พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 286 พี่น้องโต้กลับ
ตระกูลเฮ่อกับตระกูลฟางมีความแค้นเก่า ส่วนเขามีเรื่อง
บาดหมางกับตระกูลฟาง ถึงได้วิ่งมาบอกตระกูลเฮ่อเรื่องนั้นเรื่องนี้…
ตระกูลเฮ่อจะยอมให้ใครมาดูถูกได้อย่างไร!
แม้จะโกรธแค้นเพียงใด แต่เด็กหนุ่มผิวคล ้าก็ยังรายงานเรื่องนี้ให้
ผู้นำตระกูลรู้ทันที
ส่วนเรื่องของเฮ่อเฉิงจาง เขาตัดสินใจจะปิดบังเอาไว้
ในคืนนั้น
สวี่โม่รู้สึกกังวลอยู่บ้าง จึงถามจ่างเยี่ยนว่า “การที่ข้าไปหาพวก
เขาตรง ๆ แบบนี้จะดีจริงหรือ? ตระกูลเฮ่อคงจะคิดว่าข้ากำลังใช้
ประโยชน์จากพวกเขาแน่”
เด็กหนุ่มดวงหน้างดงามส่ายหน้า ตอบอย่างเกียจคร้านว่า “คน
ตระกูลใหญ่มักคิดมากอยู่แล้ว ถ้าท่านพูดจาอ้อมค้อม พวกเขาก็จะ
ระแวง แต่ถ้าพูดไปตรง ๆ กล่าวถึงจุดประสงค์ไปเลย ปล่อยให้พวก
เขาเป็นฝ่ายเลือกเองจะดีกว่า”
คนเรามักจะเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์และหลีกเลี่ยงอันตราย คน
ตระกูลใหญ่จึงต้องชั่งน ้าหนักถึงข้อดีข้อเสียเช่นกัน
สวี่โม่เพียงแค่ไปบอกข่าวให้พวกเขารู้ ส่วนตระกูลเฮ่อจะเลือก
อย่างไร ล้วนเป็นเรื่องของพวกเขา
“พวกเราก็ไม่ได้พึ่งพาตระกูลเฮ่อเสียหน่อย” จ่างเยี่ยนนั่งตัวตรง
เอ่ยเสียงจริงจังว่า “พี่ใหญ่ ถึงเวลาที่ท่านจะต้องสละน้องสาวแล้ว”
เจียงเซิงที่กำลังดื่มน ้าแกงอยู่ เงยหน้าขึ้นมาอย่างงุนงง
เวินจืออวิ่นมองมา รู้สึกหวาดหวั่น “ไม่ค่อยดีกระมังเจ้าห้า”
“ไม่มีทางเลือกแล้ว ต้องเป็นนางเท่านั้น” จ่างเยี่ยนยังคงพูดจา
ปริศนาต่อไป
ใบหน้าของเจียงเซิงย่นเป็นปมไปหมด ดวงตากลมโตบิดเบี้ยวไป
ด้วยความสงสัย “พี่สี่ พี่ห้า พวกท่านต้องการให้ข้าอ้วนขึ้นอีกหน่อย
เพื่อไปทับคนตระกูลฟางให้ตายหรือ?”
สวี่โม่กลั้นไม่อยู่ หลุดขำพรืดออกมา
แม้จะกล้าหาญไม่ยอมถอยหลัง แม้จะตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต่อสู้กับ
คนตระกูลใหญ่จนถึงที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่กดดันอยู่ดี เขาจึงไม่ได้
หัวเราะมานานแล้ว
ในที่สุดด้วยความร่วมมือร่วมใจของน้องชายน้องสาว สวี่โม่ก็ยิ้ม
ออกมา เผยให้เห็นเรียวคิ้วและดวงตาเป็นเส้นโค้ง พร้อมฟันขาวเรียง
สวย
“เด็กโง่” จ่างเยี่ยนยืดตัวบิดขี้เกียจ “ให้เจ้าส่งท่านป้าท่านน้าของ
เจ้าไปก่อความวุ่นวายในเมืองหลวงต่างหาก”
อย่าคิดสงสัยในความสามารถของบรรดาสตรีในหมู่บ้านที่ชอบ
นินทาว่าร้ายผู้อื่น พวกนางสามารถเล่าให้เด็กอ้วนกลายเป็นเด็กผอม
สามารถเล่าให้คนเตี้ยกลายเป็นคนสูง พวกนางไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่
พวกนางชอบพูดเกินจริง
และตอนนี้พวกนางกำลังทำงานอยู่ที่โรงผลิตของเจียงเซิง
เมื่อรับเงินจากเจ้าบ้าน ย่อมต้องฟังคำสั่งของเจ้าบ้านเป็น
ธรรมดา เจ้าบ้านให้คุยเรื่องอะไรก็ต้องคุยเรื่องนั้น
ดังนั้นวันรุ่งขึ้น ในเมืองหลวงก็เริ่มมีกลุ่มสตรีที่มานั่งพูดคุยกัน
เพิ่มขึ้น พวกนางกะเทาะเมล็ดแตงโมไปพลางแทรกตัวเข้าไปในฝูง
ชน ค่อย ๆ พูดถึงความน่าชื่นชมที่มีต่อฮุ้ยหยวนในวันนี้ รวมถึงแสดง
ความนับถือเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีต่อตระกูลแม่ทัพที่จะเปลี่ยนเส้นทางมา
เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น
คำพูดของเหมียวเจาอิงคือ “ฮุ้ยหยวนผู้นี้เป็นอัจฉริยะที่หาได้
ยากในรอบร้อยปีเชียวนะ ทั้งเก่งวิชาอักษรทั้งวิชายุทธ์ ทั้งยังได้เป็น
ถึงฮุ้ยหยวนอีก ข้าว่าตำแหน่งจอหงวนคงเป็นของเขาด้วยแน่นอน”
ต้องยอมรับว่าวิธีการนี้ร้ายกาจเหลือเกิน
หากเหมียวเจาอิงและคนอื่น ๆ กำลังกระจายความร้ายกาจ กำลัง
ใส่ร้ายฟางหยวน ข่าวนี้คงจะถูกส่งไปถึงหูตระกูลฟางอย่างรวดเร็ว
และถูกลบหายไปด้วยอิทธิพลของคนตระกูลใหญ่
แต่พวกนางไม่ได้คิดร้าย พวกนางมีแต่ความเคารพนับถือและ
ชื่นชมทั้งนั้น ใช้สีหน้าประหลาดใจยกฟางหยวนขึ้นสู่ตำแหน่งที่ไม่มี
ใครเทียบได้
เมื่อเทียบการสอบระดับแคว้นกับการสอบในวังหลวงแล้วนับว่า
ไม่ค่อยมีชื่อเสียงนัก ฮุ้ยหยวนก็ไม่ได้โดดเด่นเท่าจอหงวน
คนทั่วไปชอบซุบซิบว่าใครจะได้เป็นจอหงวน แต่มีน้อยคนนักที่
จะพูดถึงว่าใครได้ตำแหน่งฮุ้ยหยวนไป
ต้องขอบคุณบรรดาสตรีปากกล้าที่นำโดยเหมียวเจาอิง เพียง
สามถึงห้าวันทั้งเมืองหลวงก็รู้กันทั่วว่า บุตรชายของตระกูลฟางฟาง
หยวนอยู่ ๆ ก็โผล่ตัวมา เป็นอัจฉริยะวัยเยาว์ สอบได้ตำแหน่งฮุ้ย
หยวน และขั้นต่อไปก็คือจอหงวน
ในช่วงเวลานั้น สวี่โม่ก็ไม่ได้อยู่เฉยเช่นกัน
หลังจากช่วยจูซือหวนสร้างชื่อเสียง เขาก็เข้าหอเหวินชางใน
นามของตนเอง พูดคุยออกรสออกชาติกับเพื่อนฝูง ปลดปล่อย
พรสวรรค์ทั้งหมดของตนออกมา
เขาพูดจาคล่องแคล่ว ยืนตัวสง่างามดั่งสายลมและสนทนาอย่าง
เป็นธรรมชาติ
ความสามารถที่แท้จริงไม่อาจปิดบังได้ พรสวรรค์ทั่วร่างเปล่ง
ประกายเจิดจ้า เมื่อมีคนถามถึงชื่อของเขา สวี่โม่ก็จับพู่กันเขียน
อักษรสองตัวว่า “ไผ่เขียว” ลงข้าง ๆ “คุณชายสายลมหนุน”
ผ่านการโจมตีนับพันครั้งแต่ยังคงแข็งแกร่ง ไม่ว่าสายลมจะพัด
มาจากทิศทางใด
ไผ่เขียวคือแบบอย่างของการเติบโตที่สวี่โม่ตั้งไว้ให้ตัวเอง เป็น
การมองความทุกข์ยากในอดีตอย่างใจเย็น และไม่หวั่นเกรงต่อ
อุปสรรคในอนาคต
แม้จะมีพายุฝนมากมายเพียงใด อาจทำให้ลำต้นโค้งงอ แต่ก็ไม่
อาจทำลายจิตวิญญาณอันแกร่งกล้าของเขาได้
“คุณชายไผ่เขียวช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ !”
ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมา ทำให้คนทั้งงานโห่ร้องพร้อมกัน
สวี่โม่ฟังตามเสียงนั้น เห็นใบหน้าเจ้าเล่ห์ของจูซือหวนอยู่
ท่ามกลางกลุ่มคน
ตระกูลฟางเป็นญาติเกี่ยวดองกับตระกูลจู พวกเขาไม่สามารถ
ออกหน้าได้ แต่ก็ใช้วิธีของตนเองช่วยเหลือสหายอย่างลับ ๆ
คนพวกนี้…
สวี่โม่หัวเราะเบา ๆ รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจากวันที่สิบเดือนสี่มาถึงปลายเดือนสี่
การสอบในวังหลวงใกล้เข้ามาแล้ว
ชื่อเสียงของฟางหยวนภายใต้การยกยอตลอดยี่สิบวันนี้ ได้
เปลี่ยนจากคุณชายตระกูลธรรมดาเป็นเด็กอัจฉริยะที่ทุกคนชื่นชม
เพียงให้เขาคว้าตำแหน่งจอหงวนจากการสอบในวังหลวง
ตระกูลฟางก็รู้สึกว่านี่เป็นการยกยอปอปั้น พยายามยื่นมือมากด
ข่มไว้ แต่ก็กลบเสียงคนได้เพียงเล็กน้อย
ใครใช้ให้โลกนี้มีคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดอยู่เสมอ พวกเขา
ปรารถนาจะได้รับการสนับสนุนจากตระกูลฟาง เมื่อพบโอกาส
ประจบประแจงที่หายาก ย่อมต้องพยายามประกาศความเก่งกาจของ
คุณชายฟาง
สุดท้ายศัตรูก็กลายเป็นมิตรโดยไม่รู้ตัว
สำหรับเรื่องนี้ สวี่โม่ได้แต่ชูนิ้วโป้งให้จ่างเยี่ยน
เพียงแต่ตระกูลเฮ่อยังไม่มีความเคลื่อนไหว ทำให้เขารู้สึกกังวล
ใจอยู่บ้าง “หากตระกูลเฮ่อไม่ลงมือ ข้าคงต้องไปขอความช่วยเหลือ
จากใต้เท้าโต้วเท่านั้น”
แต่ตระกูลโต้วกับตระกูลฟางไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน
จึงไม่เหมาะจะลากใต้เท้าโต้วมาด้วย
สวี่โม่รู้สึกลำบากใจนัก
จ่างเยี่ยนปลอบใจเขาว่า “ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไป รออีกสักหน่อย
เถอะ”
ต้นเดือนห้า
ผู้นำตระกูลเฮ่อได้กล่าวหาตระกูลฟางต่อฝ่าบาทในระหว่างเข้า
เฝ้า โดยให้เหตุผลว่าฟางหยวนไม่ใช่คนที่มีความสามารถอะไร แต่
กลับได้รับตำแหน่งฮุ้ยหยวนมา จึงสงสัยว่าในการสอบระดับแคว้น
อาจมีเรื่องไม่ชอบมาพากล และขอร้องให้ฝ่าบาทสอบสวนอย่างถี่
ถ้วน
ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ทำให้ทั่วทั้งเมืองหลวงตื่นตะลึง
บ้างก็รู้สึกว่าตระกูลเฮ่อยังคงแค้นเคืองตระกูลฟางมาตลอดหลาย
ปี บ้างก็เริ่มพิจารณาตำแหน่งฮุ้ยหยวนของฟางหยวนอย่างจริงจัง
และยังมีบุตรหลานของตระกูลต่าง ๆ ที่สอบไม่ผ่านคิดจะเข้าร่วมเพื่อ
ผลประโยชน์จากเรื่องนี้
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผลการสอบระดับแคว้นครั้งนี้ดึงดูดความ
สนใจของฝ่าบาทและสายตาของชาวเมืองมาก
“ถึงเวลาแล้ว” จ่างเยี่ยนลุกขึ้นยืน “พี่ใหญ่ ตอนนี้ขึ้นอยู่กับท่าน”
ตระกูลเฮ่อแค่ตั้งข้อสงสัย ยังไม่ใช่ภัยคุกคามที่แท้จริง สิ่งที่น่า
กลัวกว่าคือสวี่โม่ เขาคือคนที่สอบไม่ผ่านในปีนี้ แต่กลับเป็นคุณชาย
ผู้มีชื่อเสียงแห่งหอเหวินชาง สองสิ่งนี้ฟังดูขัดแย้งกันอยู่แล้ว
หากเขาไปที่ศาลาว่าการเมืองหลวงเพื่อตีกลองร้องทุกข์ และ
เปิดเผยว่ากระดาษคำตอบเกิดการสับเปลี่ยนเล่า
การสรรเสริญเยินยออย่างยิ่งใหญ่นี้ พวกเขาผลักดันให้ตระกูล
เฮ่อช่วยเหลือ ใช้ประโยชน์จากความสนใจของชาวเมือง จนในที่สุด
ก็มาถึงช่วงเวลาที่สำคัญ
สวี่โม่ในชุดสีเขียวลุกขึ้นยืน มองน้องชายน้องสาว มองมือที่จับ
พู่กันของตน รวบรวมความกล้ามุ่งหน้าไปโดยไม่หวั่นเกรง
เขาไม่ได้นั่งรถม้า แต่เดินเท้าไปยังศาลาว่าการเมืองหลวง
มีคนคุ้นหน้าจดจำเขาได้ “นี่ไม่ใช่คุณชายไผ่เขียวที่กำลังเป็นที่
พูดถึงหรอกหรือ”
เขาไม่ตอบ ยังคงมุ่งหน้าต่อไป
เมื่อผ่านจวนเจ้าหน้าที่กรมอาลักษณ์ จ้าวหยวนเดินตามหลังเขา
ไปเงียบ ๆ ไม่ว่าใครจะห้ามก็ไม่คิดจะหันหลังกลับ
เมื่อผ่านตรอกซอกซอยที่ยากจน อันจวิ่นกัดฟันเดินตาม พร้อม
เผชิญหน้ากับความตาย
เมื่อผ่านจวนเจ้ากรมพิธีการ พี่น้องตระกูลฉียืนอยู่ตรงมุมกำแพง
จ้องมองเงาด้านหลังของสวี่โม่ไปอย่างแน่วแน่
ความคิดในใจกำลังต่อสู้กัน การเลือกระหว่างอุดมการณ์และ
ครอบครัว ยามนี้ถูกผลักดันไปสู่จุดสูงสุดแล้ว
สวี่โม่หันกลับมาด้วยท่าทางเยือกเย็น เส้นด้ายในก้นบึ้งหัวใจ
ของฉีหวายขาดสะบั้นลง เขายังคงเป็นเด็กหนุ่มที่รักชาติรัก
ประชาชน ไฟแห่งความทะเยอทะยานของเขาไม่เคยมอดดับ เด็ก
หนุ่มกระโจนออกไปเร็วที่สุด
เขาตะโกนว่า “พี่สวี่ รอข้าด้วย!”