พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 296 สอบใหม่
ท้องพระโรงพลันตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย
มีคนตะโกนเรียกหาหมอหลวง มีคนพยุงผู้นำตระกูลจู มีคนฉวย
โอกาสร้องทุกข์ต่อหน้าฝ่าบาท “ฝ่าบาท ตระกูลเจียงรังแกคนเกินไป
แล้ว ไม่เพียงชักจูงบัณฑิตที่สอบไม่ผ่านมาก่อกวน แต่ยังจงใจทำให้
ใต้เท้าจูเป็นลมอีก พวกเขาทำเกินไปแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าบาทเม้มริมฝีปาก ไม่เอ่ยคำใด
เจียงจี้จงหมุนกายมาคำนับอย่างนอบน้อม “ฝ่าบาท กระหม่อม
เพียงไม่อยากทะเลาะเบาะแว้งต่อพระพักตร์ ให้เสื่อมเสียเกียรติและ
หน้าตาของคนตระกูลใหญ่เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
เขาพูดราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้ทะเลาะกับใครในท้องพระโรง
จนอีกฝ่ายหน้าแดงหูแดงเลยสักนิด
แต่ไม่ว่าอย่างไร ครั้งนี้ตระกูลเจียงทำเรื่องนี้ใหญ่โตมาก ฝ่าบาท
จึงทรงพยักหน้า “ใต้เท้าจูผู้นี้อารมณ์ร้อนไปหน่อย พาเขาไปพักที่
ห้องโถงด้านข้างเถอะ”
การโต้เถียงในราชสำนักมีทุกวัน การปะทะคารมกันก็มีอยู่ทุก
เมื่อ
วันไหนที่บรรดาขุนนางฝ่ายบุ๋นไม่ได้ทะเลาะกัน วันนั้นคงจะเกิด
ปัญหาจริง ๆ
การกระทำของเจียงจี้จง ก็เป็นเพียงการบีบให้อีกฝ่ายล่าถอยไป
เท่านั้น
“ฝ่าบาท” ผู้นำตระกูลจูเพิ่งออกไป ผู้นำตระกูลเถาก็เข้ามากล่าว
แทน “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบขุนนาง เรื่องนี้สำคัญต่อ
ทุกคน หากตัดสินผิดพลาด ก็จะส่งผลกระทบไปตลอดชีวิตนะพ่ะย่ะ
ค่ะ”
คนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงก็พูดต่างกันออกไป และมักจะคำนึงถึง
การปกป้องตัวเองมากกว่า
เจียงจี้จงจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ “กลัวจะส่งผลกระทบไปตลอดชีวิต
ของลูกหลานคนตระกูลใหญ่ แล้วอนาคตของสามัญชนคนหนึ่งไม่
สำคัญเช่นนั้นหรือ? ฝ่าบาท ราษฎรนับล้านของราชวงศ์ต้าอวี๋กำลัง
จับตามองอยู่ พระองค์ไม่อาจทำให้จิตใจของพวกเขาหม่นหมองได้
พ่ะย่ะค่ะ”
ผู้นำตระกูลเหยาก็เห็นด้วย “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท บัณฑิต
ยากจนไม่ได้มีชีวิตที่ง่ายดาย หากผลงานที่พวกเขาทุ่มเทสร้างมาถูก
ชนชั้นสูงแย่งเอาไปหมด แล้วใครจะยังอยากมาสอบขุนนางอีก? จะยัง
มีคนที่ใช้ความพยายามไต่เต้าอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
สวี่โม่ที่ยืนอยู่มุมห้องกำหมัดแน่น
นี่คือความหมายของการแสวงหาความยุติธรรม ไม่ใช่แค่เพื่อ
ตำแหน่งฮุ้ยหยวนของเขา แต่เพื่อให้โอกาสกับบัณฑิตยากจนทั่ว
หล้า เพื่อความมั่นคงยาวนานของราชวงศ์ต้าอวี๋ เพื่อให้แผ่นดินมีคน
ที่มีความสามารถสืบทอดต่อไปในทุกยุคทุกสมัย
หากชะตากรรมของพวกเขาไปอยู่ในมือของชนชั้นสูงทั้งหมด
หากการสอบขุนนางไม่ยุติธรรมอีกต่อไป หากสามัญชนถูกผู้มี
อำนาจรังแกตามใจชอบ ราชวงศ์ต้าอวี๋ก็คงจะตกอยู่ในอันตรายไม่ช้า
ก็เร็ว
น่าเสียดายที่ไม่มีใครกล้าพูดเช่นนี้
ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันอย่างมีเหตุผล แต่กลับวนเวียนอยู่แค่เรื่อง
“ใครกันแน่ที่ทุจริตการสอบ”
ตระกูลฟางยืนยันว่าฟางหยวนไม่ได้ทุจริต
ตระกูลเจียงก็ยืนกรานว่าสวี่โม่ไม่ได้ทุจริต
ทั้งสองคนไม่ได้ทุจริต หรือว่าเชื้อพระวงศ์จะเป็นคนทุจริต?
เมื่อเห็นว่าท้องพระโรงกำลังจะเกิดการโต้เถียงขึ้นอีกครั้ง เจียงจี้
จงจึงฉวยโอกาสกล่าวว่า “ฝ่าบาท ในเมื่อไม่มีผู้ใดสามารถหา
หลักฐานการทุจริตของอีกฝ่ายได้ เช่นนั้นทำไมพวกเราไม่จัดการ
สอบขึ้นใหม่เล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
การต่อสู้ที่ยืดเยื้อมานาน ก็เพื่อช่วงเวลานี้
“กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ตระกูลเหยารีบสนับสนุนทันที
โต้วเว่ยหมิงมองสวี่โม่ แล้วกล่าวตาม “กระหม่อมก็เห็นด้วย
เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อสามตระกูลใหญ่แห่งราชสำนักออกมาแสดงจุดยืน ตระกูล
อื่น ๆ ก็พากันสนับสนุนตาม ทำให้ครึ่งหนึ่งของผู้คนในท้องพระโรง
ก้มหน้าลง
ตระกูลเฮ่อมองไปรอบ ๆ พลางครุ่นคิดอยู่นาน จากนั้นจึงโค้ง
กายลงกล่าว “กระหม่อมเห็นด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่ามือของฉีกงเจิ้นชื้นเหงื่อ เขามองโต้วเว่ยหมิงสองครั้ง แล้ว
ถอนหายใจมองไปยังแผ่นหลังของสวี่โม่ ในที่สุดก็ก้าวเท้าออกมา
กล่าวว่า “กระหม่อม…เห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
อาลักษณ์จ้าวนึกถึงบุตรชายคนเดียวที่กำลังอาละวาดอยู่ที่บ้าน
นึกถึงภรรยาที่ชอบจ้องตาเขา จึงโค้งกายและก้มหน้าลงอย่างเงียบ ๆ
ครั้งนี้ก็มีมากกว่าครึ่งแล้ว
ฝ่าบาททอดมองไปทั่วท้องพระโรง สุดท้ายจึงหยุดอยู่ที่ผู้นำ
ตระกูลฟาง “ความคับแค้นใจของท่านเรารู้ดี ในเมื่อคุณชายฟางมี
พรสวรรค์ล้นเหลือ สามารถคว้าตำแหน่งฮุ้ยหยวนไปได้ ก็คงไม่สนใจ
การสอบเพียงเล็กน้อยเช่นนี้”
พระองค์ยังจงใจลดเสียงต ่า แต่ยังคงดังพอให้คนทั้งท้องพระโรง
ได้ยิน “ขุนนางฟางวางใจเถอะ ตราบใดที่บุตรชายของท่านสอบเป็น
ก่งเซิ่งได้ ในการสอบวังหลวงปีหน้า เราจะให้เขาเป็นสามอันดับแรก
เพื่อเป็นการชดเชย”
นี่คือการผ่อนปรนมากที่สุดที่กษัตริย์จะทำได้เพื่อรักษาหน้า
ตระกูลใหญ่ ผู้นำตระกูลฟางแม้จะไม่พอใจ ก็ต้องยิ้มรับ “ฝ่าบาททรง
พระปรีชาญาณ”
เจียงจี้จงยิ้มบาง
โต้วเว่ยหมิงถอนหายใจโล่งอก
ส่วนสวี่โม่รู้สึกเบาใจขึ้น
“ทว่าฝ่าบาท” น ้าเสียงของผู้นำตระกูลฟางเปลี่ยนไปทันที “หาก
บัณฑิตที่สอบไม่ผ่านคนนี้ยังคงสอบไม่ผ่านอีก นั่นแสดงว่าเขาจงใจ
ก่อความวุ่นวายและทำตามอำเภอใจ ข้าขอร้องให้ฝ่าบาทโปรด
ลงโทษเขาประหารเก้าชั่วโคตร กระดูกถูกบดเป็นผุยผง”
รอยยิ้มของสวี่โม่ค้างอยู่ที่มุมปาก
นี่คือความแตกต่างระหว่างคนที่มีที่พึ่งและไม่มีที่พึ่ง แม้ฟางหยวน
จะสอบไม่ผ่าน ก็แค่ถูกคนวิพากษ์วิจารณ์เล็กน้อย แต่เขาซึ่งเป็น
บัณฑิตยากจน หากสอบไม่ผ่านก็จะถูกประหารเก้าชั่วโคตร และบด
กระดูกจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน
อย่างไรก็ตาม ตระกูลฟางยอมถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
มาเพื่อความสมดุล ราชวงศ์ก็ต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งเช่นกัน
“ได้ ข้าจะทำอย่างที่ขุนนางฟางกล่าว” บุรุษบนบัลลังก์มังกร
ชำเลืองมองสวี่โม่ แล้วตอบรับด้วยรอยยิ้ม
ไม่นานเนื้อหาของราชโองการก็ประกาศออกไป
“ตามบัญชาจากสวรรค์ ฝ่าบาทมีราชโองการ เนื่องด้วยคดี
ทุจริตการสอบขุนนางในรัชศกเต๋อเสี้ยนปีที่สิบห้า เพื่อพิสูจน์ความ
บริสุทธิ์ของบัณฑิต จึงให้จัดการสอบระดับแคว้นขึ้นใหม่ในรัชศกเต๋อ
เสี้ยนปีที่สิบหก ส่วนผลการสอบก่อนหน้านี้ให้ยกเลิกไป ด้วยพระ
เมตตาของฝ่าบาท ย่อมคำนึงถึงความเหนื่อยยากของก่งเซิ่งในปีนี้
จึงเพิ่มตำแหน่งก่งเซิ่งในปีหน้าอีกสามสิบคน หวังว่าพวกท่าน
ทั้งหลายจะพยายาม ไม่ทำให้พระเมตตานี้เสียเปล่า จบราชโองการ”
พวกเขาถึงกับยกเลิกการสอบระดับแคว้นในปีนี้ และให้สอบใหม่
ในปีหน้า
เพื่อปลอบประโลมเหล่าบัณฑิต ยังเพิ่มตำแหน่งก่งเซิ่งอีกสามสิบ
ตำแหน่ง เพื่อไม่ให้ผู้ที่สอบผ่านด้วยความยากลำบากบ่นว่า
การรักษาสมดุลของราชวงศ์นั้นแข็งแกร่งจริง ๆ
มีเพียงสวี่โม่ที่รู้สึกเจ็บปวดที่สุด เขาตั้งใจสอบจนได้ตำแหน่งฮุ้ย
หยวนมาแล้ว แต่กลับถูกคนอื่นขโมยไป แม้จะทุ่มเทสุดกำลังก็ได้
เพียงได้รับโอกาสให้สอบใหม่เท่านั้น
“ตระกูลฟางมีอิทธิพลมาก หากไม่ได้ตระกูลเจียงมาช่วย แม้แต่
โอกาสจะสอบใหม่ก็คงไม่มี” ฉีหวายมองโลกในแง่ดีเป็นพิเศษ “ด้วย
ความสามารถของพี่สวี่ ปีหน้าอาจจะสอบได้ฮุ้ยหยวนอีกก็ได้”
“ปีหน้าพวกเราก็ต้องพยายามเช่นกัน หากสามารถแย่งชิงอันดับ
ต้น ๆ มาได้ สถานการณ์ก็เป็นอีกอย่าง” ดวงตาของอันจวิ่นเปล่ง
ประกายแวววาว
เจียงเซิงเฝ้าดูอย่างเหม่อลอย
นี่คือบัณฑิตที่มีความสามารถใช่หรือไม่ หลังจากรู้ว่าผลการ
สอบเป็นโมฆะ แทนที่จะโกรธก็กลับคิดว่าครั้งหน้าจะสอบให้ดีกว่านี้
แน่นอนว่าย่อมมีเสียงบ่นของผู้ที่สอบได้อันดับท้าย ๆ แต่คนที่
ตื่นเต้นมีมากกว่า เพราะบัณฑิตที่สอบไม่ผ่านมีมากมายเหลือเกิน
“พวกเขาเลิกประชุมกันแล้ว”
ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมา ทุกคนจึงหันหน้าไปมองพร้อมกัน
พวกเขาเห็นเพียงประตูวังหลวงที่เปิดกว้าง มีกลุ่มขุนนางในชุดสี
แดงเดินออกมา
ในกลุ่มคนนั้น ผู้นำตระกูลฟางเดินเร็วที่สุด สีหน้าดำมืดที่สุด
ตามมาด้วยผู้นำตระกูลจูที่เดินโซเซ และผู้นำตระกูลเถาที่มีท่าที
ระมัดระวังตัว
ส่วนคนที่แตกต่างจากพวกเขาอย่างชัดเจน คือเจียงจี้จง โต้วเว่ย
หมิง ผู้นำตระกูลเหยา และคนอื่น ๆ
สุดท้ายที่อยู่ด้านหลังคือร่างผอมและตั้งตรงของสวี่โม่
“ท่านพ่อ!” เมื่อเห็นเจียงจี้จง เจียงเฉิงเฟิงกับเจียงเฉิงอวี๋ก็วิ่งเข้า
ไปหาอย่างดีใจ
เจียงเฉิงเยวี่ยนมองเจียงเซิงแวบหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปคำนับ “อา
รอง ลำบากท่านแล้ว”
จ้าวหยวนวิ่งไปหาอาลักษณ์จ้าว ฉีหวายเข้าไปหาเจ้ากรมพิธี
การ ทั้งสองเรียกท่านพ่ออย่างว่าง่าย
หน้าประตูวังหลวงกลายเป็นฉากที่ระลึกถึงบิดาไปเสียแล้ว
แม้แต่ตรงหน้าโต้วเว่ยหมิงก็มีเงาร่างเล็ก ๆ ที่ไม่โดดเด่นยืนอยู่
“ท่านพ่อ ลำบากท่านแล้ว”
“ตราบใดที่สามารถสู้เพื่อหาโอกาสสอบใหม่ได้ ความเหนื่อย
ยากทั้งหมดก็คุ้มค่าแล้ว” โต้วเว่ยหมิงหัวเราะร่า แล้วหันไปมองสวี่โม่
“เจ้าหนูสวี่ ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้า พวกข้าคนแก่ได้เอาหน้าไปวาง
ไว้ต่อหน้าฝ่าบาทหมดแล้ว เจ้าอย่าแพ้เจ้าเด็กตระกูลฟางเป็นอัน
ขาด”
สวี่โม่คำนับให้ ไม่เย่อหยิ่งไม่ต ่าต้อย “ใต้เท้าโปรดวางใจ สวี่โม่
จะทุ่มเทสุดความสามารถขอรับ”
ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่น แค่เพื่อคำพูดของผู้นำตระกูลฟางว่า “ประหาร
เก้าชั่วโคตร” เขาจึงไม่อาจประมาทได้
สวี่โม่หันมาโค้งคำนับขอบคุณเจียงจี้จงและคนอื่น ๆ “ขอบคุณ
ใต้เท้าเจียง ใต้เท้าเหยา ใต้เท้าฉี ใต้เท้าจ้าว…”
เขาขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนให้มีการสอบใหม่ด้วยท่าทีจริงจัง
แต่ไม่ถึงกับนอบน้อมจนเกินไป
หากก่อนหน้านี้พวกเขาเพียงเข้าข้างเพราะเห็นแก่หน้าตระกูล
เจียง ตอนนี้พวกเขาก็เริ่มชื่นชมสวี่โม่จากใจจริงแล้ว
“เด็กดี แค่กลับมาพร้อมตำแหน่งฮุ้ยหยวนก็คุ้มค่าที่พวกเรา
เหนื่อยยากพูดเพื่อเจ้าแล้ว” ผู้นำตระกูลเหยาจ้องมองเขาด้วยสายตา
เป็นประกาย “ถ้าเจ้าสามารถคว้าตำแหน่งจอหงวนมาได้อีก ข้าก็จะ
หาคู่ครองที่ดีให้เจ้าเอง”
“ไม่มีใครเขาไปเป็นพ่อสื่อแม่ชักให้คนในครอบครัวของตัวเอง
หรอก” ฉีกงเจิ้นเอ่ยล้ออยู่ข้าง ๆ “เหล่าเหยา ข้าได้ยินแผนการของ
ท่านแล้วนะ”
ทุกคนหัวเราะกันครื้นเครง หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามคำก็
แยกย้ายกันไป
คนเหล่านี้ซึ่งยืนอยู่บนจุดสูงสุดของชนชั้นในเมืองหลวง แม้แต่
การพูดจาหยอกล้อก็ยังมีจุดประสงค์แอบแฝง ส่วนเด็กหนุ่มเด็กสาวที่
พวกเขาพามาด้วยนั้น คือความหวังของราชวงศ์ต้าอวี๋
การที่พวกเขามารวมตัวกันที่นี่วันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมิตรภาพ
ของตระกูลโต้ว อีกส่วนเป็นเพราะหน้าตาของตระกูลเจียง
โต้วเว่ยหมิงมีสวี่โม่คอยขอบคุณอยู่แล้ว ส่วนทางตระกูลเจียงนั้น
สมควรเป็นเจียงเซิงที่ออกหน้ารับ
หลังจากเตรียมใจอยู่นาน เด็กหญิงก็สูดหายใจลึก ๆ ในที่สุดก็
ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว โค้งกายลงแล้วพูดเสียงเบา “ขอบคุณ…
ขอบคุณใต้เท้าเจียง”
รอบข้างพลันเงียบกริบ คนตระกูลเจียงไม่ว่าจะเป็นคนโตหรือคน
เล็ก ต่างก็มองมาด้วยความตื่นเต้น
เจียงจี้จงมองนางจากมุมสูง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อย ๆ ก้มตัวลงมา
เขายิ้มบางแล้วกล่าวว่า “เจ้าควรเรียกข้าว่าอารอง หนูน้อย”