พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 293 ตัวตนของเหยาซือชิง
เจียงเซิงตกตะลึง
เมื่อครู่นี้นางยังลังเลว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากตระกูลเจียงดี
หรือไม่ ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็มาปรากฏตัวขึ้นในตรอกเล็ก ๆ นอกศาลา
ว่าการเมืองหลวงแล้ว
นางสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีอ่อน ไม่ได้เสแสร้งแย้มยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่
ในดวงตาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
ขณะที่เจียงเซิงเงยหน้าขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็กำลังมองหา
ทว่าเหมือนนางจะไม่เห็นเจียงเซิง จึงหันกลับไปถามคนข้างตัว
ด้วยความสงสัย ฟังถานเยี่ยพูดสองสามประโยคจึงเข้าใจและสามารถ
มองหาไปทางฝูงชนได้อย่างถูกต้อง
คราวนี้เป็นคราวเจียงเซิงสงสัยบ้าง
เหยาซือชิงพูดด้วยน ้าเสียงเรียบ ๆ “เมื่อคนเราอายุมากขึ้น
สายตาก็เสื่อมตามไปด้วย อยู่ไกล ๆ เช่นนั้นคงมองเห็นไม่ชัดแล้ว
ต้องอาศัยสาวใช้ช่วยบอก”
หมายความว่า ตรงข้ามถนนที่กว้างขนาดนั้น สิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่า
เจียงเห็นมีเพียงเงาร่างที่พร่ามัว ไม่อาจมองเห็นหลานสาวที่นางคิดถึง
อยู่ตลอดเวลาได้
เจียงเซิงรู้สึกปวดร้าวขึ้นมาทันที นางคิดว่าตนควรก้าวไป
ข้างหน้าสองก้าว อย่างน้อยก็คงทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ามองเห็นได้ชัด
สองเท้าเคลื่อนไหวตามความคิด ก้าวเดินออกไปโดยไม่รู้ตัว
ในตรอกเล็ก ๆ ถานเยี่ยตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ฮูหยินผู้เฒ่า!
คุณหนูมาแล้วเจ้าค่ะ นางมาแล้ว”
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงไม่เปลี่ยน แต่มือของนางจัดผมตรง
ขมับ “เสื้อผ้าของข้าเรียบร้อยดีหรือไม่? ผมของข้ายุ่งหรือไม่?”
“ไม่ยุ่งเลยเจ้าค่ะ ไม่เลย ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงเรียบร้อยเหมือนเดิม”
ถานเยี่ยปลอบนาง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงจึงยิ้มเข้าใจ มองร่างเด็กที่เคยพร่ามัวค่อย ๆ
ชัดขึ้น กลายเป็นเด็กน้อยที่งามสง่า
สิบเอ็ดปีแล้ว
กาลเวลาผ่านไปเร็วนัก ทำให้ผู้คนแก่ชรา หลายครั้งที่อยากจะ
ย้อนคืนกลับไปแต่ก็ทำได้เพียงถอนหายใจ
หากเป็นไปได้ ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงคงเป็นคนที่ปรารถนาจะ
ย้อนกลับไปเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนมากที่สุด นางจะต้องดูแลทารกน้อยคน
นั้นเป็นอย่างดี ไม่ให้ใครมีโอกาสสับเปลี่ยนตัวได้
น่าเสียดายที่สิ่งที่หายากที่สุดในโลกคือคำว่า “หากเป็นไปได้”
เจียงเซิงมองฮูหยินผู้เฒ่าเจียงที่มีผมขาวโพลนเต็มศีรษะ หลัง
ลังเลเล็กน้อยก็ทำตามที่เหยาซือชิงสอน คำนับอีกฝ่ายเยี่ยงกุลสตรี
ชั้นสูง และกล่าวอย่างมีมารยาทว่า “คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเจียง”
“เหตุใดยังเรียกฮูหยินผู้เฒ่าอีก ควรเรียกว่าท่านย่าสิเจ้าคะ”
ถานเยี่ยเอ่ยเตือนอยู่ข้าง ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงรีบโบกมือ มุมปากยกโค้งเป็นรอยยิ้ม “อยาก
เรียกอะไรก็เรียกเถอะ ก็แค่คำเรียกขานเท่านั้น”
เจียงเซิงบิดนิ้วมือไปมา ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร และไม่รู้ว่าควร
วางตัวอย่างไรต่อหน้าผู้มีอำนาจสูงส่ง
“เด็กดี เจ้ามาเพราะเรื่องของพี่ชายใช่หรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
เหมือนจะรู้ความคิดของนาง “วางใจเถอะ ตระกูลเจียงจะไม่นิ่งดูดาย
เด็ดขาด”
ดวงตาของเจียงเซิงเปล่งประกาย
ตระกูลเจียงก็เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงด้านการทหารเช่นเดียวกับ
ตระกูลฟาง แต่ต่างจากตระกูลฟางที่หันมาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น แม่ทัพ
เจียงยังคงต่อสู้อยู่ที่ชายแดน แม้จะเปลี่ยนมาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นก็คง
ต้องรอให้ถึงรุ่นถัดไป
หากพูดถึงอำนาจ ตระกูลเจียงก็ไม่ด้อยไปกว่าตระกูลฟาง
แต่ว่า…
เจียงเซิงอึกอักอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าจะต้อง
กลับไปตระกูลเจียงหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่จำเป็น” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ้ม “หากเจ้ามีความสุขกับพวก
พี่ชาย ก็อยู่ข้างนอกเถอะ”
เจียงเซิงตะลึง
นางคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าเจียงคงต้องการให้ตนกลับไป อย่างน้อย
การช่วยเหลือของตระกูลเจียงก็ต้องมีเหตุผลอันสมควร ไม่ใช่ทำเพื่อ
เด็กหญิงกำพร้าคนหนึ่งจนต้องไปขัดแย้งกับตระกูลฟาง
“ช่วยเจ้าก็คือช่วยเจ้า ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมากมายนัก” ฮู
หยินผู้เฒ่าเจียงยิ้มกล่าว “ไม่ต้องคิดมากหรอก เจ้าใช้ชีวิตให้มี
ความสุขเถอะ”
ผลลัพธ์นี้เกินความคาดหมายของเจียงเซิง ทำให้นางตื่นเต้นจน
ควบคุมตัวเองไม่ได้
นางเริ่มนับนิ้วอย่างร้อนรน มีตระกูลเจียง ตระกูลโต้ว ตระกูลเฮ่อ
หากเพิ่มตระกูลฉีเข้าไปด้วยแล้ว จะมีโอกาสสักกี่ส่วนที่จะช่วยสวี่โม่
ให้ได้รับความยุติธรรม
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมองอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะก็โบกมือเรียกใครบางคน
ที่อยู่ไกล ๆ
ร่างในอาภรณ์เขียวเดินเข้ามาใกล้ ย่อกายลงคำนับด้วยความ
สง่างาม “คารวะท่านย่า”
ความคิดของเจียงเซิงถูกขัด สมองนางว่างเปล่าไปชั่วขณะ ปาก
น้อย ๆ ก็อ้าค้างไป
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกลั้นยิ้ม ในดวงตาซ่อนความสนุกสนานที่ยาก
จะสังเกตเห็น “ความสัมพันธ์ของตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงนั้น
ซับซ้อน ตระกูลเจียงไม่ได้หมายถึงคนตระกูลเจียงเท่านั้น เจ้าวางใจ
เถอะ”
“ใช่แล้ว” เหยาซือชิงก็เอ่ย “ตระกูลเจียงเป็นญาติกับตระกูลเหยา
แล้วก็เป็นญาติกับตระกูลเหลี่ยวด้วย ยังมีความสัมพันธ์บางส่วนกับ
ตระกูลเถาอีก…คำว่าซับซ้อนนี้ ไม่ใช่แค่พูดไปอย่างนั้น”
ดังนั้น พี่สาวเหยาจึงไม่ใช่สหายที่มีความสนใจเหมือนกัน แต่
เป็นพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของนาง
เจียงเซิงรู้สึกสับสนมากขึ้น
การพบกันโดยบังเอิญ การแสดงไมตรีจิตอย่างกะทันหัน รวมถึง
การสั่งสอนในฐานะอาจารย์และสหาย ในที่สุดก็ได้รู้เหตุผลทุกอย่าง
แล้ว
นางไม่รู้ว่าตนเองควรรู้สึกเช่นไร ควรเสียใจที่สหายคนแรกยังคง
เป็นญาติ หรือควรจะไม่พอใจที่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงส่งหลานสาวมาอยู่
ข้างกายหลานสาวของตน
แต่พวกนางไม่ได้ทำร้าย ทั้งยังเป็นฝ่ายช่วยเหลือด้วยซ ้า
เจียงเซิงไม่ใช่คนไม่รู้จักบุญคุณ การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
มาอย่างยาวนาน ทำให้นางรู้สึกซาบซึ้งใจต่อทุกคนที่ช่วยเหลือ
ตนเอง
ตอนนั้นเอง หางตานางเห็นร่างของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงโงนเงน
เล็กน้อย นางวิ่งเข้าไปตามสัญชาตญาณ ยื่นมือไปประคองอีกฝ่าย
ชั่วขณะที่สัมผัสกัน รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แฝงมาพร้อมกับ
สัมผัสของผิวหนังที่เหี่ยวย่น
“พออายุมากขึ้น ร่างกายก็ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่แล้ว” ฮู
หยินผู้เฒ่าเจียงยิ้มขมขื่น “ดูท่าข้าคงจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว ให้
ซือชิงอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเถอะ”
“ฮูหยินผู้เฒ่าร่างกายแข็งแรงมากนะเจ้าคะ ข้ายืนอยู่ตรงนี้แค่ชั่ว
ยามเดียวก็ปวดเมื่อยไปทั้งตัวแล้ว แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งจะเริ่มโซเซ
เท่านั้น” ถานเยี่ยปลอบอยู่ข้าง ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ้มโดยไม่พูดอะไร ค่อย ๆ ลูบหัวของเจียงเซิง
อย่างระมัดระวัง แล้วจึงกลับไปนั่งบนรถม้า
จากนั้นคนขับก็เร่งม้า รถม้าจึงค่อย ๆ หายลับไปจากสายตา
เจียงเซิงหันกลับมา ยังไม่ทันได้พูดอะไร เหยาซือชิงก็ทำหน้า
เศร้าแล้วกอดนางไว้ “เจียงเจียงน้อย เจ้าอย่าโกรธข้าเลยนะ อย่า
โกรธท่านย่าด้วย ท่านเป็นห่วงว่าเจ้าจะเสียเปรียบคนอื่น ถึงได้ให้ข้า
มาอยู่สอนเจ้า”
สอนนางเรื่องมารยาทของตระกูลใหญ่ สอนนางเรื่อง
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สอนนางวิธีจัดการเรื่องต่าง ๆ สอนนางให้
มีกิริยามารยาท
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงวางแผนมากมายเช่นนี้ แล้วจะไม่หวังให้นาง
กลับบ้านได้อย่างไร?
การเคารพการตัดสินใจของนาง ก็เพียงเพราะกลัวว่านางจะ
เสียใจ กลัวว่านางจะทุกข์ใจเท่านั้น
ในช่วงเวลาวิกฤติยังเต็มใจจะออกมาช่วยเหลือ
เจียงเซิงไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว นางได้แต่อึกอัก “พี่สาวเหยา ข้าควร
กลับไปใช่หรือไม่?”
ตระกูลเจียงไม่อาจช่วยเหลือเด็กหญิงกำพร้าโดยไร้เหตุผล แต่
จะช่วยเหลือบุตรสาวแท้ ๆ ของตระกูลเจียง
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงค่อย ๆ โรยรา ชีวิตของนางเริ่มนับถอยหลัง
ผ่านไปวันหนึ่งก็เหลือเวลาน้อยลงไปอีกวัน
เจียงเซิงรู้สึกว่าตนเองไม่ควรใจดำเกินไป
“เพียงแต่” เหยาซือชิงเคร่งขรึมขึ้นมา “เจียงเซิง สิ่งที่ท่านย่าไม่
ต้องการที่สุด คือการที่เจ้าต้องยอมจำนน ท่านหวังให้เจ้าใช้ชีวิต
อย่างอิสระต่างหาก”
“มันก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากหรอก” เจียงเซิงเบิกตากว้าง “ข้า
แค่…อยากรู้ขึ้นมาว่าการมีท่านย่ามันเป็นอย่างไร”
คล้ายกับเอ้อร์โกวในหัวหมู่บ้านสิบลี้ ที่เวลาถูกบิดามารดาตี ก็จะ
วิ่งไปหาท่านย่าแล้วร้องไห้โฮ
พอร้องไห้เสร็จแล้ว ก็มีน ้าหวานให้ดื่ม มีขนมให้กิน ทั้งยังได้เห็น
บิดามารดาของเขาถูกท่านย่าสั่งสอนจนร้องโอดโอย
เอ้อร์โกวมักจะมาอวดกับเจียงเซิงว่า “ข้ามีท่านย่า ท่านย่าของ
ข้าที่ดีที่สุดในใต้หล้า ข้ารักท่านย่าที่สุดเลย”
แต่ตอนนั้นเจียงเซิงกำลังหิวมาก ในหัวคิดแต่เรื่องอาหาร แม้แต่
บิดามารดาก็ไม่สนใจ แล้วมีท่านย่ามาจากที่ไหนอีก
ในที่สุดตอนนี้นางอิ่มแล้ว ไม่หิวจนทรมานอีกแล้ว นางจะยังมี
โอกาสได้ดื่มน ้าหวานของท่านย่า ได้กินขนมของท่านย่าบ้างหรือไม่
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสดใสของนางเต็มไปด้วย
ความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความตื่นเต้น ประหม่า กังวล และยังมีความ
คาดหวังแฝงอยู่เบาบางจนแทบสังเกตไม่ได้