พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 297 จดหมายสองฉบับ
จนถึงตอนนี้ ตระกูลเจียงได้สร้างบุคคลสำคัญมาแล้วมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นฮูหยินผู้เฒ่าผู้มีเมตตา หรือเจียงเฉิงเยวี่ยนที่โยน
กระดาษม้วนเล็ก ๆ มา ก็ไม่สามารถทำให้เจียงเซิงเปลี่ยนคำเรียกได้
ขณะที่เจียงจี้จงผู้สูงใหญ่ สวมชุดขุนนางสีแดงเข้ม สองมือไขว้
กันใต้แขนเสื้อ บุคลิกของขุนนางที่ลึกซึ้งคมคายได้ถูกสร้างขึ้นมา
ยิ่งไปกว่านั้น ความสูงระหว่างคนสองคนก็แตกต่างกันมาก เมื่อ
เขาก้มตัวลงมาเช่นนี้ กลิ่นอายเอกลักษณ์ของชายที่เป็นผู้ใหญ่ก็กด
ทับลงมาด้วย
สัญชาตญาณทำให้เจียงเซิงรู้สึกหวาดกลัว จนเผลอเอ่ยปาก
ออกมาว่า “อารอง”
เจียงจี้จงชะงักเหมือนจะประหลาดใจเล็กน้อย
บรรดาลูกหลานตระกูลเจียงที่อยู่ด้านหลังเขายิ่งตกตะลึง มอง
หน้ากันไปมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“นางเรียกอารองหรือ?”
“นางไม่เคยเรียกพี่ชาย”
“ไม่เคยเรียกน้องสาวด้วยซ ้า”
ทั้งสามคนคุยกันจ้อกแจ้ก ทั้งปวดใจทั้งตื่นเต้น
เจียงจี้จงได้สติกลับมา ก่อนจะยื่นมือออกไป
เขาคงอยากจะแสดงไมตรีต่อเจียงเซิง แต่ความทรงจำที่ถูกคน
ทุบตีนั้นฝังลึกเกินไป เจียงเซิงจึงอดไม่ได้ที่จะหดตัวถอยหนี
มือใหญ่จึงค้างอยู่กลางอากาศ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงค่อย ๆ ดึง
กลับไป
เจียงเซิงพึมพำ ไม่รู้จะอธิบายคำเรียกเมื่อครู่อย่างไร
โชคดีที่เจียงจี้จงไม่ได้อยู่นาน เขาเพียงทิ้งคำพูดว่า “เจ้ากลับ
บ้านได้ทุกเมื่อ” แล้วพาลูกหลานตระกูลเจียงทั้งสามจากไป
สายลมพลันพัดมา นำพาความสงสัยของเจียงเฉิงอวี๋มาด้วย
“ท่านพ่อ เหตุใดพี่สาวจึงถูกเรียกว่าหนูน้อย แต่ข้ากลับถูกเรียกว่า
เสี่ยวอวี๋เล่า”
เจียงจี้จงเงียบไปครู่หนึ่ง “อีกหน่อยเจ้าก็จะได้เป็นพี่สาวแล้ว…”
คำพูดที่ตามมานั้นได้ยินไม่ชัด ด้านหน้าประตูวังหลวงจึงกลับคืน
สู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
เจียงเซิงถอนหายใจ ในที่สุดก็ได้โอกาสวิ่งเข้าไปหาสวี่โม่ จับ
ชายเสื้อสีเขียวของเขาแล้วถามอย่างกระตือรือร้น “พี่ชาย ในท้อง
พระโรงงดงามหรือไม่? ทุกอย่างทำด้วยทองคำหรือไม่? แค่แกะชิ้น
เล็ก ๆ ออกมาก็เป็นทองคำแล้วใช่หรือไม่?”
สวี่โม่ “…”
จ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นไอพร้อมกัน
เจียงซานและเจียงซื่อหัวเราะลั่น
แน่นอนว่าท้องพระโรงไม่ได้ทำด้วยทองคำ เพียงแค่ใช้วิธีการเผา
พิเศษทำเป็นอิฐทองคำปูพื้น ราคาก็แพงมาก เมื่อเรื่องนี้แพร่สะพัดไป
ถึงหูชาวบ้านก็กลายเป็น ท้องพระโรงปูด้วยทองคำ ไปแล้ว
“ถึงจะปูด้วยทองคำจริง ๆ แต่ใครจะกล้าไปแกะเอามาเล่า” สวี่โม่
เคาะศีรษะน้องสาวเบา ๆ “ข้านึกว่าเจ้าคิดถึงข้า ที่แท้ก็คิดถึงแต่
ทองคำ”
“ข้ารู้ว่าท่านจะสอบใหม่อีกครั้ง” เจียงเซิงยกมือมาป้องกัน แล้ววิ่ง
ไปอยู่หลังเวินจืออวิ่นด้วยความเจ้าเล่ห์ “พี่ใหญ่ คราวนี้ท่านคงทำให้
ก่งเซิ่งที่สอบผ่านโกรธแน่นอน”
แม้ว่าราชสำนักจะเพิ่มอัตราคนอีกสามสิบคน และช่วยลดความ
ไม่พอใจของประชาชนลงได้มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสวี่โม่ที่ยืน
กรานจะร้องเรียนจะไม่ถูกจดบัญชีแค้นด้วย
นอกจากก่งเซิ่งที่รอการสอบในวังหลวงจะด่าทอแล้ว ศาลาว่า
การเมืองหลวงยังต้องเสียเวลาและทรัพยากรไปแจ้งจวี่เหรินที่สอบไม่
ผ่าน ให้ทราบข่าวว่าจะมีการสอบใหม่ในปีหน้าทีละคนอีก
“ยุ่งยากจริง ๆ” เจียงซื่อพึมพำ “ทำไมไม่ให้คุณชายกับเจ้าคนแซ่
ฟางคนนั้นสอบใหม่อีกครั้งเล่า หากใครมีความสามารถก็ให้คนนั้น
ได้ตำแหน่งฮุ้ยหยวนไป”
เจียงซานพยักหน้าเห็นด้วย
สวี่โม่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ แสดงความขมขื่นของตน
ออกมาเล็กน้อย
ในความคิดของคนทั่วไป นี่ย่อมเป็นทางเลือกที่ประหยัดเวลาและ
แรงงานที่สุด แต่ในวังหลวงนั้นไร้ความปรานี คนตระกูลใหญ่จึงมี
ความสำคัญมากกว่า
หลังจากการตีกลองร้องทุกข์และร้องเรียนในคดีทุจริตการสอบ
ขุนนางครั้งนี้ ใครเป็นคนทุจริตกันแน่ คนที่มีหูตาย่อมเห็นได้ชัดเจน
แต่ศาลาว่าการเมืองหลวงไม่กล้าตัดสินทันที เพราะกลัวว่า
ตระกูลฟางจะไม่พอใจ
หากฝ่าบาทจะจัดการสอบให้พวกเขาแยกต่างหาก มันก็ไม่ต่าง
อะไรกับการฉีกหน้าคนตระกูลฟางโดยตรง
“ถึงแม้ตระกูลเจียง ตระกูลโต้ว และตระกูลเหยาจะร่วมมือกัน
รวมถึงคนอื่นอีกมากที่มาช่วยเหลือ แต่ก็เพียงแค่ทำให้ตระกูลฟาง
ยอมสอบใหม่อีกครั้งเท่านั้น” จ่างเยี่ยนยิ้มแฝงนัย “หากจัดการสอบ
แยกต่างหาก ตระกูลฟางไม่มีทางยอมรับแน่”
“และหากจัดสอบแยกจริง ๆ คนที่สอบไม่ผ่านคนอื่นก็จะทำตาม
อย่างมาตีกลองร้องทุกข์ด้วย ปีนี้ฝ่าบาทก็คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว
ขุนนางก็ไม่ต้องเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรง ทั้งหมดจะกลายเป็นการจัด
สอบแยกให้บัณฑิตไปหมด”
เจียงซื่อเข้าใจแจ่มแจ้ง ไม่คิดว่าจะมีเรื่องราวซับซ้อนมากมาย
เช่นนี้
“ข้าบอกแล้วว่าเจ้ามันโง่ เรื่องแค่นี้ยังมองไม่ออก ต้องให้คุณชาย
มาชี้แนะด้วยตนเอง” เจียงซานพูดด้วยท่าทีเคร่งขรึมทันที “เจ้าสี่เอ๋ย
เจ้าต้องเรียนรู้จากข้าให้มากกว่านี้นะ”
เจียงซื่อแยกเขี้ยว กระโดดเข้าไปหาเขา ทั้งคู่ตีกันไปมา
เวินจืออวิ่นกับเจียงเซิงยืนดูด้วยความสนุกสนานอยู่ข้าง ๆ
“แต่ว่าพี่ใหญ่” จ่างเยี่ยนเปลี่ยนน ้าเสียง “ตระกูลฟางยอมให้มี
การสอบใหม่ ระหว่างนี้ย่อมมีโอกาสสร้างกลอุบายได้มากมาย”
หากปีหน้าสวี่โม่ยังคงสอบไม่ผ่าน ถึงเขาจะไปทุบกลองร้องทุกข์
ที่ศาลาว่าการเมืองหลวงจนแตก ก็ไม่มีใครสนใจอีกแล้ว
ยิ่งกว่านั้น ยังมีเรื่องร้ายอย่าง “การประหารเก้าชั่วโคตร” อีก
สีหน้าสวี่โม่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก แต่ดวงตากลับลุกโชน
ด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น “สวรรค์มีตา วัฏจักรชีวิตหลีกเลี่ยงไม่ได้
พวกเราไม่ยอมจำนน ความชั่วไม่อาจเอาชนะความดี!”
ก่อนหน้านี้เขาเผลอพลาดท่าเพราะไม่ทันระวังตัว แต่ตอนนี้มี
การเตรียมพร้อมแล้ว หากตระกูลฟางยังคิดจะวางแผนเล่นงานเขาอีก
ก็ดูถูกคนเกินไปแล้ว
ไม่มีตระกูลไหนที่จะรุ่งเรืองตลอดกาล และไม่มีใครที่จะหยิ่งผยอง
ได้ตลอดไป
แม้แต่ราชวงศ์ในประวัติศาสตร์ยังถูกโค่นล้มมานับครั้งไม่ถ้วน
ตระกูลฟางยังจะนับเป็นอะไรได้
“การสอบระดับแคว้นก็คือการสอบระดับแคว้น วิธีการก็คือ
วิธีการ ข้าอยากดูว่าคนชั่วตระกูลฟางจะใช้กลอุบายสกปรกอะไร
อีก!” สวี่โม่เอามือไพล่หลัง ยืดอกตั้งตรง มองไปไกล ๆ
เขายังคงมีท่าทางเหมือนบัณฑิตร่างผอม แต่เงาด้านหลังกลับสูง
ใหญ่และเด่นสะดุดตาเหลือเกิน
จ่างเยี่ยนจ้องมองอย่างเหม่อลอย ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่อาจ
แยกแยะได้ว่าที่นี่คือที่ใดกันแน่
ที่นี่ยังเป็นภายในกำแพงชาดหลังคาเขียว หรือว่าเป็นภูเขาอัน
เงียบสงบ
จนกระทั่งสวี่โม่หันกลับมายิ้มพลางกล่าวว่า “ไปกันเถอะ กลับ
บ้านไปเขียนจดหมายถึงเจ้ารองกับเจ้าสามกัน”
จ่างเยี่ยนตื่นจากภวังค์ มองประตูวังหลวงอันยิ่งใหญ่แวบหนึ่ง
แล้วปีนขึ้นรถม้าอย่างไม่ลังเล
แม้ว่าเรือนเล็กอาจจะทรุดโทรม แม้ว่ารถม้าที่นั่งอาจจะไม่สบาย
แต่ทุกสิ่งนี้ล้วนมีกลิ่นอายของอิสรภาพ แม้แต่สายลมก็ยังมีกลิ่นหอม
หวาน น ้าฝนก็ราวกับเป็นน ้าทิพย์
อีกทั้งยังมีน้องสาวตัวอ้วนน่ารักอีกคน
“พี่ห้า ท่านกำลังคิดอะไรอยู่ เข้ามานั่งข้างในสิ” เจียงเซิงเอาเท้า
เอว รูปร่างเหมือนน ้าเต้าน้อย “ท่านนั่งตรงนั้นแล้ว ข้าจะนั่งตรงไหน
เล่า”
เด็กหนุ่มหัวเราะเบา ๆ แต่ยังไม่ทันได้ตอบ รถม้าขนาดใหญ่ของ
ตระกูลเจียงแล่นมาถึง เหอรุ่ยพูดอย่างน้อยใจและจนปัญญาว่า
“คุณหนู ท่านมานั่งตรงนี้เถอะขอรับ”
นางลืมเขาไปเสียสนิท
เจียงเซิงตาโต มองรถม้าคันใหญ่หรูหราและสบาย แล้วผลักจ่าง
เยี่ยนเข้าไปในรถม้าคนเก่าโดยไม่ลังเล ส่วนนางก็นั่งลงตรงที่เดิม
“ข้าอยากอยู่กับพี่ชาย”
เจียงซานกับเจียงซื่อเลิกทะเลาะกัน เอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก
แล้วเหวี่ยงแส้ให้ม้าวิ่งออกไป
เหอรุ่ยทำหน้าเศร้า ได้แต่จำใจวิ่งรถม้าตามหลัง
เมื่อกลับมาถึงเรือนเล็ก
สวี่โม่บอกว่าจะเขียนจดหมายถึงน้องชายก็เขียนจดหมายจริง ๆ
เขาไม่ได้ปิดบัง ทั้งไม่ได้บิดเบือน แต่บรรยายเรื่องราวในช่วงนี้
อย่างจริงใจและชัดเจน อีกทั้งยังกำชับให้พวกเขาพยายามให้มาก ปี
หน้าอาจมีศึกใหญ่รออยู่
มันคืออุปสรรค แต่ก็เป็นโอกาสด้วย
ฟางเหิงอดทนอยู่ข้างนอกมาหลายปี ในที่สุดก็ต้องหาโอกาสแก้
แค้นได้แล้ว
หากแม่ทัพฟางที่อยู่ในปรโลกรู้เรื่อง คงไม่ปรารถนาให้ตระกูลที่
เขาตรากตรำสร้างมา ต้องพังพินาศเพราะลูกหลานอกตัญญู
“แค่ส่งจดหมายถึงพี่สามที่อยู่ชายแดนทางเหนือก็พอแล้ว แต่
จดหมายถึงพี่รองจะส่งไปที่ไหนเล่า?” เจียงเซิงถามเรื่องสำคัญ
อากาศอบอุ่นขึ้น พืชพรรณผลิใบอ่อน ชนเผ่าต๋าลู่คงต้องถอน
ทัพกลับไปเลี้ยงวัวเลี้ยงแกะของพวกเขาแล้ว
ตอนนี้ฟางเหิงน่าจะอยู่ที่กองฝึกทหาร จดหมายคงส่งไปถึงเขา
แน่นอน
แต่เจิ้งหรูเชียนเร่ร่อนไม่อยู่กับที่ ไม่รู้จะส่งไปที่ไหน
สี่พี่น้องครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่
จากนั้น ฟางเหิงที่อยู่ชายแดนทางเหนือก็ได้รับจดหมายสอง
ฉบับที่เหมือนกันทุกประการ