พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 289 กลยุทธ์ของตระกูลฟาง
หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้เป็นเพียงการหยั่งเชิง ในเวลานี้สงคราม
ก็พร้อมจะปะทุขึ้นแล้ว
พ่อบ้านฟางรู้ถึงความกล้าหาญของสวี่โม่ที่พร้อมจะสละชีพ
ส่วนสวี่โม่ก็เข้าใจว่าคนตระกูลฟางไม่ได้มาโดยไร้แผนการ
พวกเขาต่างจับจุดอ่อนของอีกฝ่าย โต้กลับอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน
ไม่ยอมถอยให้อีกฝ่ายแม้แต่ก้าวเดียว แต่ทั้งสองก็ไม่มีหลักฐานที่
ชัดเจน จึงไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายหรือโน้มน้าวความนึกคิดของ
ผู้อื่นได้
แต่พวกเขาก็แตกต่างกัน
ตระกูลฟางสามารถใช้อำนาจกดดันผู้อื่น ข่มขู่คนด้วยอิทธิพล
แต่สวี่โม่มีโอกาสนี้เพียงครั้งเดียว หากเขาทำไม่สำเร็จก็มีแต่ต้องยอม
ตาย
เขาหันไปมองท่านเจ้าเมือง แล้วค้อมกายให้ผู้อาวุโสจากสำนัก
สอบ “รบกวนใต้เท้าและท่านผู้อาวุโสนำกระดาษคำตอบต้นฉบับ
ออกมา จะได้ตัดสินว่าใครถูกใครผิดกันแน่”
ลายมือนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ทั้งระยะเวลาในการฝึกคัด
อักษร ทั้งนิสัยการจับพู่กัน ทั้งการลากเส้นแนวนอนแนวตั้ง ทุก
ลวดลายที่ตวัดไม่สามารถปลอมแปลงกันได้
สวี่โม่ไม่กลัวว่าตระกูลฟางจะให้ฟางหยวนคัดลอก
กระดาษคำตอบแล้วสับเปลี่ยนกับของตน เพราะเขาไม่เคยเขียน
กระดาษคำตอบที่สอบไม่ผ่านของฟางหยวน
หากมีต้นฉบับสองแผ่น อย่างน้อยก็ต้องมีหนึ่งฉบับที่เป็นลายมือ
ของเขา
สวี่โม่ครุ่นคิดอย่างหนัก แต่เมื่อเงยหน้าก็ยังคงสงบนิ่งดั่งผิวน ้า
ยืนตัวตรงสง่าผ่าเผย
ส่วนพ่อบ้านฟางที่อยู่ข้าง ๆ กลับเปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อย ค่อย ๆ
เคร่งเครียดจริงจังขึ้น
การขอดูกระดาษคำตอบต้นฉบับไม่ใช่การตัดสินใจที่ยากอะไร
หลังจากที่ท่านเจ้าเมืองปรึกษากับผู้อาวุโสหลายท่านจากสำนักสอบ
แล้ว ก็ให้ผู้อาวุโสสองคนพาเจ้าหน้าที่หกนายกลับไปที่สำนักสอบ
ระหว่างรอ ภายในห้องโถงใหญ่ของศาลาว่าการเมืองหลวงพลัน
เงียบสงัด แต่ภายนอกกลับคึกคักมาก
ฉีหวายดีใจจนกระทืบเท้า “พี่สวี่ซ่อนคมจริง ๆ ก่อนหน้านี้ข้า
แทบกระวนกระวายจนจะตายอยู่แล้ว ที่แท้เขายังมีไม้เด็ดอีกอย่าง
ทำไมเขาไม่บอกให้ตรวจสอบกระดาษคำตอบต้นฉบับตั้งแต่แรกเลย
เล่า?”
จ่างเยี่ยนชำเลืองมองเขา “ท่านคิดทำศึกก็จะไปสู้กับแม่ทัพทันที
เลยหรือ?”
ไม่ว่าใครจะสู้กับใครก็ต้องให้ทหารออกไปสู้ก่อน ต้องหยั่งเชิงคู่
ต่อสู้ก่อน ต้องหาจุดอ่อนของศัตรูก่อน
การอดทนรอสักครู่แล้วลงมือให้เด็ดขาด ย่อมดีกว่าการหยิ่ง
ผยองแล้วต้องมาเสียหน้าในภายหลัง
ฉีหวายไม่คิดว่าตัวเองที่อายุสิบแปดปีแล้ว ยังจะถูกเด็กอายุสิบ
สองปีคนหนึ่งดูถูก
แต่คำพูดนั้นกลับมีเหตุผลมาก เขาจึงได้แต่สูดลมหายใจ จมูก
เล็ก ๆ ของเขาขยายแล้วหดกลับ หดกลับแล้วขยายอีกครั้ง
จ้าวหยวนที่เดิมยังคิดจะเอ่ยแทรกสองสามคำ พอเห็น
สถานการณ์เช่นนี้จึงรีบหลบไปอยู่ด้านหลังอันจวิ่น แสร้งทำเป็นนก
กระทาตัวน้อย
ไม่นานกระดาษคำตอบต้นฉบับก็ถูกนำมาที่นี่
สายตาของทุกคนทั้งในและนอกศาลต่างจับจ้องกระดาษคำตอบ
ทั้งสองฉบับ รอคอยให้ความจริงถูกเปิดเผย รอคอยความยุติธรรมที่
สายเกินไปสำหรับสวี่โม่
“ท่านเจ้าเมือง” พ่อบ้านฟางเหมือนจะอยากพูดอะไรบางอย่าง
“จำเป็นต้องดูกระดาษคำตอบต้นฉบับจริง ๆ หรือขอรับ?”
อีกแล้ว เขาพยายามใช้อำนาจกดดันคนอีกแล้ว
ท่านเจ้าเมืองขมวดคิ้ว กำค้อนประธานแน่น “หากไม่ดู
กระดาษคำตอบต้นฉบับ แล้วจะตัดสินคดีได้อย่างไร!”
พ่อบ้านฟางไม่พูดอะไรอีก
ผู้อาวุโสหลายท่านจากสำนักสอบเปิดดูกระดาษคำตอบทั้งสอง
ฉบับ แล้วนำกระดาษคำตอบของฮุ้ยหยวนที่สวี่โม่เขียนจากความจำ
เมื่อคืนมาเปรียบเทียบ
จากนั้น พวกเขาก็ยืนนิ่งไป
ท่านเจ้าเมืองรู้สึกแปลกใจจึงเดินไปดูด้วยตนเอง ก่อนจะขมวด
คิ้วแน่น
ความรู้สึกเช่นนี้ไม่เหมือนว่าเขาจะเอนเอียงไปทางฝ่ายใด ทั้งยัง
ไม่เหมือนว่าได้ตัดสินคำตอบออกมาแล้ว
แต่ท่าทีกลับเหมือนสงสัย ยิ่งทำให้ทุกคนงุนงงสับสนมากขึ้น
หรือว่าจะมีขั้นตอนไหนเกิดปัญหา?
หัวใจของสวี่โม่จมดิ่งลง ความมั่นใจที่เคยมีก็พังทลาย กลายเป็น
ความกระวนกระวายใจที่เข้าแทนที่
“ใต้เท้า เหตุใดจึงไม่ดูต่อเล่าขอรับ มีปัญหาอะไรหรือ?” พ่อบ้าน
ฟางเปลี่ยนท่าทีจากเคร่งขรึมมาเอ่ยถามเสียงดัง “ตัดสินคดีได้แล้ว
หรือขอรับ?”
ท่านเจ้าเมืองไม่พูดอะไร บรรดาผู้อาวุโสจากสำนักสอบก็ไม่พูด
อะไรเช่นกัน คนทั้งห้องโถงตกอยู่ในความเงียบสงัด
กลับเป็นผู้คนจากภายนอกที่เริ่มส่งเสียงอื้ออึงขึ้นมา
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดท่านเจ้าเมืองจึงไม่พูดอะไรเลยเล่า?” ฉี
หวายกำหมัดแน่น
จ่างเยี่ยนไม่พูดอีกต่อไป สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นอย่างเห็นได้
ชัด
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ท่านเจ้าเมืองจึงเอ่ยด้วยน ้าเสียงหนัก
แน่นว่า “กระดาษคำตอบทั้งสองฉบับนี้มีลายมือเหมือนกันทุกประการ
ไม่สามารถแยกแยะได้ จำเป็นต้องตัดสินจากชื่อเท่านั้น”
กระดาษคำตอบที่สอบไม่ผ่านเขียนชื่อสวี่โม่เอาไว้
ส่วนข้อสอบของฮุ้ยหยวนนั้น เขียนชื่อฟางหยวนไว้อย่างชัดเจน
เหมือนกัน…
ทำไมถึงเหมือนกันได้…
ด้านนอกศาลาว่าการส่งเสียงอึกทึกขึ้นอีก ทุกคนต่างสงสัยและ
ถกเถียงกันอย่างดุเดือด
มีเพียงสวี่โม่ที่ยืนอยู่กลางศาล สมองของเขาเหมือนอยู่ในกลอง
ใบหนึ่ง หูตาอื้ออึงไปหมด ไม่ได้ยินเสียงใดในโลกนี้อีกต่อไป
เขาเหมือนจะเห็นใบหน้าลิงโลดของพ่อบ้านฟาง เห็นสีหน้าวิตก
กังวลของน้องชายน้องสาว รวมถึงเห็นแผ่นหลังของบิดาและรอยยิ้ม
แสนอ่อนโยนของมารดา
เขาเติบโตในครอบครัวที่ซื่อสัตย์ การศึกษาเล่าเรียนที่เขาได้รับ
ก็เน้นย ้าว่ากฎเกณฑ์มีความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด
บิดาของเขามักกล่าวว่าการเป็นคนต้องมีจิตใจกว้างใหญ่ดั่งผืน
ฟ้า ต้องคำนึงถึงสรรพสิ่ง ต้องรักบ้างเมืองรักประชาชน ต้องเที่ยงตรง
ไม่ประจบสอพลอ
แต่บิดากลับไม่เคยบอกว่าหากใช้ความพยายามจนสุดกำลังแล้ว
แต่ยังต้านทานกับสัตว์ร้ายไม่ได้ควรทำเช่นไร
ไม่เคยบอกว่า หากทุกสิ่งที่เขามีถูกแย่งชิงไปโดยไร้เหตุผล
สมควรจะถอยหนีอย่างขลาดกลัว หรือควรจะต่อสู้อย่างกล้าหาญ
สามัญชนไร้ความผิด แต่ถ้ามีของล ้าค่าก็อาจถูกกล่าวหาว่ามี
ความผิด
หากความสามารถถือเป็นความผิด เช่นนั้นเขาก็ไม่สมควร
พากเพียรศึกษาหรือ ไม่สมควรอ่านหนังสือตำราทั้งวันทั้งคืน ไม่
สมควรขยันขวนขวาย ไม่สมควรทุ่มเทพยายามสุดกำลังหรือ
เช่นเดียวกับฉีหวายที่สอบเป็นจวี่เหรินในอันดับสุดท้าย แล้วก็
สอบจิ้นซื่อได้ในอันดับสุดท้าย แม้จะไม่ส่องแสงโดดเด่นจนชวนให้ตา
พร่า แต่ก็มั่นคงแน่วแน่ ไม่ทำให้ผู้ใดอิจฉาริษยา
แต่ความสามารถคือสิ่งที่ผู้คนมากมายพยายามไขว่คว้า
สวี่โม่ก้มหน้ามองนิ้วมือเรียวขาวของตน ความเศร้าสลดและ
ความสิ้นหวังท่วมท้นอยู่ในอก ทั้งขมขื่นทั้งหนาวเหน็บ
ลายมือที่เป็นระเบียบ แฝงความองอาจ สง่างาม และเด็ดเดี่ยว
เคยเป็นความภาคภูมิใจจากการพยายามฝึกฝนของเขา เป็นกุญแจ
สำคัญในการต่อสู้กับคนตระกูลฟาง เป็นโอกาสเดียวที่เขาค้นพบ
หลังจากครุ่นคิดมาอย่างหนักนานนับสิบวัน
แต่ตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับสูญสิ้นไปแล้ว
ตระกูลฟางใช้พ่อบ้านคนหนึ่งมาบอกกับสวี่โม่ว่า ความสามารถ
ของคนตระกูลใหญ่นั้น มีแต่เขาคิดไม่ถึง ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำ
ไม่ได้
พลังอำนาจของตระกูลใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่สามัญชนธรรมดาอย่าง
พวกเขาจะสั่นคลอนได้
ทุกสิ่งที่เขาคิด ทุกสิ่งที่เขาคาดการณ์ ล้วนอยู่ภายใต้การคิด
คำนวณของคนตระกูลใหญ่ทั้งสิ้น
พลังอำนาจก็สู้ไม่ได้ ความสามารถก็สู้ไม่ได้ แม้แต่ความคิดก็ยัง
สู้ไม่ได้ แล้วเขาจะเอาอะไรไปต่อกรกับอีกฝ่าย?
เช่นนั้น…ก็ยอมแพ้ไปเสียเถอะ
สวี่โม่ยืนนิ่งงัน ข้างหูได้ยินเสียงของพ่อบ้านฟางเอ่ยว่า “ตั้งแต่
ตอนอยู่ที่เขตอันสุ่ย ข้าก็เห็นว่าเจ้าเป็นคนมีแวว เพียงแต่จิตใจไม่
ค่อยซื่อตรงนัก อย่าคิดว่าพอเลียนแบบลายมือของคุณชายของพวก
ข้าแล้วจะสามารถใส่ร้ายตระกูลฟาง และแย่งชิงตำแหน่งฮุ้ยหยวนของ
คุณชายพวกข้าไปได้”
“ของจริงปลอมแปลงไม่ได้ ของปลอมก็ไม่มีวันเป็นของจริง”
จากนั้นเขาก็ยังได้ยินใครกำลังตะโกนด้วยน ้าเสียงแหบแห้งว่า
“พี่ใหญ่! พี่ใหญ่…กองขี้เถ้า กองขี้เถ้า”
ตอนนั้นเอง บางอย่างก็ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
ในการสอบระดับเขตที่เขตอันสุ่ย สวี่โม่ถูกขัดขวางอยู่ที่หน้า
ประตูสำนักสอบ ยามนั้นพ่อบ้านฟางกลับมาแสดงความปรารถนาดี
อย่างกะทันหัน
กองขี้เถ้าหน้าเรือนเล็กในเมืองหลวงมักถูกคนมาคุ้ยเขี่ยอยู่บ่อย
ๆ น่าจะเป็นกระดาษที่เขาทิ้งไปแล้ว
ลายมือที่เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนนี้ ไม่รู้ว่าฟางหยวนฝึกฝนมา
นานเท่าไหร่แล้ว
หมากกระดานนี้ ตระกูลฟางวางไว้ได้ดีจริง ๆ
การต่อสู้ที่ผ่านมา แท้จริงแล้วเป็นเพียงการเล่นตลกของพ่อบ้าน
ฟางที่จงใจหลอกล่อสวี่โม่ สีหน้าที่เปลี่ยนไปตอนพูดกระดาษคำตอบ
ต้นฉบับก็เพื่อทำให้สวี่โม่รู้สึกมั่นใจ เมื่อความจริงปรากฏ มันก็จึงจะ
สามารถทำลายจิตใจของสวี่โม่ได้
จากความมั่นใจสู่ความสงสัย จากความเชื่อมั่นสู่ความลังเล
ถึงแม้จะเก่งกาจอย่างฮุ้ยหยวน ก็ยังนึกสงสัยในตัวเอง
โชคดีที่เขาคือสวี่โม่
โชคดีที่เขามีน้องชายน้องสาวอยู่