พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 292 ใต้เท้าโต้วชี้แนะ
เสียงนั้นพาให้ทุกคนต่างหันไปมอง
พอเห็นชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างไม่สูงใหญ่ หน้าตาไม่โดดเด่น
แต่กลับดูราวกับสามารถแบกรับทุกสิ่งบนบ่าได้ พวกเขาก็อดร้อง
อุทานออกมาไม่ได้
“ใต้เท้าโต้ว!”
“ท่านลุงโต้ว!”
“ใต้เท้า”
ทุกคนคำนับทักทายเขาด้วยความเคารพจริงใจ
สวี่โม่ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก “เหตุใดใต้เท้าจึงมาที่นี่เล่า?”
โต้วเว่ยหมิงลูบเคราของตน กึ่งโมโหกึ่งจนปัญญา “เสียงกลอง
ของเจ้าดังไปถึงกรมขุนนางแล้ว เพียงสอบถามเล็กน้อยก็รู้ว่ามี
บัณฑิตผู้หนึ่งต้องการร้องเรียนว่าการสอบขุนนางไม่เป็นธรรม”
พอถามอีกก็รู้ว่าบัณฑิตผู้นั้นแซ่สวี่ เป็นเจี้ยหยวนจากท้องที่เล็ก
ๆ แห่งหนึ่ง
โต้วเว่ยหมิงตระหนักได้ทันใด เขาเคยคิดว่าผ่านไปยี่สิบวันแล้ว
เหตุใดจึงยังไม่เห็นสวี่โม่มาบอกข่าวดี ด้วยความสามารถของเด็ก
หนุ่มคนนี้ อย่างน้อยก็ควรสอบได้สิบอันดับแรก
“สวี่โม่เอ๋ยสวี่โม่ เจ้าทำให้ข้าทั้งตกใจทั้งดีใจแล้ว”
ดีใจที่เขามีพรสวรรค์โดดเด่น ไม่เพียงสอบเป็นก่งเซิ่งได้ แต่ยัง
คว้าตำแหน่งฮุ้ยหยวนได้อีกด้วย
ตกใจที่ชะตาชีวิตของเด็กหนุ่มพลิกผัน ถึงกับถูกตระกูลฟาง
หมายตา ซ ้ายังกล้าท้าทายตระกูลฟางอีก
แต่คิดดูแล้ว เด็กหนุ่มคนนี้ตอนเป็นเพียงคนทั่วไปก็ยังกล้าต่อกร
กับนายอำเภอ พอสอบได้ซิ่วไฉก็ฟ้องร้องนายอำเภอเซี่ยหยางใน
ขณะนั้นต่อหน้าศาลเขต ได้ยินว่าเขายังเคยมีปัญหากับท่านผู้ว่าการ
เขตเฮ่อ ตอนนี้ก็ยังมาร้องเรียนตระกูลฟางถึงศาลาว่าการเมืองหลวง
ไม่มีความเกรงกลัวและใจกล้าบ้าบิ่นนัก
แต่เขาถูกใจจริง ๆ
โต้วเว่ยหมิงปล่อยเคราของตน มองสวี่โม่ด้วยสายตาชื่นชม
“ตระกูลฟางเป็นชนชั้นสูง ทั้งยังมีอำนาจอิทธิพล แม้แต่ท่านเจ้าเมือง
ก็ไม่อาจทำอะไรพวกเขาได้ เจ้ากรมพิธีการยังต้องหลบเลี่ยง ส่วน
เจ้าหน้าที่กรมอาลักษณ์ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง”
คำพูดนี้ช่างน่าท้อใจเหลือเกิน
ฉีหวายกัดฟันด้วยความละอายใจ จ้าวหยวนเบ้ปากด้วยความไม่
พอใจ ใบหน้าของเด็กหนุ่มทั้งสองเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
มีเพียงสวี่โม่ที่ดวงตาเป็นประกาย รอคอยจุดเปลี่ยนที่กำลังจะ
มาถึง
เป็นไปตามที่คาด โต้วเว่ยหมิงหยุดไปชั่วครู่แล้วกล่าวต่อ “แต่คน
ตระกูลใหญ่ไม่ได้มีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ผลประโยชน์อาจจะพลิกผัน
เรื่องศัตรูจึงมีอยู่ทั่วไป”
ดวงตาของสวี่โม่เปล่งประกายวาววับ เขานึกถึงคำพูดของจ่าง
เยี่ยนเรื่องตระกูลเฮ่อ และนึกถึงความแค้นระหว่างตระกูลเฮ่อกับ
ตระกูลฟาง
หากมีตระกูลเฮ่อหนึ่งตระกูล ก็ย่อมมีตระกูลเฮ่ออีกสองสาม
ตระกูลไม่ใช่หรือ?
“ใต้เท้าขอรับ” สวี่โม่ลองถามอย่างระมัดระวัง “หากมีการ
สนับสนุนมากพอ มีเสียงมากพอ จะสามารถต่อกรกับตระกูลฟางและ
ทำให้ราชสำนักสบายใจในการตัดสินคดีอย่างยุติธรรมได้หรือไม่
ขอรับ?”
เด็กน้อยช่างสอนง่ายเสียจริง
โต้วเว่ยหมิงยกมือลูบเคราอีกครั้ง “พูดตามตรง ราชสำนักเองก็
ต้องการที่พึ่ง หากมีคนตระกูลใหญ่ในราชสำนักเห็นด้วยเพียง
ครึ่งหนึ่ง ตระกูลฟางก็ไม่อาจทำอะไรตามใจชอบได้”
สุดท้ายแล้ว ราชวงศ์ต้าอวี๋ไม่ได้เป็นของตระกูลฟางโดยตรง
แต่จะไปหาตระกูลใหญ่อีกครึ่งหนึ่งที่ไม่เพียงสามารถต่อกรกับ
ตระกูลฟาง แต่ยังต้องมีคนที่อยู่ในราชสำนักได้จากที่ไหนเล่า
ดวงตาของสวี่โม่หม่นลงอีกครั้ง
เป็นตระกูลเฮ่อ? พวกเขาเพียงยื่นฎีกาฟ้องร้องตระกูลฟางครั้ง
เดียว คงไม่เต็มใจยื่นฎีกาเป็นครั้งที่สองอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการ
เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในราชสำนัก
ถึงแม้เจ้ากรมพิธีการจะสนับสนุนเขา แต่ก็เป็นจิ้งจอกเฒ่า ไม่มี
ทางทำเรื่องที่จะทำให้ตระกูลฟางขุ่นเคืองใจเช่นนั้น
คำโบราณกล่าวไว้ว่า การช่วยผู้อื่นในยามลำบากนั้นยาก แต่
การช่วยเหลือยามที่มีความสุขอยู่แล้วนั้นง่ายกว่า
แม้ใต้เท้าฉีจะเคยเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ แต่ภายใต้การกัดเซาะของ
กาลเวลา เขาก็โน้มเอียงไปทางผลประโยชน์มากขึ้น และจะหันไป
เข้าข้างสวี่โม่ก็ต่อเมื่อตนเองอยู่ในสถานการณ์บีบบังคับเท่านั้น
“เจ้าหนูสวี่ คงลำบากแล้วสินะ” ใต้เท้าโต้วถอนหายใจ “เมือง
หลวงมันก็เป็นเช่นนี้ พูดให้ตายอย่างไรก็ต้องใช้อำนาจต่อกรกับ
อำนาจ นี่คือชะตากรรมที่ใครก็หนีไม่พ้น”
บุคคลที่โดดเด่นอาจจะเปล่งประกายได้ แต่ก็ไม่มีทางสู้ความ
พยายามนับร้อยปีของผู้อื่น
เคยมีบรรพบุรุษรุ่นที่สามพูดไว้ว่า “ทำไมความพยายามสิบปีของ
เจ้า ถึงคิดจะเอาชนะการสั่งสมอำนาจบารมีของบรรพบุรุษสามชั่ว
อายุคนของข้าได้?”
ประโยคนี้ยิ่งฟังแล้วขัดหูเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะท้อนความจริงได้มากขึ้น
เท่านั้น
ในยุคสมัยแห่งความสงบสุข
การสอบขุนนางได้เปิดโอกาสให้สามัญชน หากไม่มีการสอบขุน
นาง ไม่มีการตรวจสอบ คนธรรมดาก็จะต้องจมปลักอยู่กับความ
สามัญไปชั่วชีวิต พ่ายแพ้ต่อความมั่งคั่งที่สะสมมาของคนตระกูล
ใหญ่ และถูกบดขยี้ด้วยอำนาจที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
ยามนี้ในเมืองหลวง สวี่โม่ต้องการเอาชนะตระกูลฟาง จึง
จำเป็นต้องอาศัยอำนาจอื่น
เหมือนอย่างที่สองพี่น้องปรึกษากันเรื่องการยืมกำลังคนอื่นมา
เพื่อต่อสู้ เพียงแต่ครั้งนี้ต้องหยิบยืมให้มากขึ้นและยิ่งใหญ่กว่าเดิม
“ใต้เท้า…” สวี่โม่ยิ้มขมขื่น “แต่ข้าจะไปหาความช่วยเหลือจาก
ตระกูลไหนเล่าขอรับ แล้วจะมีสักกี่ตระกูลกันที่เต็มใจช่วยคนไร้ญาติ
ขาดมิตรเช่นข้า”
การปรากฏตัวของโต้วเว่ยหมิง ย่อมแสดงว่าตระกูลโต้วถือเป็น
หนึ่งในนั้น
ท่าทีของตระกูลเฮ่อยังไม่ชัดเจน แต่ก็มีโอกาสที่จะโน้มน้าวได้
ทว่าก็ยังห่างไกลจากความคำว่าเพียงพอ
โต้วเว่ยหมิงไม่พูดอะไร แต่เหลือบมองเด็กหญิงตัวน้อยที่ตรงมุม
อย่างคลุมเครือ แล้วถอนหายใจ
“อย่างน้อยก็ต้องลองดูก่อน บางทีอาจจะโน้มน้าวได้” ฉีหวายเริ่ม
ทีความหวังอีกครั้ง “พี่สวี่ พวกเรายอมแพ้ไม่ได้แล้วนะ”
“ถูกต้อง นี่คือโอกาสเดียวที่พวกเรามี” จ้าวหยวนพูดตาม
เหล่าเด็กหนุ่มถกเถียงกันดุเดือดเผ็ดร้อนอีกครั้ง ว่าตระกูลไหนที่
สามารถโน้มน้าวได้ ตระกูลไหนที่ค่อนข้างมีความยุติธรรม ตระกูล
ไหนที่ชอบฝักใฝ่เข้าข้างผู้มีอำนาจ
เจียงเซิงอาศัยร่างเล็ก ๆ ของนาง แอบออกไปจากกลุ่มคน แล้ว
นั่งเหม่ออยู่บนก้อนหิน
นางรู้ความหมายของสายตาที่ใต้เท้าโต้วส่งมา เข้าใจว่าพี่ใหญ่
กำลังเผชิญปัญหาที่ใหญ่หลวง และเขาต้องการการสนับสนุนจากคน
ตระกูลใหญ่
ตระกูลเจียงเหมือนจะเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่มาก
พวกเขาจะช่วยพี่ใหญ่ได้หรือไม่?
แม้นางไม่อยากแยกจากกับเหล่าพี่ชาย แต่หากสามารถช่วยพี่
ใหญ่ทวงคืนตำแหน่งฮุ้ยหยวนกลับมาได้ ก็คงดีไม่น้อยเช่นกัน
เจียงเซิงพันมือทั้งสองเข้าหากัน ดวงตากลมโตเลื่อนลอยไปมา
ไร้จุดหมาย ในที่สุดก็ตกอยู่ที่คนชุดกระโปรงเขียวซึ่งห่างออกไปสอง
ก้าว
นางเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้างดงามสดใสไม่ผิดจากที่คาด “พี่สาว
เหยา เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่?”
“ข้าตามเสียงกลองร้องทุกข์มา” เหยาซือชิงมองนางด้วยสายตา
ซับซ้อน “เจ้าเหมือนจะมีเรื่องกังวลใจนะ”
เจียงเซิงยิ้มน้อย ๆ “พี่สาวเหยา พี่ใหญ่ของข้ากำลังประสบ
ปัญหา ข้าอยากช่วยเขา”
ตั้งแต่อำเภอเซี่ยหยางมาถึงเมืองหลวง นางไม่ได้ฉลาดหรือ
เก่งกาจ มีเพียงตอนพวกพี่ชายป่วยหนักและอ่อนแอในช่วงแรกที่นาง
อาศัยประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเจ็ดปี ให้คำแนะนำและ
ช่วยเหลือได้บ้างอย่างยากลำบาก
ต่อมาเมื่อมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกพี่ชายก็เริ่มแสดงความอันโดดเด่น
คนหนึ่งฉลาดกว่าอีกคน อีกคนก็มีกำลังมากกว่าอีกคน นางถูกทำให้
ดูเหมือนกลายเป็นคนไร้ค่า
แม้พวกพี่ชายจะไม่พูดอะไร และมีท่านป้าคอยปกป้องนาง ก็ยังมี
เสียงวิพากษ์วิจารณ์แปลกอยู่ดี
คงเป็นเพราะรู้สึกว่า เบื้องหลังพี่ชายที่ดีเหล่านั้น ไม่สมควรมีเด็ก
โง่ที่รู้จักแต่กินอย่างนางยืนอยู่
ตอนนี้มีโอกาสช่วยเหลือพวกเขาแล้ว ทั้งยังอยากสลัดตำแหน่ง
คนไร้ค่าออกไป การยอมรับมันก็เหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากนัก
“พี่สาวเหยา” เด็กหญิงเงยหน้า ดวงตากลมโตฉายแววสับสน
“ข้าควรไปขอร้องตระกูลเจียงแล้วใช่หรือไม่”
แม้ว่าครั้งหนึ่งนางจะปฏิเสธการกลับไป
แม้ว่าตระกูลเจียงเหมือนจะไม่ได้ต้อนรับนางมากนัก
“ขอร้อง?” เหยาซือชิงขมวดคิ้ว “เด็กน้อย ใครบอกว่าเจ้าต้องไป
ขอร้องตระกูลเจียง?”
เจียงเซิงยิ่งงุนงงมากขึ้น นี่ไม่ถูกต้องหรือ ตอนนี้พวกนาง
ต้องการความช่วยเหลือจากตระกูลเจียงไม่ใช่หรือ
“เด็กโง่” เหยาซือชิงย่อตัวลงตรงหน้า ยกมือลูบหัวนาง “หาก
จำเป็นต้องให้เจ้าไปขอร้องจริง ๆ ต่อให้ขอร้องไปก็ไร้ประโยชน์”
คนที่รักเจ้าอย่างแท้จริง ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าไปวิงวอน
คนที่ไม่รักเจ้า แม้จะวิงวอนขอร้องก็ไร้ประโยชน์ใด ๆ ทั้งนั้น
เจียงเซิงรู้สึกว่าตนเองคล้ายจะค้นพบกุญแจสำคัญ นางเบิกตา
กว้าง จ้องมองเหยาซือชิงอย่างแน่วแน่
จากนั้น ก็เห็นหญิงสาวในอาภรณ์เขียวงดงามอ่อนช้อยยื่นมือ
ออกมา ชี้ไปยังตรอกที่อยู่เฉียง ๆ กับศาลาว่าการเมืองหลวง
ที่นั่น มีนายบ่าวคู่หนึ่งยืนอยู่
ผู้เป็นนายมีผมสีเงินเต็มศีรษะ แม้จะสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาและ
ปักปิ่นไม้ ก็ไม่อาจปิดบังกลิ่นอายความสูงส่งได้
ส่วนบ่าวรับใช้มีท่าทีสงบเยือกเย็น นัยน์ตาเปี่ยมด้วยความห่วงใย
ที่ไม่อาจเก็บซ่อน