พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 295 ความมั่งคั่งของตระกูลเจียง
“พี่ชายเหอรุ่ย?”
เจียงเซิงทั้งตกใจและดีใจ กระโดดเข้าไปหาเขา “คราวก่อนข้าไป
เรือนโยวหรานแต่กลับไม่ได้พบท่าน ท่านไปไหนมา?”
ในฐานะคนงานของเรือนโยวหราน ความเฉลียวฉลาดของ
เหอรุ่ยทำให้นางรู้สึกประทับใจ แม้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะไม่สนิท
สนม แต่ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี
ได้พบกันอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน นางจึงรู้สึกคิดถึงเขา
อยู่ไม่น้อย
“คุณหนู ข้ามารับท่านขอรับ” เหอรุ่ยหัวเราะเบา ๆ ทันใดนั้นก็นึก
อะไรขึ้นได้ จึงยืดหลังให้ตรง “ต่อไปข้าจะเป็นคนขับรถม้าให้คุณหนู
ขอรับ”
เขาเคยเป็นคนงานของเรือนโยวหราน แต่ตอนนี้กลับมาขับรถ
ม้าให้ตระกูลเจียง
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครเป็นคนจัดการเรื่องนี้
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงเซิงหายไป มือของนางบิดไปมาโดย
ไม่รู้ตัว
เหอรุ่ยถอนหายใจ “คุณหนูรีบหน่อยเถอะขอรับ อีกเดี๋ยวพวก
คุณชายก็จะกลับมากันแล้ว”
เจียงเซิงจึงนึกเรื่องสำคัญได้ นางไม่ลังเลอีกต่อไป ไม่เศร้าหมอง
อีกต่อไป ปีนขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่ว ยกเปิดม่านรถม้าแล้วพุ่งเข้า
ไปด้านใน
ตามมาเสียงตะโกนเร่งม้า วงล้อก็เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างราบรื่น
มันราบรื่นจริง ๆ ไม่มีการกระเด้งกระดอน ไม่โคลงเคลงจนเวียน
หัว แม้แต่เสียงล้อก็ยังไม่ได้ยิน
มีเพียงแง้มม่านมองทิวทัศน์ที่ถอยหลังไป ถึงจะรู้สึกว่านี่คือการ
นั่งอยู่บนรถม้าจริง ๆ
“รู้สึกว่ามันแข็งแรงมั่นคงมากเลยใช่หรือไม่” เสียงของเหอรุ่ยดัง
มาจากด้านนอก “รถม้าคันนี้เป็นรถม้าพิเศษ วงล้อหุ้มด้วยผ้าฝ้าย
ชั้นหนึ่ง ทุกครั้งที่ออกเดินทางก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ด้านในรถม้ายังวาง
เบาะนั่งซ้อนกันหลายชั้น ล้วนทำจากผ้าเนื้อดีทั้งนั้น”
เจียงเซิงลูบคลำที่นั่งโดยไม่รู้ตัว พบว่าเป็นผ้าไหมเรียบลื่นนุ่ม
สบาย นางถึงกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
นี่มันผ้าไหมเชียวนะ
ราชวงศ์ต้าอวี๋มีกฎ ห้ามพ่อค้าสวมใส่ผ้าไหม เจิ้งหรูเชียนที่ชอบ
โอ้อวดขนาดนั้นก็ยังซื้อใส่ได้แค่ผ้าไหมธรรมดาที่มีลวดลายหรูหรา
สักหน่อย ส่วนคนอื่น ๆ ในบ้านยิ่งได้สวมใส่แค่เสื้อผ้าฝ้าย
แต่ตระกูลเจียงกลับใช้ผ้าไหมมาทำเบาะรองนั่ง เจียงเซิงรู้สึกว่า
ความเข้าใจของตนเกี่ยวกับคนรวยควรจะปรับให้สูงขึ้นอีก
นางนึกถึงรถม้าของหวังฝูเฟิง จึงลองดึงโต๊ะไม้เล็ก ๆ ตรงหน้า ไม่
ผิดจากที่คาด มีลิ้นชักไม้ประณีตเลื่อนออกมา ข้างในนั้นมีขนม
หวานอันงดงามวางเรียงกันเป็นระเบียบถึงสิบกว่าอย่าง
มีทั้งที่เคยเห็นมาก่อน ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งจากร้านจิ่วเจิน
จากร้านเจินซิว หรือร้านอื่นที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง ล้วนมีอยู่ที่นี่
ทั้งหมด
เจียงเซิงยื่นมือออกไป ลูบไล้ผิวขนมอย่างระมัดระวัง
อืม…นุ่มนวลและสดใหม่ยิ่งนัก
“หากท่านหิวก็เชิญทานขนมไปก่อนเถอะ ตรงข้ามมีน ้าให้ดื่ม
ถานเยี่ยชงชาดอกเบญจมาศให้ท่านแล้ว หากหนาวก็มีผ้าห่มผืนเล็ก
ๆ ให้คลุมกาย” เสียงของเหอรุ่ยดังขึ้นอีกครั้ง
เจียงเซิงชักมือกลับราวกับถูกไฟลน รีบปิดลิ้นชัก หยิบขนมเย็น
ชืดในอกเสื้อออกมา แล้วกัดกินทีละน้อย
นางกินด้วยความระมัดระวังมาก พยายามไม่ทำเศษขนมตกลง
บนผ้าไหม เกรงว่าจะทำให้รถม้าราคาแพงนี้สกปรก
เมื่อกินขนมจนหมด ก็มาถึงประตูวังหลวงพอดี
เหอรุ่ยกระตือรือร้นเปิดม่าน พลางแอบมองเข้าไปด้านในสอง
สามที
พบว่ามันสะอาดเรียบร้อยเหมือนใหม่ ขนมก็ไม่มีใครแตะต้อง น ้า
ชาไม่มีใครดื่ม แม้แต่ผ้าห่มก็ยังคงพับเรียบร้อย เขาก็ถอนหายใจอีก
ครั้ง “เชิญคุณหนู”
เจียงเซิงแกล้งทำเป็นไม่รู้ กระโดดลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่ว
แยกแยะเวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนออกจากฝูงชนได้อย่างแม่นยำ
จากนั้นก็วิ่งปราดไปหาพวกเขา
“พี่สี่! พี่ห้า!” เสียงของเด็กหญิงแฝงความไม่พอใจอยู่บ้าง “พวก
ท่านนิสัยไม่ดี จะมาก็ไม่เรียกข้าเลย”
จ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นหันกลับมาพร้อมกัน
เหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวที่อยู่ใกล้เคียงก็พลอยหันหลังกลับมามอง
ด้วย
นอกจากฉีหวายและคนอื่น ๆ แล้ว ยังมีลูกหลานตระกูลเจียงอยู่
ด้วยสามคน
เป็นเจียงเฉิงเยวี่ยน เจียงเฉิงเฟิง และเจียงเฉิงอวี๋
“เจียงเซิง เจ้ามาแล้ว”
“น้องสาวมาแล้ว”
พวกเขาทุกคนต่างทักทายกันอย่างคึกคัก มีเพียงลูกหลาน
ตระกูลเจียงที่ยืนนิ่งราวกับยามเฝ้าประตู
เจียงเฉิงอวี๋กระทุ้งศอกใส่พี่ชายแท้ ๆ แล้วพูดออกมาจากไรฟัน
“พี่รอง ท่านทักทายสิ”
เจียงเฉิงเฟิงกุมอกด้านซ้าย กัดฟันเอ่ย “พี่ใหญ่ ท่านทักทายสิ”
ทักทาย…แต่จะทักทายอย่างไรเล่า!
เจียงเฉิงเยวี่ยนไม่รู้จะวางมือทั้งสองข้างไว้ตรงไหน ใบหน้าหล่อ
เหลาแดงก ่า ในที่สุดก็พูดออกมาอย่างยากลำบาก “เจ้ามาแล้วหรือ
ขิงน้อย”
เจียงเฉิงอวี๋กับเจียงเฉิงเฟิงยกมือขึ้นกุมหน้าผากพร้อมกัน หาก
มีหลุมอยู่บนพื้น ทั้งคู่คงจะกระโดดลงไปดีกว่ายืนอยู่กับคนเช่นนี้
ความจริงเจียงเซิงก็เข้าใจความอึดอัดของพวกเขา และรู้ว่าพวก
เขากำลังแอบมองนางอยู่
ในฐานะญาติพี่น้องที่มีสายเลือดเดียวกันแต่ไม่ค่อยคุ้นเคย
ความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจย่อมเกิดขึ้นแน่นอน
แต่สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้คือเรื่องของพี่ใหญ่ หัวใจของนางพะวง
อยู่กับพี่ใหญ่ จึงไม่ได้สนใจคนอื่นมากนัก
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ในโลกของเจียงเซิง นอกจากเหล่าพี่ชาย
และท่านป้าแล้ว คนอื่นยังไม่ได้ถูกจัดอันดับความสำคัญ
เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มหญิงสาวทั้งสามที่ดูเก้ ๆ กัง ๆ นางจึง
ยิ้มอย่างสงบและพูดว่า “ขอบคุณที่พวกท่านมาเจ้าค่ะ และ
ขอขอบคุณที่ช่วยเหลือพี่ชายของข้าด้วย”
เลือดในกายเจียงเฉิงเยวี่ยนแข็งค้าง
นางคือน้องสาวของเขา เด็กผู้หญิงที่ควรจะกระโดดโลดเต้น
อย่างสดใสร่าเริงอยู่ข้างกายเขา และเรียกเขาว่าพี่ชาย
แต่ตอนนี้ นางกลับเรียกคนอื่นว่าพี่ชาย นางขอบคุณเขาราวกับ
เป็นคนอื่น
เจียงเฉิงเยวี่ยนยืนนิ่งเหมือนไร้วิญญาณ สองมือตกข้างลำตัว
กำมือและคลายออกอยู่หลายครั้ง
ไม่รู้ว่าใครถอนหายใจ เสียงนั้นจางหายไปตามสายลมที่พัดผ่าน
ในที่สุดเจียงเซิงก็สามารถมาอยู่ข้างกายพวกพี่ชายได้ จึงกระตุก
ชายเสื้อของจ่างเยี่ยนอย่างตื่นเต้น ปากน้อย ๆ พูดจ้อกแจ้ก “เป็น
อย่างไรบ้าง? พวกเขาว่าอย่างไร? เอาตำแหน่งกลับคืนมาได้หรือไม่?
ตระกูลฟางจะมาแก้แค้นพวกเราหรือไม่?”
“คงต้องยื้อกันไปอีกสักพัก” จ่างเยี่ยนขมวดคิ้ว “ในท้องพระโรง
วันนี้ พี่ใหญ่ไม่ใช่ตัวเอกอีกต่อไปแล้ว”
นี่คือการประลองระหว่างสองตระกูลใหญ่ เป็นการต่อสู้ด้วยวาจา
ของขุนนางฝ่ายบุ๋น เป็นการโต้แย้งอย่างมีเหตุผลที่ไม่มีใครยอมถอย
และยังเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากของฝ่าบาท
“ว้าว คงจะดุเดือดมากแน่ ๆ” เจียงเซิงรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เห็น
เหตุการณ์นั้นด้วยตาตัวเอง “พวกเขาพูดจาไพเราะเพราะพริ้งหรือไม่
โต้เถียงอย่างชาญฉลาดหรือไม่ สถานการณ์คงจะเดือดดาล พูดโต้
กันไปมา ไม่มีใครยอมแพ้ใครใช่หรือไม่”
จ่างเยี่ยนชายตามองนางแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร
แต่อย่าไปคิดอะไรมากเลย
เพราะสถานการณ์จริง ๆ …
“เจ้าเด็กที่สอบไม่ผ่านคนนี้ปากดียิ่งนัก หากนำความสามารถ
เช่นนี้ไปใช้ในการเขียนข้อสอบ คงไม่ใช่แค่ได้ตำแหน่งฮุ้ยหยวน
แม้แต่ตำแหน่งจอหงวน เขาก็สามารถคว้ากลับบ้านได้แล้ว!” ผู้นำ
ตระกูลจูพูดจนสั่นหนวด “แทนที่จะมาเอามันมาใช้พูดจาหว่านล้อม
เพื่อแย่งชิงสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเองไป”
“ท่านกำลังพูดจาเหลวไหล” เจียงจี้จงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เหอะ! ตระกูลเจียงเป็นตระกูลใหญ่ แต่กลับมาก้าวก่ายการสอบ
ขุนนาง ใครจะรู้ว่าเป็นการปูทางสำหรับลูกหลานตระกูลเจียงหรือ
หรือไม่ หากเป็นเช่นนี้แล้ว ต่อไปลูกหลานตระกูลเจียงก็คงจะได้
ตำแหน่งหน้าที่การงานไม่ขาดสาย แค่บังคับเอาจากผู้อื่นแล้ว
กล่าวหาว่าผู้อื่นได้มาโดยมิชอบ!” ผู้นำตระกูลจูขึ้นเสียงใส่
“ท่านกำลังพูดจาเหลวไหล” เจียงจี้จงพูดอย่างไม่แยแส
“ในฐานะคนตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง ตระกูลเจียงกลับ
ช่วยเหลือเด็กที่สอบไม่ผ่านใส่ร้ายตระกูลฟาง หากไม่มีเบื้องลึก
เบื้องหลังอะไร ข้าคนนี้จะยอมเขียนชื่อตัวเองกลับหัว!” ผู้นำตระกูลจู
แทบจะกระอักเลือด
“ท่านกำลังพูดจาเหลวไหล” เจียงจี้จงกล่าวหน้าตาย
ผู้นำตระกูลจูราวกับจะหายใจไม่ออก นิ้วที่ชี้ออกมาจึงสั่นไม่หยุด
“คนแซ่เจียง! เจ้าคิดจะพูดแค่ประโยคนี้หรือ”
คราวนี้เจียงจี้จงแสดงสีหน้า เป็นรอยยิ้มแปลกประหลาด “ท่าน
ลองเดาดูสิ”
ตุบ!
ผู้นำตระกูลจูล้มลงไปแล้ว