พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 287 ตีกลองร้องทุกข์
จากเรือนเล็กไปถึงศาลาว่าการเมืองหลวง ระยะทางทั้งหมดหาก
นั่งรถม้าจะใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูป แต่เหล่าเด็กหนุ่มเดินเท้าจึงใช้
เวลานานถึงครึ่งชั่วยาม
พวกเขาเดินตรงไปด้วยท่าทางองอาจ พวกเขาสง่างาม พวกเขา
จ้องมองไปข้างหน้าไม่เหลียวหลัง
ไม่ใช่เพียงผู้คนตามรายทางที่ถูกดึงดูดสายตา แม้แต่บัณฑิตใน
หอเหวินชางก็อดติดตามไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นไม่ได้
เมื่อสวี่โม่หยุดอยู่หน้าประตูศาลาว่าการเมืองหลวง ด้านหลังเขา
ก็มีผู้คนมากมายจนกลายเป็นทะเลดำ เขามองไปทางน้องชาย
น้องสาวแล้วพยักหน้าให้เหล่าสหาย สุดท้ายจึงยกไม้ตีกลองร้องทุกข์
ท่ามกลางสายตาผู้คน
หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง
เสียงกลองทุ้มต ่าราวกับเป็นระลอกคลื่น แผ่ขยายไปทั่วทั้งเมือง
หลวงโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ประตูใหญ่ของศาลาว่าการเมืองหลวง
คนที่กำลังหลับใหลพลันตื่นขึ้นมา คนที่กำลังยุ่งงานก็เงยหน้า
มอง กระทั่งมีคนที่ลุกพรวดพราดขึ้นยืนอย่างฉับพลัน
ก่อนหน้านี้กลองร้องทุกข์เป็นเพียงเครื่องมือประกาศเวลา
พักผ่อนของนายอำเภอ ชาวบ้านทั่วไปที่ต้องการร้องเรียนต้องเขียน
คำร้องให้เรียบร้อยก่อนและนำไปยื่นยังที่ว่าการ
ภายหลังเกิดคดีอยุติธรรมร้ายแรงจึงเปลี่ยนให้ชาวบ้านตีกลอง
เพื่อร้องทุกข์ได้ จึงเป็นที่มาของ “การตีกลองร้องทุกข์”
การตีกลองด้วยเสียงที่ดังกึกก้องเช่นนี้ ก็เพื่อป่าวประกาศความ
ไม่เป็นธรรมและเพื่อเตือนสติผู้มีอำนาจในราชสำนัก
ผู้คนที่อยู่ใกล้ต่างมีท่าทีไม่สบายใจ เจียงเซิงก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ
โชคดีที่มีมือคู่หนึ่งยื่นออกมาปิดหูให้นาง
แต่สวี่โม่ที่อยู่หน้ากลองร้องทุกข์เหมือนไม่ได้ยินอะไร เขายังคงตี
กลองต่อไปด้วยความสงบนิ่ง
สี่ครั้ง ห้าครั้ง หกครั้ง
เสียงกลองยังก้องกังวาน แต่สวี่โม่กลับหยุดมือลง แล้วแขวนไม้ตี
กลับที่เดิม
“เหตุใดพี่ใหญ่ถึงหยุดตีเล่า?” เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความ
สงสัย
ในเรื่องเล่าที่นางเคยฟังมาคนที่ตีกลองมักจะตีไม่หยุด
จ่างเยี่ยนหดมือกลับ “ไม่ใช่ว่ายิ่งเสียงกลองดังเท่าไหร่ ความคับ
ข้องใจก็จะยิ่งมีมากเท่านั้น แต่พี่ใหญ่หยุดมือเพราะไม่อยากให้เสียง
กลองรบกวนชาวบ้านต่างหาก”
การตีกลองร้องทุกข์เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ เพียงแค่สามารถปลุก
ให้ศาลาว่าการเมืองหลวงตื่นตัวและดึงดูดความสนใจของชาวเมือง
ได้ก็พอแล้ว
เมื่อเขาพูดจบ ประตูใหญ่ของศาลาว่าการเมืองหลวงก็เปิดออก
เมืองหลวงยังคงสมกับที่เป็นเมืองหลวง ทำงานรวดเร็วทันใจเสีย
จริง
เหล่าเจ้าหน้าที่สีหน้าจริงจังสิบกว่าคนเดินออกมา ตามด้วยผู้
อาวุโสที่ดูเคร่งขรึมผู้หนึ่ง เมื่อเห็นผู้คนมากมายเช่นนี้ก็ไม่ได้ตกตะลึง
แต่อย่างใด ทำเพียงเหลือบสายตาไปที่สวี่โม่แล้วกล่าวว่า “ผู้ใดตี
กลอง มีเรื่องอะไร?”
สวี่โม่ค่อย ๆ ประสานมือคำนับ ทำความเคารพตามมารยาท
พื้นฐาน “ข้าน้อยคารวะท่านเจ้าเมือง”
การคำนับของเขาครั้งนี้แฝงนัยสำคัญ
สามัญชนทั่วไปที่ต้องการร้องทุกข์จะต้องคุกเข่า มีเพียงผู้ที่สอบ
ขุนนางผ่านแล้วเท่านั้นที่จะไม่ต้องคุกเข่าต่อหน้าศาล แต่ใช้การ
คำนับแทน
สีหน้าของท่านเจ้าเมืองเปลี่ยนไปเล็กน้อย น ้าเสียงก็ฟังดูสุภาพ
ขึ้นมาก “ไม่ต้องมากพิธี หากมีเรื่องร้องทุกข์อะไรก็เข้าไปร้องเรียนใน
ศาลได้”
เจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาของเขารีบเปิดประตูศาลาว่าการ แล้ว
ถือไม้พลองสุยหั่ว ยืนเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ
ท่านเจ้าเมืองจัดหมวกขุนนางให้เรียบร้อย ก้าวขึ้นไปนั่งบนแท่น
พิจารณาคดีอย่างมั่นคง
ในที่สุดก็มาถึงช่วงเวลาที่สำคัญจริง ๆ เสียที
สวี่โม่ถอนหายใจ หลังจากสบตากับจ่างเยี่ยนเป็นครั้งสุดท้ายก็
สะบัดชายเสื้อสีเขียว ก้าวข้ามธรณีประตูสูงถึงน่อง เดินเข้าไปในห้อง
โถงใหญ่ของศาลาว่าการเมืองหลวง
ไม่ว่าจะเป็นพวกฉีหวายหรือพวกเจียงเซิงก็ถูกกั้นไว้นอกประตู
ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้วย
พวกเขาได้แต่มองร่างในชุดเขียวที่ยืนตรงอยู่ในห้องโถง ราย
ล้อมไปด้วยเหล่าเจ้าหน้าที่มากมายแต่ไม่มีท่าทีหวาดกลัว
เด็กหนุ่มคนนั้นมองไปยังท่านเจ้าเมืองแล้วกล่าวอย่างหนักแน่น
ว่า “ข้าน้อยสวี่โม่ ขอร้องเรียนว่าในการสอบระดับแคว้น
กระดาษคำตอบของข้าน้อยถูกสับเปลี่ยน และผลสอบที่แท้จริงก็
หายไปอย่างลึกลับขอรับ”
เขาไม่ได้พูดถึงฮุ้ยหยวน ไม่ได้พูดถึงตระกูลฟาง และพยายาม
แยกตระกูลฉีออกไปไม่ให้เกี่ยวข้อง
แต่สองประโยคนี้ก็เพียงพอจะทำให้คนทั้งเมืองหลวงตื่นตะลึงแล้ว
เกือบจะทันทีทันใดนั้น ทุกคนก็นึกไปถึงฟางหยวนที่ถูกยกย่อง
เชิดชูมาตลอดหลายวัน นึกถึงเรื่องที่ตระกูลเฮ่อสงสัย แล้วมองเด็ก
หนุ่มที่ยืนตรงไม่หวั่นเกรงราวกับต้นไผ่เขียว จากนั้นก็เหมือนจะ
เข้าใจอะไรบางอย่าง
บนแท่นพิจารณาคดี สีหน้าของท่านเจ้าเมืองเปลี่ยนจากสุภาพ
เป็นกังวล แฝงไว้ด้วยความลังเลใจ
แต่ที่นี่มีชาวเมืองมาเฝ้าดูอยู่มากมาย อีกทั้งยังอยู่ใต้การปกครอง
ของฝ่าบาท เขาอยากจะหนีก็หนีไม่ได้ จึงต้องหยิบค้อนประธาน
ขึ้นมาเคาะแล้วตวาดว่า “กฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋เข้มงวด ไม่
อนุญาตให้ใส่ร้ายป้ายสี เจ้าบอกว่ากระดาษคำตอบของเจ้าถูก
สับเปลี่ยน เช่นนั้นมีหลักฐานหรือไม่?”
“แน่นอนว่ามีขอรับ” สวี่โม่ตอบอย่างใจเย็น “ตามกฎหมายของ
ราชวงศ์ต้าอวี๋ ผู้ที่สอบไม่ผ่านสามารถตรวจสอบกระดาษคำตอบได้
หลังจากประกาศผลสอบไปสิบวัน ข้าน้อยพบว่าบนกระดาษคำตอบ
ใบนั้นมีเพียงชื่อของข้าน้อย ส่วนที่เหลือล้วนเป็นลายมือที่ไม่คุ้นเคย”
ประโยคนี้ยังไม่อาจนับเป็นหลักฐานที่เพียงพอ
สวี่โม่ยื่นม้วนกระดาษม้วนหนึ่งออกมา “เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์
ของตนเอง ข้าน้อยได้เขียนเนื้อหาในกระดาษคำตอบขึ้นมาใหม่จาก
ความทรงจำ หวังเพียงว่าท่านเจ้าเมืองจะคืนความบริสุทธิ์ให้แก่
ข้าน้อย และพิสูจน์ว่าราชวงศ์ต้าอวี๋นี้โปร่งใสปราศจากมลทิน!”
เขากล่าวมาถึงตรงนี้ ท่านเจ้าเมืองก็ตะลึงงัน
บัณฑิตที่มีความสามารถมีมากมาย คนที่สามารถท่องบทกวีได้
คล่องปากก็มีมากมาย แต่คนที่เขียนกระดาษคำตอบในการสอบยาว
หนึ่งวาจากความทรงจำได้นั้นมีไม่กี่คน
เมื่อคลี่ม้วนกระดาษออกและอ่านเนื้อหาในนั้น ท่านเจ้าเมืองก็
ถึงกับมือสั่น หนวดเคราสั่นระริก
เขาอดไม่ได้ที่จะถามว่า “เจ้าบอกว่าเจ้าสอบไม่ผ่าน?”
“ใช่ขอรับ” สวี่โม่ตอบอย่างสงบ “กระดาษคำตอบที่สอบไม่ผ่าน
ของข้อน้อยยังติดอยู่ที่ประตูสำนักสอบ”
แต่เนื้อความในกระดาษคำตอบนี้ช่างโดดเด่นเป็นเลิศ กระทั่ง
การเรียบเรียงก็สง่างามลื่นไหล ถึงแม้จะมองไม่เห็นลายมือของหมึก
แดงบนกระดาษคำตอบ แต่แค่ดูความสามารถในการอ้างอิงตำรา
โบราณและการเขียนสรุปได้อย่างแหลมคมรอบด้าน ก็เพียงพอจะ
พิสูจน์ว่าเจ้าของเรียงความนี้ มีความรู้ลึกซึ้งและพรสวรรค์อันน่าทึ่ง
เพียงใด
แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนเช่นนี้จะสอบไม่ผ่าน?
มือของท่านเจ้าเมืองสั่นระริก เขารีบสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปนำ
กระดาษคำตอบของสวี่โม่จากสำนักสอบมา หลังจากเปรียบเทียบกับ
ม้วนกระดาษในมือแล้ว เขาก็รู้สึกผิดหวังที่สุด
มันไม่ใช่ลายมือของคนคนเดียวกันเลย ระดับฝีมือของทั้งสอง
แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
แต่หากกระดาษคำตอบที่สอบไม่ผ่านนี้เกิดเป็นของสวี่โม่ การที่
เขามาร้องเรียนเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นและทำลาย
ชื่อเสียงของราชสำนัก ตามกฎหมายแล้วเขาจะต้องถูกจำคุกห้าปี
กลับกัน ใครกันที่จะสามารถสับเปลี่ยนเรียงความอันยอดเยี่ยมนี้
ไปได้
สมองของท่านเจ้าเมืองหมุนวนไปมา มือทั้งสองกำแน่น
ในเมืองหลวงมีขุนนางมากมาย ขุนนางชั้นผู้ใหญ่พบเห็นได้
ทั่วไป คนตระกูลใหญ่ก็มีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง อีกทั้งยังมีราชวงศ์คอยจับ
ตาดูความเป็นไปอยู่บนบัลลังก์มังกร ผู้ที่สามารถเป็นเจ้าเมืองของที่นี่
ได้ ล้วนเป็นคนเก่งกาจทั้งสิ้น
หากพูดว่าตอนที่สวี่โม่ตีกลอง เขายังแค่สงสัยและคาดเดา
ตอนนี้แน่ใจแล้วว่าสวี่โม่กับคนอื่นมาเพื่อเล่นงานตระกูลฟาง
โดยเฉพาะ
แต่อีกฝ่ายคือตระกูลฟางเชียวนะ!
ในฐานะบัณฑิตธรรมดาจากเขตอันสุ่ย ไม่สู้เขายอมกลืนความ
เคืองโกรธนี้ลงไปจะไม่ดีกว่าหรือ ทำไมต้องปะทะกับคนตระกูลใหญ่
ด้วย นี่เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ยามนี้การกระทำของท่านเจ้าเมืองสำคัญมาก หากเขาเข้าข้าง
ตระกูลฟางก็จะต้องลงมือระงับเรื่องนี้ แต่มันจะทำให้ชาวเมืองขัดข้อง
ใจ รวมถึงชื่อเสียงเจ้าเมืองที่สั่งสมมาครึ่งชีวิตของเขาก็จะหายไปด้วย
แต่หากเข้าข้างสวี่โม่ก็เท่ากับเป็นการทำให้ตระกูลฟางไม่พอใจ
ตำแหน่งเจ้าเมืองของเขาก็คงจะจบลงแค่นี้
เรื่องนี้ช่างเลือกยากจริง ๆ !
เจ้าเมืองขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ยิ้มขื่นแล้วเคาะ
ค้อนประธาน “เจ้าหน้าที่ ถือป้ายคำสั่งส่งไปยังสำนักสอบ นำ
กระดาษคำตอบของก่งเซิ่งในการสอบครั้งนี้มาทั้งหมด”
แม้ว่าเขาจะเกรงกลัวตระกูลฟาง กลัวตำแหน่งอำนาจไม่มั่นคง
แต่ในฐานะที่อยู่ใต้บัญชาของฝ่าบาท และเป็นเจ้าเมืองแห่งเมืองหลวง
สิ่งสำคัญที่สุดในการพิจารณาคดีคือความยุติธรรมและเที่ยงตรง
นี่คืออุดมการณ์ คือความภาคภูมิไม่ใจ คือเส้นทางที่เขายึดมั่น
มาครึ่งชีวิต
และคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาได้เป็นตำแหน่งเจ้าเมืองมา
เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการก้าวออกมา รีบเดินทางไปยังสำนักสอบ
โดยเร็วที่สุด ก่อนจะมีจวี่เหรินอีกหลายคนจากสำนักสอบติดตาม
กลับมา นำกระดาษคำตอบนับร้อยแผ่นมาวางเรียงกันในศาลาว่าการ
และเปรียบเทียบกับกระดาษคำตอบของสวี่โม่ไปทีละแผ่น
เมื่อเปรียบเทียบมาถึงกระดาษคำตอบของฮุ้ยหยวนคนปัจจุบัน
พวกเจ้าหน้าที่กับจวี่เหรินที่ช่วยตรวจดูอยู่ก็ตะลึงงันไปตาม ๆ กัน