พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 288 ความสามารถของตระกูลฟาง
บางสิ่งเมื่อคาดเดาในใจก็จะรู้สึกอย่างหนึ่ง แต่หลังจากได้พิสูจน์
จริงแล้วกลับรู้สึกเป็นอีกอย่าง
เหมือนท่านเจ้าเมืองที่กำลังรู้สึกปนเปไปด้วยอารมณ์ที่
หลากหลายในยามนี้
หากไม่ได้อยู่ในศาล หากไม่มีชาวบ้านมาชุมนุมดูมากมาย เขา
คงอยากจะขว้างปาสิ่งของลงพื้นแล้วตะโกนด่าจนสั่นหนวดว่า
‘มารดามันเถอะ ทำไมถึงมีคนกล้าทุจริตข้อสอบและได้เป็นถึงฮุ้ย
หยวนด้วย’
ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นหรือเปลี่ยนเป็นลำดับอื่น เรื่องก็คงไม่
เลวร้ายถึงเพียงนี้
ตระกูลฟาง พวกเขาโง่เง่าไปแล้วหรืออย่างไร
แม้จะด่าในใจ แต่คดีก็ยังต้องพิจารณาต่อ ท่านเจ้าเมืองริมฝีปาก
สั่นเทา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเคาะค้อนประธานลง “เจ้าหน้าที่! ไปเรียก
ตัวฮุ้ยหยวนคนปัจจุบันมา”
เมื่อกระดาษคำตอบของสวี่โม่ตรงกับของฮุ้ยหยวนคนปัจจุบัน
และฮุ้ยหยวนคนปัจจุบันก็คือฟางหยวนแห่งตระกูลฟาง ก็จำเป็น
จะต้องเรียกตัวฟางหยวนมาที่นี่
เจ้าหน้าที่ถือดาบรีบร้อนไปเรียกตัวคน ชาวเมืองทั้งในและนอก
ศาลาว่าการเมืองหลวงต่างกลั้นหายใจรอคอย
ผ่านไปครู่ใหญ่ รถม้าของตระกูลฟางก็มาถึง แต่คนที่ลงมากลับ
เป็นเพียงพ่อบ้านเท่านั้น
เขาคือพ่อบ้านฟาง
พ่อบ้านฟางสวมเสื้อคลุมสีเทาขาว เขาเหลือบมองสวี่โม่ด้วย
รอยยิ้มก่อน แล้วจึงค่อยคำนับอย่างช้า ๆ “ข้าน้อยขอคารวะท่านเจ้า
เมือง คุณชายของพวกเรากำลังป่วยไข้ อีกทั้งหมอหลวงก็อยู่ระหว่าง
การตรวจรักษา เรื่องในวันนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ข้าน้อยแค่คนเดียว
ก็เพียงพอแล้วขอรับ”
การคำนับของเขาก็ควรค่าแก่การพิจารณาเช่นกัน
สวี่โม่ไม่ได้คุกเข่าเพราะสถานะของจวี่เหริน ส่วนการที่พ่อบ้าน
ฟางไม่คุกเข่านั้น เป็นเพราะขุนนางชั้นล่างที่คอยรับใช้ขุนนางชั้นสูง
หรือที่เรียกว่าเป็นสุนัขอาศัยอำนาจคน
เพราะมีตระกูลฟางหนุนหลัง แม้จะเป็นเพียงพ่อบ้าน เขาก็ไม่
ยอมคุกเข่าให้
การทำเช่นนี้ไม่สมเหตุสมผลนัก แต่เป็นการข่มขู่อย่างแท้จริง
ทั้งเพื่อข่มขวัญสวี่โม่ที่ไร้อำนาจอิทธิพล และเพื่อข่มขู่ท่านเจ้าเมืองที่
กำลังลังเล
ชายชราตัวเล็กบนแท่นพิจารณาคดีเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด
สวี่โม่ที่อยู่ด้านล่างยังคงสงบนิ่ง ทั้งยังไม่ลืมจะเตือนท่านเจ้าเมือง
ว่า “ใต้เท้า ท่านสามารถไต่สวนคดีต่อได้แล้วขอรับ”
ด้วยสายตาหลายคู่ที่จับจ้องอยู่ คดีนี้จำเป็นต้องสืบสวนต่อ
ท่านเจ้าเมืองรวบรวมสติ เคาะค้อนประธานเบา ๆ แล้วกล่าวเสียง
เข้มว่า “บัณฑิตสวี่โม่กล่าวหาว่ากระดาษคำตอบของเขาถูก
สับเปลี่ยน บังเอิญว่ามันตรงกับกระดาษคำตอบของฟางฮุ้ยหยวน
ท่านมีอะไรจะพูดหรือไม่?”
“ข้ามีเรื่องจะพูดแน่นอนขอรับ” พ่อบ้านฟางรู้สึกตัว “แค่นำ
กระดาษคำตอบของคุณชายบ้านเรามาคัดลอก เล่ห์เหลี่ยมเลวทราม
เช่นนี้ คงหลอกได้แค่คนโง่เท่านั้น”
สีหน้าของท่านเจ้าเมืองมืดลงเล็กน้อย แต่เมื่อครู่เขาก็ตกตะลึงไป
เช่นกัน เพราะมันหมายความว่าเขาเองก็เป็นคนโง่ด้วยหรือ
พ่อบ้านฟางสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ จึงรีบกล่าวเสริมว่า “ยาม
นี้พวกคนโง่มาตีกลองร้องทุกข์ก็นับว่าใจกล้าเกินไปแล้ว ขอใต้เท้า
โปรดคืนความบริสุทธิ์ให้แก่ตระกูลฟางด้วยเถอะขอรับ”
เขาช่างเป็นคนเฉลียวฉลาดจริง ๆ ไม่เพียงวางท่าทีของคน
ตระกูลใหญ่ แต่ยังไม่ได้แสดงท่าทางเย่อหยิ่งดูถูกผู้อื่นจนสร้างศัตรู
ท่านเจ้าเมืองยิ่งรู้สึกหวาดระแวง จึงถามด้วยความสงสัยว่า
“กระดาษคำตอบฮุ้ยหยวนถูกเก็บไว้อย่างดีตลอดมา เป็นไปได้
อย่างไรที่บัณฑิตคนอื่นจะคัดลอกไปได้”
พ่อบ้านฟางยกยิ้มน้อย ๆ “แน่นอนว่าคุณชายของเราเป็นผู้
เผยแพร่มันออกไปเอง”
“เมื่อสิบวันก่อน คุณชายไปพบปะกับสหายที่หอเหวินชาง เขาได้
เขียนกระดาษคำตอบนี้จากความทรงจำเพื่อตอบรับความอยากรู้
อยากเห็นของสหายไม่กี่คน คงเป็นใครสักคนในหมู่พวกเขาที่ไม่ระวัง
ทำให้มันหลุดออกไป แล้วบัณฑิตผู้นี้ก็เก็บได้ จึงคิดว่าตัวเองฉลาด
ออกมาเต้นแร้งเต้นกาถึงที่ศาลาว่าการเมืองหลวง”
คำกล่าวนี้มีประเด็นสำคัญสองประเด็น
ข้อหนึ่ง กระดาษคำตอบได้ถูกเผยแพร่ออกไปจริง ๆ การเขียน
ขึ้นใหม่จากความทรงจำของสวี่โม่จึงกลายเป็นเพียงการคัดลอก สิ่ง
เดียวที่จะพิสูจน์ตัวเองได้หายไปแล้ว
ข้อสอง อีกฝ่ายเปิดเผยเนื้อในคำตอบกับแค่สหายไม่กี่คน แสดง
ว่ามันยังเป็นความลับอยู่บ้าง ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมเรียงความอันยอด
เยี่ยมเช่นนี้ถึงไม่ได้ถูกเผยแพร่ไปจนทั่วเมืองหลวง
ตระกูลฟางสมกับเป็นตระกูลใหญ่ ทุกอย่างถูกวางแผนไว้อย่าง
รอบคอบและรัดกุมแล้ว พวกเขาไม่ได้นั่งรอความตายเพียงเพราะมี
อำนาจและทรัพย์สินมากมาย แม้แต่ก่อนที่สวี่โม่จะลงมือ พวกเขาก็
ได้เตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้ว
ดังนั้นไม่ว่าฟางหยวนจะมาหรือไม่ก็ไม่สำคัญ แค่ให้พ่อบ้านฟาง
มาจัดการแค่คนเดียวก็เพียงพอแล้ว
นี่คือความสามารถของคนตระกูลใหญ่อย่างนั้นหรือ?
เจียงเซิงกับเวินจืออวิ่นต่างก็หน้าซีดเผือด มีเพียงจ่างเยี่ยนที่
ขมวดคิ้วทว่ายังคงมีท่าทีสงบนิ่ง
“ดังนั้นพ่อบ้านท่านนี้จะบอกว่า มันถูกเผยแพร่ออกไปเมื่อสิบวัน
ก่อนใช่หรือไม่?” สวี่โม่จับจุดสำคัญ
พ่อบ้านฟางระมัดระวังตัวมาก “ประมาณสิบวัน”
“แน่ใจหรือไม่ว่าเป็นสิบวัน นี่เป็นเรื่องสำคัญมากนะขอรับ” สวี่โม่
ไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อย
พ่อบ้านฟางลังเลไปชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็พยักหน้าให้
ที่ศาลาว่าการเมืองหลวง ท่านเจ้าเมืองยังคงขมวดคิ้ว ส่วนฉี
หวายซึ่งอยู่นอกศาลาว่าการกำลังดีใจจนแทบบ้า เขาปรบมือชื่นชม
กับความเฉลียวฉลาดของพี่สวี่
“ใต้เท้า” สวี่โม่ค้อมกายคำนับ “กระดาษม้วนนั้นมีวันที่บันทึกไว้
ขอรบกวนใต้เท้าช่วยตรวจสอบด้วยขอรับ”
ท่านเจ้าเมืองรีบเรียกที่ปรึกษามาช่วย คลี่กระดาษคำตอบยาว
หนึ่งวาออก ไม่คิดว่าจะเห็นวันที่ที่อยู่ตรงมุมล่างขวา ‘เช้าวันที่สิบเอ็ด
เดือนสี่’
มันเป็นวันที่สองหลังจากประกาศผลสอบ
หรือก็คือ สิบเก้าวันก่อน!
ฟางหยวนได้เผยแพร่กระดาษคำตอบออกไปเมื่อสิบวันก่อน และ
ในไปหอเหวินชางในวันนั้นเพื่อวางแผนสร้างทางหนีให้กับตัวเอง
แต่สวี่โม่ลงมือรวดเร็วกว่าเขา ในคืนวันประกาศผลสอบนั้นเขา
จดจำคำตอบและเขียนขึ้นใหม่แล้ว ไม่มีทางที่จะคัดลอกคำตอบของ
ฟางหยวนที่เปิดเผยออกมาในอีกเก้าวันหลังจากนั้นได้
พ่อบ้านฟางสูดหายใจเข้าลึก ๆ
ท่านเจ้าเมืองจับจ้องมาทางเขา อยากรู้ว่าคนตระกูลใหญ่ยังจะมี
ความสามารถอะไรอีก
“ใต้เท้า” พ่อบ้านฟางยังคงใจเย็น “นี่เป็นเพียงม้วนกระดาษ ใคร
อยากเขียนอะไรก็เขียนได้ทั้งนั้น”
นักปราชญ์มักสามารถคาดเดาเวลาที่ลงพู่กันได้จากรอยหมึก
แต่ปกติจะคาดเดาช่วงเวลาเป็นเดือน สำหรับความแตกต่างกัน
ประมาณสิบวันเช่นนี้ ไม่สามารถแยกแยะได้จริง ๆ
สวี่โม่กล่าวว่าเขาเขียนมันเมื่อสิบเก้าวันก่อน
พ่อบ้านฟางก็สามารถโต้แย้งได้ว่าไม่ใช่
ทั้งสองฝ่ายต่างมีเหตุผล ต่างยืนกรานความคิดของตน และตก
อยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ภายในศาลาว่าการเมืองหลวงเงียบกริบ แม้แต่เสียงเข็มตกก็ยัง
ได้ยิน
ฉีหวายที่อยู่นอกศาลาว่าการเมืองหลวงตื่นเต้นจนควบคุมตัวเอง
ไม่ได้ เขาได้เห็นกระดาษคำตอบของสวี่โม่ด้วยตาตัวเองเมื่อสิบเก้า
วันก่อนแล้ว ดังนั้นเขาจึงสามารถเป็นพยานให้ได้
อย่างไรก็ตาม ในตอนที่เขากำลังจะเอ่ยปาก สวี่โม่ก็พูดขึ้นทันที
ว่า “ใต้เท้า บางทีอาจมีวิธีที่แยกแยะได้ขอรับ”
สายตาของทุกคนหันไปมองเขา
ฉีหวายรู้ว่าสวี่โม่กำลังปกป้องเขา เด็กหนุ่มทั้งซาบซึ้งทั้งละอาย
ใจ จิตใจยิ่งทวีความปั่นป่วน
“เจ้าว่ามา” ท่านเจ้าเมืองตอบ
สวี่โม่ชี้ไปที่กระดาษคำตอบยาวหนึ่งวาแผ่นนั้น แล้วกล่าวด้วย
ท่าทางสงบเยือกเย็นว่า “ไม่สู้ให้พวกเรามาเขียนกระดาษคำตอบจาก
ความจำกันดีกว่า ดูว่าใครจะเขียนได้เหมือนต้นฉบับมากกว่ากัน”
การสอบระดับแคว้นแบ่งเป็นสามช่วง แต่ละช่วงใช้เวลาสามวัน
โดยสองช่วงแรกเป็นการทดสอบความจำของผู้เข้าสอบเกี่ยวกับ
สี่ตำราห้าคัมภีร์ ส่วนช่วงสุดท้ายจะเป็นการเขียนเรียงความแบบอิสระ
เวลาสามวันนี้โดยทั่วไปแล้ววันแรกจะใช้ในการเขียนร่างเนื้อหา
และแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติม และใช้สองวันสุดท้ายในการเขียน
เนื้อหาทั้งหมด และต้องเขียนเนื้อความให้ได้ถึงหนึ่งวา ย่อมบอก
ชัดเจนว่าปริมาณเนื้อหาบนกระดาษคำตอบนั้นมากมายแค่ไหน
แม้สวี่โม่จะรู้สึกอัดอั้นตันใจ และใช้เวลาทั้งคืนในการเขียนมัน
ขึ้นมาใหม่จากความจำ ทว่าเขาก็ยังไม่แน่ใจว่ามันจะเหมือนกัน
ทั้งหมด
แล้วฟางหยวนจะไปจดจำมันได้อย่างไร? เขาจะเขียนมันได้สักกี่
ส่วน?”
สีหน้าของพ่อบ้านฟางแข็งค้าง มองไปทางสวี่โม่ ดวงตาฉายแวว
ข่มขู่ชัดเจน
สวี่โม่ทำเป็นมองไม่เห็น ยืนนิ่งด้วยท่าทีสงบ
นับตั้งแต่เขาตัดสินใจมาที่ศาลาว่าการเมืองหลวงเพื่อร้องทุกข์
ต่อให้ตระกูลฟางจะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่อาจเป็นเหตุผลให้เขาถอย
หลังได้
สีหน้าของพ่อบ้านฟางเย็นชาลง
ท่านเจ้าเมืองเหมือนจะลังเลว่าควรเคาะค้อนประธานลงหรือไม่
เพื่อเห็นชอบกับคำร้องขอของสวี่โม่
พ่อบ้านฟางพลันตะโกนขึ้น “หมายความว่า ขอเพียงท่องจำ
กระดาษคำตอบของฮุ้ยหยวนได้และเตรียมเรียงความที่คัดลอกไว้
ล่วงหน้า ก็สามารถกล่าวหาว่าฮุ้ยหยวนสับเปลี่ยนกระดาษคำตอบ
ของเขาได้หรือ?”
เมื่อพิจารณาระยะเวลาสิบวันที่ตระกูลฟางตั้งใจวางแผนเอาไว้ ก็
ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ค้อนประธานในมือของท่านเจ้าเมืองค้างอยู่กับที่ ไม่ว่าอย่างไรก็
เคาะลงไม่ได้
สถานการณ์มาถึงทางตันอีกครั้ง
ฉีหวายรีบสาวเท้าอย่างใจร้อน ต้องการจะเข้าไปเป็นพยานให้สวี่
โม่
แต่เขาถูกจ่างเยี่ยนดึงตัวเอาไว้
“ท่านอย่าไปเลย” เด็กหนุ่มวัยสิบสองปีกล่าวเสียงเบา “ตระกูล
ฟางจะบอกว่าท่านมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพี่ใหญ่ อาจมีโอกาสที่
จะกล่าวหาว่าพวกท่านให้การเท็จ”
และหากเขาเข้าไปจริง ๆ ก็เท่ากับพาตระกูลฉีไปเสี่ยงโดยเปล่า
ประโยชน์
“แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า จะปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายยืนกรานอยู่เช่นนี้
หรือ?” ฉีหวายร้อนใจยิ่งนัก
จ่างเยี่ยนเม้มริมฝีปาก ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไร
เพราะสวี่โม่ที่ยืนอยู่ในศาลาว่าการเมืองหลวงเอ่ยขึ้นก่อนว่า
“เรียนใต้เท้า ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกสงสัย เช่นนั้นไม่สู้นำ
กระดาษคำตอบต้นฉบับออกมา แล้วเชิญผู้อาวุโสหลายท่านจาก
สำนักสอบมาร่วมพิสูจน์ ว่าลายมือในต้นฉบับนั้นเป็นของผู้ใดกัน
แน่!”
เรื่องลายมือนั้นย่อมไม่อาจปลอมแปลงกันได้อยู่แล้ว