โม่กล่าวว่า “พี่ฉีนะพี่ฉี ข้าจะโทษเจ้าได้
อย่างไร นี่เป็นเรื่องของข้า ข้าสามารถเผชิญหน้ากับอันตรายได้ แต่
ไม่อาจลากพวกพ้องเข้ามาพัวพันด้วย”
เมื่อรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตการสอบครั้งนี้มีฐานะไม่
ธรรมดา สวี่โม่ก็ละทิ้งความคิดที่จะร่วมมือแก้ปัญหากับสหายคนอื่น
แล้ว
ด้วยมีเรื่องนักเขียนเงาเป็นบทเรียน หากเขาไม่มั่นใจเต็มที่ แล้ว
จะลากผู้บริสุทธิ์เข้ามาพัวพันด้วยได้อย่างไร
“แต่พี่ใหญ่ ด้วยกำลังของพวกเราจะต่อกรกับคนตระกูลฟางได้
อย่างไรเจ้าคะ” เจียงเซิงถามด้วยความสับสน
นั่นคือตระกูลฟางเชียวนะ
ฟางเหิงหนีพวกเขามาอย่างอัปยศอดสู จนถึงขั้นต้องหลบลี้ไปถึง
ชายแดน แม้แต่ตอนนี้ก็ยังไม่กล้ากลับมาแก้แค้นคนตระกูลฟางเลย
ตระกูลชั้นสูงแห่งเมืองหลวง มีความสัมพันธ์กับฮ่องเต้ผู้ก่อตั้ง
ราชวงศ์ ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมามีคนที่ได้เป็นแม่ทัพถึงสี่คน มีชื่อเสียง
โด่งดังด้านการทหาร มีเครือญาติอยู่ทั่วทุกหนแห่ง มีอำนาจจนแทบ
จะสามารถพลิกฟ้าคว ่าแผ่นดินได้
เมื่อก่อนพวกเขาต้องใช้ความพยายามมากเพื่อเผชิญหน้ากับ
ตระกูลหวังและตระกูลซุน
แต่ตระกูลหวังกับตระกูลซุนก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายพันหลาย
หมื่นตระกูลที่ต้องการพึ่งพาตระกูลฟาง
“ถูกต้องแล้วพี่ใหญ่ พวกเราจะสามารถต่อกรกับตระกูลฟางได้
จริงหรือ” เวินจืออวิ่นถามอย่างหวาดหวั่น
ส่วนจ่างเยี่ยนไม่พูดอะไร มือข้างหนึ่งยันประตู ราวกับกำลัง
ครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้
พวกเขาเดินทางจากเขตอันสุ่ยมาถึงเมืองหลวง จากที่ไม่มีอะไร
ติดตัวจนตอนนี้มีทรัพย์สินพอสมควร เหมือนจะร ่ารวยและมีความสุข
แต่ก็ยังคงเป็นเพียงสามัญชั้นล่างสุดของโลกใบนี้ ไร้อำนาจ ไร้
อิทธิพล ไร้ที่พึ่งพิง
ความคิดที่จะต่อกรกับตระกูลฟางนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี
โชคดีที่สวรรค์ยังเปิดโอกาสให้
“พวกเจ้าอย่าลืมสิ ฟางหยวนเป็นฮุ้ยหยวนอยู่” สวี่โม่กล่าวเสียง
เรียบ
นี่คือจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวที่เขาค้นพบหลังจากพิจารณาอย่าง
รอบคอบแล้ว
นึกถึงวันที่ประกาศผลสอบ แม้แต่จ้าวหยวนที่มีนิสัยใจกว้างยัง
รู้สึกสงสัยในการสอบได้อันดับหนึ่งของฟางหยวน แล้วผู้อื่นจะไม่
สงสัยหรือ?
อย่างที่บอก มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ใครสักคนจะละทิ้งวิชายุทธ์
มาแสวงหาหนทางของวิชาการ และยังสามารถคว้าตำแหน่งอันดับ
หนึ่งในการสอบระดับแคว้นได้ง่ายดายเช่นนี้?
อัจฉริยะที่เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊นั้นมีน้อยเหลือเกิน
แรงกำลังของคนทั่วไปมีจำกัด หากต้องการเรียนให้เชี่ยวชาญ
จำเป็นต้องทุ่มเทศึกษาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
การฝึกยุทธ์ก็เช่นกัน การพากเพียรศึกษาอย่างหนักก็เช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่นฟางเหิง เขาเริ่มฝึกฝนวิชายุทธ์ตั้งแต่อายุสาม
ขวบ เป็นเวลาสิบปีแล้วที่เขาตื่นนอนตั้งแต่เสียงไก่ขันทุกวันอย่างไม่
เคยขาด ทำให้ฝึกฝนวิชายุทธ์จนเก่งกาจขนาดนี้ ขณะเดียวกันเจ้า
สามก็ไม่ค่อยสนใจการเขียน ลายมือของเขาก็อยู่ในขั้นค่อนข้างน่า
พอใจ
มองย้อนกลับไปตอนสวี่โม่เริ่มเรียนตั้งแต่อายุสองขวบ เขา
พากเพียรมาตลอดสิบสามปี จนมีลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่
ไม่สามารถแม้แต่จะตีลังกา หากช่วงที่อยู่วัดร้างไม่ได้รับการฝึกฝน ก็
คงไม่มีแรงกระทั่งจะมัดไก่
“คนที่มาจากตระกูลแม่ทัพ กลับโดดเด่นขึ้นมาในการสอบขุน
นางจนได้อันดับหนึ่ง คงเป็นสิ่งที่คนตระกูลฟางไม่ได้เคยคิดมาก่อน”
สวี่โม่ก้มหน้า “พวกเขาเป็นชนชั้นสูงก็จริง แต่ชนชั้นสูงไม่เคยเป็น
หนึ่งเดียวกันเสมอไป หากตระกูลฟางมีเครือญาติ พวกเขาย่อมมี
ศัตรู”
ฝ่ายศัตรูคงไม่ลงมือช่วยสวี่โม่
แต่พวกเขาจะลงมือเพื่อทำลายตระกูลฟาง
“ใช้กำลังต่อกรกับกำลัง” ในที่สุดจ่างเยี่ยนที่ยันประตูก็เงยหน้า
ขึ้น ดวงตาคู่งามเปล่งประกาย “พี่ใหญ่ ในแวดวงขุนนางควรมีท่าน
เป็นส่วนหนึ่ง”
แต่ฝ่ายศัตรูของตระกูลฟางจะมีใครบ้าง?
ทั้งสวี่โม่ เวินจืออวิ่น รวมถึงเจียงเซิงต่างพร้อมใจกันหันไปมอง
จ่างเยี่ยน
ที่แท้ทุกคนก็รู้ว่าแม้ปกติเจ้าห้าจะทำตัวลึกลับ แต่เรื่องในเมือง
หลวงนั้นเขารู้แจ้งทุกอย่างจริง ๆ
จ่างเยี่ยนยิ้มเศร้า มือขวาเคาะหลังมือซ้าย พึมพำว่า “อารองของ
พี่สามกล้าแย่งอำนาจในตระกูลและรังแกพี่สาม หลังจากที่ฮูหยินผู้
เฒ่าฟางสิ้นชีพไปแล้ว”
ประโยคนี้เผยข้อมูลสำคัญ ฮูหยินผู้เฒ่าฟางอยู่ข้างฟางเหิง
“แต่ฟางหยวนก็เป็นลูกหลานตระกูลฟางเช่นกัน” สวี่โม่ลังเล
“หลังจากเจ้าสามหายตัวไป พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะมุ่งเป้าไปที่ฟาง
หยวน”
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความลับของตระกูลฟาง” จ่างเยี่ยนกล่าว
เรียบ ๆ “ในอดีต ฮูหยินผู้เฒ่าลำเอียงเข้าข้างบ้านใหญ่ จนมีข่าวลือ
ว่าบ้านรองเป็นลูกนอกสมรส”
ยิ่งกว่านั้น มีคนพูดกันว่าการตายของฮูหยินผู้เฒ่าก็เป็นฝีมือ
ของบ้านรองตระกูลฟาง
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลเดิมของฮูหยินผู้เฒ่าจะยังมีไมตรีกับตระกูล
ฟางได้อย่างไร พวกเขาไม่ได้แตกหักกันไปก็นับว่าอดทนที่สุดแล้ว
“อ้อ ใช่แล้ว ตระกูลเดิมของฮูหยินผู้เฒ่าฟางคือตระกูลเฮ่อ”
จ่างเยี่ยนกล่าวเสริมขึ้นมากะทันหัน
สวี่โม่ลุกขึ้นด้วยความตกใจ นึกถึงผู้ว่าการเขตอันสุ่ยเฮ่อเฉิงจาง
รวมทั้งข้อตกลงที่เขาทำกับตระกูลฟางด้วย สักพักเด็กหนุ่มก็หัวเราะ
ขื่น
ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงเหล่านี้ ช่างวุ่นวายเหลือเกิน
แต่ไม่ว่าอย่างไร ตระกูลเฮ่อก็คือจุดเริ่มต้นที่ดี
หลังจากสวี่โม่กับจ่างเยี่ยนปรึกษากันคร่าว ๆ วันรุ่งขึ้นพวกเขาก็
ส่งบัตรเชิญไป โดยหวังจะเข้าพบผู้นำตระกูลเฮ่อ
และไม่น่าแปลกใจที่จะถูกปฏิเสธ
แต่พวกเขาไม่ย่อท้อ พยายามส่งบัตรเชิญติดต่อกันถึงสามวัน
ในที่สุดก็ได้รับการต้อนรับผ่านช่องประตูมาอย่างไม่เต็มใจ
ทว่าคนผู้นั้นกลับไม่ใช่ผู้นำตระกูลเฮ่อ แต่เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่มี
สีหน้าหม่นหมอง ใบหน้างดงามราวกับภาพวาด แต่เพราะคนในเมือง
หลวงถือว่าผิวพรรณที่ขาวผ่องคือความงาม ผิวสีคล ้าของเขาจึงดู
หม่นหมองไปบ้าง
“พวกเจ้าเป็นใคร มาตระกูลเฮ่อของข้าโดยไม่มีเหตุผลเช่นนี้เพื่อ
อะไร” เด็กหนุ่มผิวสีคล ้ากล่าวอย่างเย็นชา “ผู้นำตระกูลยุ่งมาก ไม่มี
เวลามาต้อนรับคนไร้ชื่อเช่นพวกเจ้าหรอก”
เห็นได้ชัดว่าคนตระกูลใหญ่นั้นเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง จน
แทบไม่เห็นสิ่งใดอยู่ในสายตา
สวี่โม่ก็รู้ว่าเด็กหนุ่มตระกูลเฮ่อตรงหน้าอาจปิดประตูไม่ต้อนรับ
ได้ทุกเมื่อ จึงต้องพูดสิ่งสำคัญที่สุดในเวลาอันสั้นที่สุด
“ข้าเป็นบัณฑิตจากเขตของผู้ว่าการเขตอันสุ่ย ท่านเฮ่อเฉิงจาง”
“วันนี้ข้ามาที่นี่ เพราะเกี่ยวข้องกับตระกูลฟาง”
หากคำพูดสามารถสร้างความเสียหายได้ เด็กหนุ่มผิวคล ้า
ตระกูลเฮ่อผู้นี้คงต้องกระอักเลือดตายแล้ว
เขาเปลี่ยนท่าทีจากเย็นชาเมื่อครู่เป็นตกใจพลางมองไปรอบ ๆ
อย่างลนลาน แล้วดึงสวี่โม่เข้าไปในจวนตระกูลเฮ่อ หลบไปยังลาน
เล็ก ๆ ที่เงียบสงบ
“เจ้าห้ามพูดชื่อท่านอาสี่ในจวนตระกูลเฮ่อเป็นอันขาดนะ” เด็ก
หนุ่มผิวคล ้ากล่าวอย่างตื่นตระหนก “โชคดีที่ข้าเป็นคนมาไล่เจ้า
หากเป็นท่านผู้นำตระกูล เจ้าคงถูกฆ่าตายไปแล้ว”
สวี่โม่ “…”
ตระกูลใดในเมืองหลวงที่จะไม่มีความลับเล่า?!
ตระกูลใดที่จะสะอาดบริสุทธิ์ไร้มลทินเล่า?!
เด็กหนุ่มผิวคล ้ายังคงถามต่อ “เจ้ามาจากเขตอันสุ่ยหรือ? เจ้าได้
พบท่านอาสี่แล้วใช่หรือไม่? เขาสบายดีหรือ?”
สวี่โม่ถอนหายใจ “ใต้เท้าสบายดี เขาเป็นขุนนางที่ดีมียุติธรรม
เพียงแต่เหมือนจะมีปัญหากับตระกูลฟางอยู่บ้าง…”
“ชู่ ๆ ๆ !” เด็กหนุ่มผิวคล ้ารีบห้าม “อย่าพูดถึงตระกูลฟางนะ ใน
ตระกูลเฮ่อ ตระกูลฟางเป็นคำต้องห้าม”
“แต่ข้ามาที่นี่ก็เพราะเรื่องตระกูลฟาง” สวี่โม่พูดราวกับไร้เดียงสา
“เจ้าคงเคยได้ยินมาว่าฟางหยวนแห่งตระกูลฟางได้รับตำแหน่งฮุ้ย
หยวนแล้ว”
สีหน้าของเด็กหนุ่มผิวคล ้าเปลี่ยนเป็นดูแคลน ทั้งยังแฝงความ
รังเกียจ
สวี่โม่สงบใจลง แล้วพูดตามตรงว่า “ตำแหน่งฮุ้ยหยวนที่เขาได้
ไปนั้น แท้จริงแล้วเป็นของข้า”
เด็กหนุ่มผิวคล ้าตกใจอีกครั้ง ดวงตาดอกท้องดงามจ้องมองสวี่
โม่ ราวกับจะมองทะลุเข้าไปในตัวเขา
“แต่เดิมข้าเป็นเจี้ยหยวนแห่งเขตอันสุ่ย ในการสอบครั้งนี้ข้าก็
ได้รับตำแหน่งฮุ้ยหยวน แต่ถูกตระกูลฟางสับเปลี่ยนกระดาษคำตอบ
ข้ารู้ว่าตระกูลของเจ้ามีความแค้นเก่ากับตระกูลฟาง ข้าไม่ได้หวัง
อะไร เพียงแต่อยากบอกเรื่องนี้เท่านั้น” สวี่โม่ค้อมกายคำนับ “เมื่อใน
นำความมาแจ้งแล้ว ก็ขอตัว”
เขาเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
เด็กหนุ่มผิวคล ้ายืนงงงันอยู่กับที่ ตั้งสติไม่ได้อยู่นาน
นี่ยังเรียกว่าไม่มีอะไรแอบแฝงอีกหรือ ลูกคิดในใจเจ้ากระเด็นมา
โดนหน้าข้าแล้วนะ!