พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 291 ผลการตัดสิน
มีคำกล่าวว่าการเป็นขุนนางในเมืองหลวงนั้นยากยิ่ง
เหตุผลหลัก ๆ คือ ความร ่ารวยและเกียรติยศมีอยู่ทั่วไปใต้บารมี
ของฝ่าบาท เดินสามก้าวก็พบเจอขุนนางขั้นห้า เดินห้าก้าวก็พบเจอ
ขุนนางขั้นสาม
คนตระกูลใหญ่และราชวงศ์มีอยู่มากมายทุกหนทุกแห่ง
ในฐานะเจ้าเมือง ต้องมีความยุติธรรมและเท่าเทียม เพราะเหล่า
ราชวงศ์คอยนั่งจับตาดูอยู่ในวัง หากเกิดความลำเอียงเพียงเล็กน้อย
ก็อาจถูกลงโทษได้ทันที
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตระกูลใหญ่ ราชวงศ์ หรือบุตรธิดาของ
ขุนนางชั้นสูง ใครเล่าจะกล้ายุติธรรมอย่างสมบูรณ์ ใครเล่าจะกล้า
เป็นผู้ตัดสินที่เที่ยงธรรม
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีฐานะและภูมิหลังดี จึงยอมไปรับราชการที่เมือง
ห่างไกลอย่างเขตอันสุ่ยถึงสามปี ดีกว่าจะรับราชการอยู่ในเมืองหลวง
ยิ่งคิด ชายชราก็ยิ่งเศร้าใจ ฝ่ามือสั่นราวกับกำลังร่อนตะแกรง
ในฐานะเจ้าเมือง เขาอยากให้ความยุติธรรมกับสวี่โม่
ในฐานะขุนนางชั้นผู้น้อย เขาเกรงกลัวตระกูลฟาง
เหตุผลบอกเขาว่าควรจะเข้าข้างคนตระกูลใหญ่ อย่างน้อยก็จะ
รักษาตำแหน่งขุนนางไว้ได้ อย่างน้อยสวี่โม่ก็โดดเดี่ยวอ่อนแอและ
เหมือนไม่สามารถต่อต้านอำนาจอันยิ่งใหญ่ได้
แต่ความภาคภูมิใจในตนเองตั้งแต่สมัยยังเล่าเรียน และความ
ทะเยอทะยานตั้งแต่ได้เป็นขุนนาง ก็คอยทิ่มแทงมโนธรรมของเขาอยู่
ตลอดเวลา
หลังจากชั่งใจอยู่นาน ค้อนประธานในมือของท่านเจ้าเมืองก็เคาะ
ลงในที่สุด “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทุจริต การสอบขุนนางเป็นเรื่อง
สำคัญ ให้ข้าได้รายงานกับเบื้องบนก่อนแล้วจึงจะตัดสินใจ”
วิธีนี้เรียกว่าเป็นกลาง เรียกว่าเตะถ่วง เรียกว่าโยนความ
รับผิดชอบออกไปก่อน
พ่อบ้านฟางตกตะลึง สวี่โม่ขมวดคิ้ว ทั้งในและนอกศาลเงียบกริบ
ท่านเจ้าเมืองไม่สนใจ เคาะค้อนประธานอีกครั้ง “เลิกศาล”
เหล่าเจ้าหน้าที่เริ่มเคาะไม้ เสียงตะโกนอันน่าเกรงขามดังก้องไป
ทั่วห้องโถง แม้แต่คนที่ไม่เต็มใจก็ต้องยอมค้อมตัวจากไป
ชาวบ้านนอกศาลาว่าการเมืองหลวงยังอยากรู้อยากเห็นต่อ มีทั้ง
คนที่วิพากษ์วิจารณ์เสียงดัง คนที่พึมพำเบา ๆ และคนที่ถอนหายใจ
อย่างผิดหวัง แต่ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไปโดยไม่มีข้อยกเว้น
มีเพียงพวกเจียงเซิง ฉีหวาย และคนอื่น ๆ ที่เบียดกันรออยู่ตรง
หัวมุม
คนแรกที่ออกมาคือพ่อบ้านฟาง เขาไม่แม้แต่จะมองพวกเจียง
เซิงที่อยู่ด้านหน้า ทำเพียงชำเลืองมองฉีหวายกับจ้าวหยวน แล้วเดิน
จากไปอย่างเย็นชาเย่อหยิ่ง
ตามหลังเขามาจึงเป็นสวี่โม่
เด็กหนุ่มที่ผ่านความยากลำบาก ความวิตกกังวล และได้รับ
บทเรียนอันลึกซึ้งจากคนตระกูลใหญ่ ตอนเข้าไปก็หลังตรงสง่าผ่า
เผย ตอนออกมาก็ยังคงสง่างามและแน่วแน่ เพียงแต่คิดใคร่ครวญ
มากขึ้น ราวกับผ่านการเรียนรู้และเติบโต
แน่นอนว่าอุปสรรคทำให้คนเติบโตก้าวหน้า
“พี่ใหญ่” เจียงเซิงเคลื่อนไหวเร็วที่สุด นางพุ่งเข้าหาร่างในชุด
เขียว
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนตามมาติด ๆ “พี่ใหญ่”
“พี่สวี่” ฉีหวาย อันจวิ่น และจ้าวหยวนก็ล้อมเข้ามาเช่นกัน
สวี่โม่ที่เมื่อครู่ยังดูโดดเดี่ยวลำพัง พริบตาเดียวรอบกายก็
กลายเป็นคึกคักราวกับตลาดสด น้องชายน้องสาวและเหล่าสหาย
ต่างไถ่ถามคนละคำสองคำ ทุกประโยคล้วนเต็มไปด้วยความห่วงใย
เขายิ้ม รอให้ทุกคนถามจนหมด แล้วจึงตอบคราวเดียวว่า “ข้า
สบายดี แม้ว่าใต้เท้าจะไม่สามารถตัดสินได้อย่างยุติธรรมโดย
สมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้เอนเอียงเข้าข้างตระกูลฟาง”
เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
มีเพียงผู้ที่มีประสบการณ์เท่านั้นจึงจะรู้ว่า อิทธิพลและการข่มขู่
ของคนตระกูลใหญ่นั้น กระทั่งเจ้าเมืองก็ยังไม่อาจต้านทานไหว
สวี่โม่รู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้มาก
“แต่ตำแหน่งฮุ้ยหยวนของพี่ใหญ่ก็ยังไม่ได้รับกลับมานะเจ้าคะ”
เจียงเซิงพึมพำ “ไม่เท่ากับว่าตลอดยี่สิบกว่าวันนี้พวกเราเหนื่อยเปล่า
หรือ”
หากพูดว่าเขตอันสุ่ยนั้นอยู่ห่างไกล เจี้ยหยวนที่มาจากที่นั่นจึง
ทำให้ผู้คนในเมืองหลวงไม่สนใจแม้แต่น้อย
ตำแหน่งฮุ้ยหยวนคือสัญลักษณ์แห่งพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ของสวี่
โม่ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เขาก้าวเดินบนเส้นทางในเมืองหลวง
ได้อย่างราบรื่น
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาทำให้คนตระกูลฟางไม่พอใจแล้ว
หากยังเอาตำแหน่งฮุ้ยหยวนกลับคืนมาไม่ได้ เส้นทางข้างหน้าก็จะยิ่ง
ลำบากขึ้นไปอีก
“มันไม่ได้เหนื่อยเปล่าเสียทีเดียวหรอก อย่างน้อยพวกเราก็ชนะ
ใจผู้คน” ฉีหวายวิเคราะห์ “สายตาของพวกเขาเฉียบแหลม ตระกูล
ฟางมีตำแหน่งฮุ้ยหยวนไว้ก็เหมือนกับกำลังถือถ่านร้อน”
“สมควรแล้ว ใครใช้ให้พวกเขาหมายตาไม่เลือกคน มาหมายตา
ตำแหน่งฮุ้ยหยวนของพี่สวี่” จ้าวหยวนด่าตาม “ข้าได้ยินจากข้าง
นอกชัดเจน พวกเขาหมายตาพี่สวี่มานานแล้ว คิดว่าคงเตรียมการ
มาพร้อมทุกอย่าง แต่ไม่คิดว่าพี่สวี่จะสอบเป็นฮุ้ยหยวนได้”
นี่คือข้อผิดพลาดของตระกูลฟาง และเป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียว
ในแผนการของพวกเขา
กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือพรสวรรค์ของสวี่โม่ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้
น่าเสียดายที่อำนาจของตระกูลใหญ่ยากจะสั่นคลอน ศาลาว่า
การเมืองหลวงก็ทำได้เพียงแสร้งยุติธรรมเป็นกลาง จึงยากที่จะมอบ
ความยุติธรรมให้สวี่โม่
“แต่ท่านเจ้าเมืองบอกว่าจะไปรายงานเบื้องบน แต่เขาจะรายงาน
ไปที่ใดเล่า?” อันจวิ่นถามถึงเรื่องสำคัญ
ทุกคนเงียบลงทันที
มีเพียงจ่างเยี่ยนที่ตอบด้วยน ้าเสียงเรียบนิ่งว่า “วังหลวง”
ศาลาว่าการเมืองหลวงนั้นขึ้นตรงต่อวังหลวง และผู้ที่มีอำนาจ
ตัดสินใจในวังหลวง ก็คือ…ฝ่าบาท
นี่เป็นคำตอบที่ทำให้เขาทั้งยินดีและกังวลใจ
เขายินดี เพราะฝ่าบาทไม่ได้เป็นผู้ครองแผ่นดินที่เลอะเลือน ทั้ง
ยังบริหารบ้านเมืองเพื่อราษฎรอย่างแข็งขัน อีกทั้งยังมีความยุติธรรม
เขากังวล เพราะฝ่าบาทอุปนิสัยค่อนข้างอ่อนแอ โดยเฉพาะใน
ยุคที่คนตระกูลใหญ่มีอำนาจเช่นนี้ การทำสิ่งใดจึงมักถูกผูกมัด
ครั้งที่เกิดเรื่องใหญ่อย่างนักเขียนเงา ฝ่าบาทก็ทำได้เพียง
ช่วยเหลืออันจวิ่น ส่วนเรื่องที่เหลือก็ปล่อยให้เงียบหายไป
บัดนี้เกิดการทุจริตในการสอบระดับแคว้น ฝ่าบาทจะสามารถแก้
แค้นให้สวี่โม่และคืนความยุติธรรมให้กับเหล่าบัณฑิตได้หรือไม่
มันช่างยากเย็นเหลือเกิน
แม้แต่ฝ่าบาทก็ยังไม่สามารถตัดสินความเป็นตายได้ด้วยคำพูด
เพียงคำเดียว ตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจมากจึงถูกผลักขึ้นสู่ตำแหน่งที่
ไม่มีใครเทียบได้ ไม่แปลกใจที่ตระกูลฟางจะหยิ่งยโสถึงขนาดส่งเพียง
พ่อบ้านคนหนึ่งมาเมื่อศาลาว่าการเมืองหลวงเรียกตัว
“เช่นนั้นราชสำนักจะปล่อยให้เรื่องเป็นเช่นนี้ต่อไปหรือ?” ฉี
หวายกล่าวด้วยความโกรธแค้น “ที่จริงแล้วราชวงศ์ต่างหากที่เป็น
เจ้าของแผ่นดินนี้ แต่กลับปล่อยให้พวกคนตระกูลใหญ่สมคบคิด
ร่วมกัน แม้แต่การรักษาความยุติธรรมเที่ยงตรงก็ยังทำไม่ได้!”
ความจริงแล้วเรื่องนี้มีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง
กษัตริย์องค์ก่อนมีนิสัยโหดร้าย มักทำสงครามทั้งเหนือและใต้จน
ทำให้ท้องพระคลังร่อยหรอ ถึงแม้จะยึดดินแดนมาได้มากมาย แต่
ชาวบ้านก็ทุกข์ยากและไม่มีหนทางในการดำรงชีพ
ในบั้นปลายพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงตระหนักถึงข้อบกพร่อง
และตัดสินพระทัยมอบอำนาจให้กับตระกูลใหญ่ สนับสนุนตระกูลที่
รุ่งเรืองอยู่แล้วให้พวกเขามีอำนาจในการควบคุมกษัตริย์
หากการตัดสินใจของฝ่าบาทสมเหตุสมผล คนตระกูลใหญ่ก็จะ
เห็นชอบ
หากการตัดสินใจของฝ่าบาทไม่สมเหตุสมผล คนตระกูลใหญ่ก็
สามารถร่วมมือกันคัดค้านได้
แต่เดิมนั้นเป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กษัตริย์องค์ต่อไปทำเรื่อง
โหดร้ายไร้เมตตา แต่ไม่คิดว่าราชวงศ์จะอ่อนแอเกินไป เวลาปะทะกับ
เหล่าตระกูลใหญ่ก็พ่ายแพ้ซ ้าแล้วซ ้าเล่า จนในที่สุดกลับถูกตระกูล
ใหญ่ควบคุม
คนตระกูลใหญ่ได้ลิ้มรสความหอมหวานของอำนาจ ความ
ทะเยอทะยานก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น พวกเขาใช้วิธีการต่าง ๆ อย่างการ
แต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ ผูกมัดตระกูลส่วนใหญ่ไว้บนเรือลำ
เดียวกันเพื่อร่วมเป็นร่วมตาย
พวกเขาใช้จำนวนคนกดดันราชวงศ์ ร่วมกันแสวงหา
ผลประโยชน์ และร่วมมือกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
“หรือว่าในแวดวงข้าราชการทั้งหมดจะไม่มีเสียงอื่นแล้ว?” อันจ
วิ่นถาม
ฉีหวายแค่นเสียงเย็นชา “แน่นอนว่ามี ราชวงศ์ก็เคยเลื่อน
ตำแหน่งบัณฑิตยากจนอยู่ไม่น้อย แต่คนอ่อนแอเหล่านี้ต้องพยายาม
กี่ชั่วอายุคน ถึงจะต่อกรกับตระกูลใหญ่ที่มีรากฐานมาร้อยปีได้”
ในฐานะบุตรชายของเจ้ากรมพิธีการ เขาเข้าใจเรื่องนี้ชัดเจน
“ดังนั้น ต่อให้จะรายงานไปถึงราชสำนัก ก็ยังไม่อาจจัดการกับ
ตระกูลฟางได้หรือ?” อันจวิ่นถามอย่างเหม่อลอย ดวงตาค่อย ๆ หมด
ประกายไป
พวกเขาตรากตรำอ่านเขียนมานับสิบปี เดิมทีคิดว่าจะได้แสดง
ฝีมือ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเครื่องมือให้ผู้มีอำนาจใช้เป็นแท่น
ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิตคนไหนก็ทนไม่ได้ ยิ่งเป็นคนหนุ่มสาวที่เปี่ยม
ไปด้วยพลังด้วยแล้ว
ประกายในดวงตาของพวกเขาหายไป บ้างก็ห่อเหี่ยว บ้างก็หมด
อาลัยตายอยาก
จ่างเยี่ยนขยับริมฝีปาก เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่แล้วสุ้มเสียงอันทรงพลังก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ใครบอกว่าไม่
มีทางแก้? ใครบอกว่าให้ความยุติธรรมไม่ได้? ราชสำนักนี้ไม่ได้มีแค่
ตระกูลฟางกับพรรคพวกของเขาเท่านั้นหรอกนะ”