พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 294 การตัดสินใจของเจียงเซิง
หัวใจของเหยาซือชิงพลันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึก
ทั้งอึดอัดและเจ็บปวด
“เจ้ามีเหตุผลขนาดนี้ได้อย่างไรกันนะ” นางยื่นมือออกไปลูบแก้ม
น้อย ๆ ของเจียงเซิง “อย่ามีเหตุผลมากนักเลย เจ้าจะเอาแต่ใจบ้างก็
ได้”
ด้วยความรู้สึกผิดของฮูหยินผู้เฒ่าเจียง ไม่ว่าเจียงเซิงจะกลับไป
หรือไม่ ตระกูลเจียงก็จะยื่นมือช่วยเหลือพวกนางอยู่ดี
แต่เพราะความดีงามในใจ เพราะความเข้าใจ เพราะความ
กตัญญู เจียงเซิงจึงคิดที่จะกลับไป
สุดท้ายเหยาซือชิงก็โอบกอดเจียงเซิงไว้แน่น พลางกล่าวด้วย
ความรู้สึกตื้นตันว่า “ทุกครั้งที่ข้าเห็นเจ้า ข้าอดคิดไม่ได้ว่าหาก
น้องสาวแท้ ๆ ของข้ายังอยู่ นางจะฉลาดและตัวอ้วนน่ารักเหมือนเจ้า
หรือไม่”
“ไม่ต้องตัวอ้วนเกินไปก็ได้” เจียงเซิงเงยหน้าที่แดงเพราะถูกกอด
แน่นขึ้นมา “น้องสาวของพี่เหยาเกิดเรื่องไม่ดีหรือ?”
“นางเกิดมาอ่อนแอมาก มีชีวิตอยู่ได้เพียงสองวันก็จากไปแล้ว”
เหยาซือชิงปล่อยตัวนาง “หากนางยังอยู่ ตอนนี้ก็คงอายุราว ๆ เจ้า”
ดังนั้น ความรักทั้งหมดนี้คงมีส่วนมาจากความผูกพันกับสิ่งอื่น
เจียงเซิงพูดเหตุผลปลอบใจนาง “พี่สาวอย่าเศร้าไปเลย หากมี
วาสนาก็ย่อมได้พบกันอีก เหมือนข้าที่หายไปสิบเอ็ดปี ก็ยังได้พบ
พวกท่านอีกไม่ใช่หรือ”
เหยาซือชิงหัวเราะ พลางฉวยโอกาสขยี้ก้อนผมกลม ๆ ของนาง
สองที “จะกลับไปตระกูลเจียงก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่เจ้าคิดหรือยังว่า
จะพูดกับพี่ชายของเจ้าอย่างไร”
สีหน้าของเจียงเซิงแข็งค้าง นางชำเลืองมองไปทางประตูศาลาว่า
การเมืองหลวงโดยไม่รู้ตัว
ใต้เท้าโต้วจากไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ฉีหวาย อันจวิ่น กับคนอื่น ๆ
ก็กลับไปแล้ว เหลือเพียงพี่ชายทั้งสามที่ยืนเรียงกันอยู่ฝั่งตรงข้าม สี
หน้าของพวกเขาขมขื่นและซับซ้อน
หัวใจของเจียงเซิงว่างเปล่าลงโดยพลัน
“โธ่เอ๋ย ๆ ๆ” เหยาซือชิงส่ายหน้า “เรื่องมันคงไม่ง่าย เจ้าอย่า
โทษพี่สาวว่าไม่มีน ้าใจเลยนะ แต่ในเวลาเช่นนี้เจ้าควรเผชิญหน้าเอง
ดีกว่า”
พูดจบนางก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
สาวใช้ประจำตัวแทบจะไล่ตามไม่ทัน
มุมปากเจียงเซิงกระตุก แต่สุดท้ายนางก็ก้มหน้าเดินเข้าไปหา
พวกเขา
ทั้งสวี่โม่ เวินจืออวิ่น รวมถึงจ่างเยี่ยน เด็กหนุ่มสามคนมีสีหน้า
เคร่งขรึม ไม่พูดไม่จาอะไรสักคำ
ปกติแล้วในเวลาเช่นนี้ พวกเขามักจะเข้ามาหาน้องสาวแล้ว
เจียงเซิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจ จึงเอ่ยปากด้วยความขลาดกลัว
“พี่ใหญ่ พี่สี่ พี่ห้า พวกท่านปรึกษากันเสร็จแล้วหรือ?”
สวี่โม่ไม่ได้พูดอะไร
เวินจืออวิ่นกำลังจะเอ่ยปาก แต่ถูกจ่างเยี่ยนดึงชายเสื้อไว้
จากนั้นเขาก็เงียบลงอีกครั้ง
ผ่านไปสักพัก สวี่โม่จึงเอ่ยเสียงเบา “เจียงเซิง ข้าไม่ต้องการให้
เจ้ากลับไปตระกูลเจียงเพื่อข้า ยิ่งไม่ต้องการให้เจ้าไปขอร้องตระกูล
เจียงเพื่อข้า”
สมควรแล้วที่พวกเขาจะปกป้องน้องสาว ไม่ใช่ให้น้องสาวมา
เสียสละเพื่อพวกเขา
“แต่ว่าพวกเราไม่มีตระกูลไหนที่จะให้ขอความช่วยเหลือแล้ว”
เจียงเซิงพึมพำ “พี่ใหญ่ ตำแหน่งฮุ้ยหยวนเป็นของท่าน ไม่อาจปล่อย
ให้ตระกูลฟางแย่งไปได้”
“ใครบอกว่าไม่มีกัน” สวี่โม่เอ่ยเสียงทุ้ม “พวกเราวางแผนจะทำ
เหมือนครั้งก่อน รวบรวมศัตรูทั้งหมดของตระกูลฟางมา แม้จะไม่มี
ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเจียง แต่เมื่อรวมกันก็ไม่อาจดูแคลนอำนาจ
ได้”
แต่จะเอาอะไรไปโน้มน้าวพวกเขาเล่า?
เจียงเซิงไม่เข้าใจเรื่องในราชสำนัก และไม่เข้าใจการชิงดีชิงเด่น
แต่นางรู้ว่าตระกูลใหญ่จะไม่ได้ใจดี ไม่มีทางช่วยเหลือคนที่ไม่มีความ
เกี่ยวข้องใด ๆ
ใต้เท้าโต้วชื่นชมความสามารถของสวี่โม่ แล้วคนอื่นเล่า?
“ข้าแค่ต้องทำงานรับใช้พวกเขาไปอีกไม่กี่ปีเท่านั้น” สวี่โม่ไม่
แยแส “มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม ไม่มีใครเป็นฝ่าย
เสียเปรียบ”
จะไม่เสียเปรียบได้อย่างไรกัน!
สวี่โม่ควรจะได้แสดงฝีมือในแวดวงข้าราชการ แต่กลับต้องมา
เป็นสุนัขรับใช้ให้ตระกูลใหญ่เพราะข้อตกลงนี้หรือ
อนาคตอย่างนี้น่ากลัวเหลือเกิน เจียงเซิงไม่ยอมเด็ดขาด
นางส่ายหน้าสุดกำลัง ทั้งร้อนรน ทั้งกังวล
“พี่ใหญ่ ข้าไม่จำเป็นต้องกลับไปตระกูลเจียง ตระกูลเจียงยินดี
ช่วยเหลือพวกเรา ข้าแค่อยากกลับไปอยู่เป็นเพื่อนท่านย่า พวกเขา
เองก็ไม่ได้ทำร้ายข้า คนตระกูลเจียงไม่ใช่คนไม่ดี”
เห็นสวี่โม่ยืนกรานเช่นนั้น นางจึงคว้าตัวเวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยน
เอาไว้ “พวกท่านช่วยเกลี้ยกล่อมพี่ใหญ่หน่อยสิ อย่าให้เขาไปทำ
ข้อตกลงกับตระกูลใหญ่แบบนั้น ห้ามขายจิตวิญญาณเด็ดขาด”
จ่างเยี่ยนขยับริมฝีปาก แต่ไม่ได้เอ่ยคำใด
เวินจืออวิ่นเหมือนจะทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงระเบิดอารมณ์ออกมา
“ข้าจะไปขอร้องชายาของกงชินอ๋องซื่อจื่อ ข้าจะไปวางยาพิษคน
ตระกูลฟางให้ตาย ข้าทนดูพวกเขารังแกพี่ใหญ่กับน้องสาวเช่นนี้
ไม่ได้ จะเกินไปแล้ว มันจะมากเกินไปแล้ว”
แต่เขาอ่อนแอเหลือเกิน ถึงจะระเบิดอารมณ์ไปก็เพียงพูดจาเสียง
ดังกว่าปกติเล็กน้อย ไม่ได้มีพลังข่มขู่ผู้ใดเลยสักนิด
สวี่โม่หันหน้าหนี ปิดบังดวงตาที่แดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย
จ่างเยี่ยนอยากจะพูดอะไร แต่ก็หยุดชะงักไป
ส่วนเจียงเซิงตัดโอกาสของพวกเขาทั้งหมด
“ไม่ว่าพวกท่านจะพูดอย่างไร ข้าก็รับปากท่านย่าไปแล้ว”
เด็กหญิงร่างอวบกำหมัดแน่น พูดอย่างไม่ลังเลว่า “หรือพวกท่านจะ
ให้ข้าหลอกผู้อาวุโสให้นางดีใจเสียเปล่า?”
พี่ชายทั้งสามคนเงียบไป
คนที่เคารพผู้อาวุโสและเอ็นดูเด็กอาจไม่ใช่คนดีเสมอไป แต่คน
ดีย่อมเคารพผู้อาวุโสและเอ็นดูเด็กเสมอ
“ข้าจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องเจ็บปวด ข้าแค่อยากมีญาติสักคน ข้า
อยากอยู่เป็นเพื่อนท่านย่า” เจียงเซิงพูดเสียงดัง “ซ ้าตระกูลเจียง
สามารถช่วยเหลือพี่ใหญ่ได้ นับเป็นเรื่องดีที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”
ทุกคนต่างพึงพอใจ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
เหล่าพี่ชายดวงตาแดงก ่า แต่เจียงเซิงกลับยิ้มกว้างอย่างมี
ความสุข
เจียงซานกับเจียงซื่อรีบขับรถม้ามา นางใช้มือซ้ายดึงตัวพี่สี่ มือ
ขวาจับตัวพี่ห้า แล้ววางเท้าบนพี่ใหญ่ “หลังเอาชนะตระกูลฟางได้
แล้ว ต้องส่งข่าวไปบอกพี่สามด้วย จากนั้นก็ถามพี่รองว่าเมื่อไหร่เขา
จะกลับมา ข้าคิดถึงเขาจะแย่”
นางคิดถึงพี่รองผู้โง่เขลาที่ชอบส่งเสียงดังจอแจ
คิดถึงพี่สามที่หุนหันพลันแล่น ชอบทำอะไรโดยไม่คิด
แต่นางก็ดีใจที่พวกเขาไม่อยู่ที่นี่ จะได้ไม่ต้องกังวลจนนอนไม่
หลับเพราะเรื่องตำแหน่งฮุ้ยหยวน ไม่ต้องมากังวลว่านางกลับไป
ตระกูลเจียงแล้วจะถูกคนรังแก ไม่ต้องทรมานใจกับการตัดสินใจ และ
ต้องเจ็บปวดจนพูดไม่ออก
คืนนั้น เจียงเซิงเป็นเด็กดีและตัวติดทุกคนผิดปกติ
นางช่วยป้าจางทำอาหาร พูดคุยกันขณะก่อไฟ เรียนรู้วิธีทำขา
หมู วิธีต้มให้เนื้อเปื่อยและอร่อย แต่ยังคงรูปร่างของขาหมูไว้
จางเซียงเหลียนที่ไม่รู้เรื่องก็หัวเราะ “เจ้าคิดจะทำขาหมูกินเองใน
อนาคตหรือ?”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” เจียงเซิงเท้าคาง “หากวันหนึ่งข้าไม่ได้กินฝีมือ
ของท่านป้า ข้าก็จะทำกินเองได้”
หลังจากกินข้าวเสร็จ นางก็ลากจ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นไปฟังสวี่
โม่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งภูเขาและแม่น ้าอันงดงาม ประเพณีและ
วัฒนธรรมพื้นบ้าน การต่อสู้กับชนเผ่าต่างถิ่น และสรรพสิ่งในโลกนี้
เมื่อเล่ามาถึงการต่อสู้ระหว่างคนตระกูลใหญ่ เจียงเซิงก็ไม่อาจ
ทนได้อีก นางน ้าลายไหลยืด ศีรษะกำลังจะฟุบลงบนโต๊ะ
จ่างเยี่ยนยื่นมือออกไปรองหัวนางเพื่อบรรเทาแรงกระแทก
เวินจืออวิ่นหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมุมปากนางให้สะอาด
สวี่โม่อุ้มนางขึ้นมา แล้วพาไปส่งที่เตียงนอนอันอบอุ่น
พอเจียงเซิงตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ดวงอาทิตย์ก็ลอยขึ้นสูงแล้ว
นางกระโดดลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รีบแต่งตัวออกมา เห็นเพียงจาง
เซียงเหลียนที่กำลังยุ่งอยู่ในครัวเท่านั้น
“ท่านป้า” นางถาม “พวกพี่ชายอยู่ที่ไหนเจ้าคะ”
นางยังอยากถามอีกว่า คนตระกูลเจียงเล่า ไม่มีใครมาหานาง
หรือ
จางเซียงเหลียนยิ้มน้อย ๆ “ตอนนี้ทุกคนอยู่ที่หน้าวังหลวง สวี่โม่
เข้าไปในท้องพระโรงแล้ว เขาคงกำลังเผชิญหน้ากับตระกูลฟางอยู่”
พวกพี่ชายนิสัยไม่ดี ถึงกับไม่ยอมเรียกข้า
เจียงเซิงรีบล้างหน้าล้างตา แล้วหยิบขนมสองชิ้นซุกไว้ในอกเสื้อ
กำลังเตรียมนั่งรถม้าไปท้องพระโรงด้วยตนเอง
ทันใดนั้น รถม้าคันใหญ่หรูหราที่มีสัญลักษณ์ของตระกูลเจียงก็
มาจอดอยู่หน้าประตูเรือนเล็ก พร้อมกับใบหน้าที่คุ้นเคยแต่แฝงไป
ด้วยความเจ้าเล่ห์ “คุณหนู ข้ามารับท่านไปส่งที่หน้าประตูวังหลวง
แล้ว”