พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 300 กลับสู่ตระกูลเจียง
เมื่อสงครามมาเยือน มนุษย์ก็ไร้ค่าราวกับมดปลวก สิ้นชีพและ
บาดเจ็บนับหมื่น
แม้จะเป็นเพียงการปะทะเล็ก ๆ ระหว่างกองกำลังสามร้อยคนกับสี่
ร้อยคน แต่เลือดที่หลั่งรินก็ย้อมทุ่งหญ้าเขียวขจีให้กลายเป็นสีแดง
ฉาน ใบไม้เขียวชอุ่มถูกย้อมทับด้วยสีเลือด ภายใต้แสงอาทิตย์ยาม
เย็น ภาพเบื้องหน้าช่างน่าพรั่นพรึง แต่ขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วย
ความงามอันแปลกประหลาด
ฟางเหิงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางสมรภูมิ ดาบในมือยังคงมีหยดเลือด
สีแดงสด เขากวาดสายตามองร่างไร้วิญญาณที่แน่นิ่งอยู่บนพื้น
ดวงตาฉายแววชาชินต่อภาพเบื้องหน้า แต่ลึก ๆ ในใจกลับเจือปนไป
ด้วยความสงสาร
เขาสะดุดกับเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบา ดวงตาคมมองหาต้นตอของ
เสียง ก่อนจะพบกับร่างเล็ก ๆ ของเจียงปา เขากำลังกอดร่างม้าศึก
คู่ใจที่สิ้นลม ร้องไห้อย่างน่าเวทนา “เจ้าอย่าเป็นอะไรนะ ขอร้อง อย่า
ตายเลย…”
ข้าง ๆ กันนั้นคือร่างของทหารต๋าลู่ที่ตายเกลื่อน กองกำลังกว่าสี่
ร้อยคนถูกสังหารจนหมดสิ้น ไร้ผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
ชัยชนะในครั้งนี้ ราชวงศ์ต้าอวี๋ต้องแลกมาด้วยชีวิตของม้าศึก
นับสิบตัว ชีวิตของทหารกล้าอีกสามสิบนาย และทหารที่บาดเจ็บอีก
นับร้อย เพื่อแลกกับการกวาดล้างศัตรูทั้งสี่ร้อยคน นี่ถือได้ว่าเป็นชัย
ชนะอันยิ่งใหญ่
แต่ชัยชนะเช่นนี้…เป็นชัยชนะที่แท้จริงหรือ?
ชนเผ่าต๋าลู่เองก็มีครอบครัว มีคนที่รักและห่วงใย พวกเขาคงมี
คนที่คอยเฝ้ารอการกลับมาที่บ้าน มีพ่อแม่ที่ร้องไห้เสียใจกับการจาก
ไปของพวกเขาเช่นกัน
ในอดีตฟางเหิงเคยตั้งคำถามกับตัวเอง ทำไมมนุษย์ต้องทำ
สงคราม ทำไมต้องมีคนตายมากมาย ทำไมครอบครัวนับไม่ถ้วนถึง
ต้องสูญเสียคนที่รัก ทำไมผู้คนต้องถูกพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน
กระทั่งเติบโตขึ้นมาเขาถึงได้รู้ว่า สงครามไม่ได้แบ่งแยกถูกผิด
ชัดเจน…
ชนเผ่าต๋าลู่บุกรุกต้าอวี๋ก็เพื่อความอยู่รอด เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป
ส่วนชาวต้าอวี๋ต่อต้านชนเผ่าต๋าลู่ก็เพื่อปกป้องแผ่นดิน เพื่อ
คุ้มครองประชาชน
จุดยืนต่างกัน การกระทำต่างกัน
ในฐานะมนุษย์ ฟางเหิงสงสารชีวิตทั้งปวงนั้น
ในฐานะชาวต้าอวี๋ เขาเกลียดชังการฆ่าฟัน เผาทำลาย
ปล้นสะดมและกวาดต้อนของชนเผ่าต๋าลู่
เมื่อพวกเขาอยู่ในที่ที่ต่างกัน เกิดมาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต่างกัน การ
ชักดาบเข้าหากันจึงกลายเป็นชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“อย่าร้องไห้เลย เสียม้าเพียงไม่กี่สิบตัว ยังดีกว่าเสียคน” เจียงอู่
ปลอบโยนเจียงปาอย่างอ่อนโยน “เจ้าทำใจให้เข้มแข็งเถอะ ยังมีการ
ต่อสู้รออยู่ข้างหน้าอีก”
ถูกต้องแล้ว! ยังมีการต่อสู้รออยู่ข้างหน้าอีก
ฟางเหิงสลัดความรู้สึกสับสนเมื่อครู่ทิ้งไป แล้วกระโดดขึ้นหลังม้า
“ให้ทหารห้าสิบคนอยู่จัดการที่นี่ ส่วนคนที่เหลือตามข้าบุกเข้าไป”
ภายในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ชนเผ่าต๋าลู่ที่เก่งกาจที่สุดได้ตายไป
หมดแล้ว บัดนี้จึงเหลือเพียงคนแก่ เด็ก สตรี คนป่วยและคนพิการ
รวมถึงวัวและเสบียงมากมาย
เมื่อทหารต้าอวี๋สองร้อยคนถือดาบบุกเข้ามา ผู้คนในหมู่บ้านที่
อ่อนแอ ผู้หญิงและเด็กต่างตกใจกลัว บ้างก็ร้องไห้ด้วยความ
หวาดหวั่น บ้างก็คว้าดาบขึ้นสู้ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทาน พ่ายแพ้
ไปอย่างราบคาบ
เหตุการณ์นี้ช่างคล้ายคลึงกับตอนที่ชนเผ่าต๋าลู่เคยบุกเข้าโจมตี
หมู่บ้านทางเหนือของชายแดนไม่มีผิดเพี้ยน
“โหดร้าย…โหดร้ายเหลือเกิน” เจียงปาเอ่ยเสียงสั่นเครือ น ้าตา
คลอหน่วย เขาแทบจะกำสายบังเหียนม้าไว้ไม่อยู่
“แค่นี้ก็เรียกว่าโหดร้ายแล้วหรือ? ชายหญิงของชนเผ่าเร่ร่อน
ล้วนเชี่ยวชาญการขี่ม้ายิงธนู หากพลาดท่าให้พวกมัน เจ้าต่างหากที่
จะต้องตาย” เจียงอีเอ่ยเยาะ
เจียงปาได้ยินดังนั้นก็เงียบเสียงลง
เขานึกถึงภาพเด็กทารกตัวน้อยในผ้าห่อที่ไร้ลมหายใจ หญิง
สาวที่นอนแข็งทื่ออยู่บนหิมะ และผู้อาวุโสที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่น
การสังหารหมู่นั้นเป็นเรื่องโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ผู้ที่มีจิตใจดี
งามย่อมต้องสะเทือนใจแน่นอน
แต่สำหรับผู้ที่เคยรอดชีวิตจากเงื้อมมือของชนเผ่าต๋าลู่ พวกเขา
กลับไม่รู้สึกสงสารแม้แต่น้อย ในใจของพวกเขามีแต่ความเคียดแค้น
จึงต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง ดุดัน และโหดเหี้ยมยิ่งกว่าใคร
ในสงครามนั้นไร้ถูกผิด
ผู้มีจิตใจอ่อนโยนย่อมล้มลงไปนอนตายบนผืนหญ้านานแล้ว
ฟางเหิงไม่ได้มีส่วนร่วมในการสังหารครั้งนี้ เขายืนถือดาบคอย
ระวังภัยอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ป้องกันไม่ให้ถูกโจมตีอีกครั้ง
ครึ่งชั่วยามผ่านไป หน่วยที่ห้าก็กลับมาพร้อมกับเสบียงมากมาย
มีทั้งเนื้อ ผัก วัว และแพะภูเขาอีกหลายสิบตัว
“รวมกับม้าที่ตายอยู่ข้างนอก เนื้อเหล่านี้ถ้าตากแห้งแล้ว คงกิน
ได้ไปอีกสองเดือน” เจียงอีดีใจจนแทบเต้น
พวกเขานำของที่ยึดได้กลับไปยังค่าย เริ่มจัดการทำความ
สะอาดและคำนวณอย่างละเอียด
แม้แต่เสื้อคลุมห้าสิบตัวที่ทิ้งไปก่อนหน้านี้ก็เก็บกลับมา หลังเย็บ
ปะชุนก็ใส่ต่อไปได้แล้ว
“เก็บวัวไว้รีดนม ตากเนื้อม้าให้แห้งและเก็บไว้ ส่วนแพะก็ฆ่ากิน
เถอะ” เจียงเอ้อร์เข้ามาขอ สีหน้าบ่งบอกว่าอยากกินเนื้อแพะ
มีเพียงช่วงที่ยึดของหลังจบสงครามเท่านั้น ที่พวกเขาจะได้กิน
เนื้อกันอย่างเอร็ดอร่อยสักสองสามวัน
ฟางเหิงกำลังทบทวนจุดแข็งและข้อบกพร่องของการรบที่เพิ่ง
ผ่านไป เขาไม่ได้ขัดขวาง แต่เมื่อเจียงเอ้อร์หันหลังเดินจากไปก็พูด
อย่างลังเลว่า “แพะพวกนั้น เก็บลูกแพะไว้ให้ข้าสักสองสามตัว”
“หัวหน้า ท่านจะเก็บแพะพวกนี้ไว้ทำไมหรือขอรับ” เจียงเอ้อร์เอ่ย
ถามด้วยความสงสัย
“น้องสาวของข้าชอบ” เขาตอบด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย แม้ว่าจะยัง
ไม่ได้พบสถานที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงแพะ และยังไม่มีวิธีส่งแพะ
ไปยังเมืองหลวง แต่สองประโยคที่เจียงเซิงกล่าวอย่างผิวเผินใน
จดหมายนั้นยังคงติดอยู่ในใจของพี่สามเสมอ
คนที่ยอมแบ่งกระทั่งเสื้อกันหนาวและหมูรมควันให้คนอื่น ก็ยัง
แอบใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเล็กน้อย เพียงเพื่อให้น้องสาว
มีความสุขได้เหมือนกัน
“เจียงเซิงคงจะมีความสุข”
ฟางเหิงพึมพำ น ้าเสียงของเขาล่องลอยไปตามสายลมสู่ที่ไกล
แสนไกล ล่องลอยไปยังเมืองหลวง และราวกับมาถึงหูของเจียงเซิง
นางที่กำลังตั้งใจแต่งตัวจามออกมาหลายครั้ง จนเกือบทำปิ่นปัก
ผมบนศีรษะหลุดกระเด็น
ใครจะคิดว่า เด็กหญิงที่มักรวบผมเป็นมวยกลมธรรมดา ๆ มา
ตลอด จะมีวันที่ได้สวมเครื่องประดับด้วยปิ่นและต่างหูงดงาม
แม้ว่าต้องแลกมาด้วยเส้นผมของนางที่แทบจะหลุดออกจากหนัง
ศีรษะ
“ท่านป้า ท่านอย่าใช้ปิ่นปักผมเลยเจ้าค่ะ อย่าทำผมซับซ้อน
เช่นนี้ด้วย มวยผมกลม ๆ แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว” เจียงเซิงสูดจมูกอ้อน
วอน “ข้ายังไม่ทันได้กลับตระกูลเจียงเลย ท่านก็จะแต่งตัวข้าให้เป็น
โคมดอกไม้แล้ว”
จากหัวจรดเท้า นางสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ปักปิ่นเงิน แม้แต่สร้อยก็
ถูกสวมให้ ราวกับกลัวว่านางจะดูไม่มั่งมี
“เจียงเซิง ยอมแต่งตัวเถอะนะ” จางเซียงเหลียนพูดปลอบเบา ๆ
แต่มือไม้กลับไม่ปรานี จัดแต่งผมดำขลับให้เป็นดอกไม้หลายช่อ
พี่ชายทั้งสามคนมองดูอยู่ข้าง ๆ ด้วยความหวาดหวั่น แต่ก็ไม่
กล้าเข้าไปช่วย
ทั้งยังมีร่องรอยของความเศร้าสร้อยอยู่บ้าง
หลังจากการสอบขุนนางจบลง ตระกูลเจียงก็ไม่ได้มารับตัวนาง
ไปทันที แต่กลับปล่อยข่าวลือคลุมเครือว่า “บุตรสาวแท้ ๆ ที่ป่วยหนัก
กำลังจะถูกพาตัวกลับมา”
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงข้ออ้าง คนที่สายตาเฉียบแหลมย่อมรู้ดีว่า
บุตรสาวแท้ ๆ ของตระกูลเจียงนั้นยังมีชีวิตอยู่ และตอนนี้นางเป็น
เพียงบุตรบุญธรรมเท่านั้น ป้าจางเองก็เพิ่งรู้ว่าเด็กหญิงขอทานที่นาง
เคยช่วยเหลือไว้ แท้จริงแล้วมีภูมิหลังน่าตกใจเช่นนี้
นางทั้งสงสารทั้งโกรธแค้น หลังจากสาปแช่งตระกูลเจียงอยู่สอง
วัน นางก็ตัดสินใจจะแต่งตัวให้เจียงเซิงเป็นอย่างดี เพื่อแสดงถึง
สถานะของพวกเขาในตอนนี้ แม้ตระกูลเจียงจะยิ่งใหญ่ แต่พวกเขาก็
ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน
“พวกเจ้าไม่เข้าใจหรอก” จางเซียงเหลียนพึมพำ “ความสัมพันธ์
ระหว่างคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายเลือดเพียงอย่างเดียว แม้แต่พ่อแม่ที่
ใกล้ชิดที่สุดก็ยังลำเอียงได้ เด็กที่ฉลาดและเก่งกาจมักจะได้รับความ
สนใจเป็นพิเศษเสมอ”
“หากเจียงเซิงยังคงเป็นขอทาน ไม่มีร้านจิ่วเจิน ไม่มีโรงผลิต และ
ไม่มีพี่ชายที่เก่งกาจทั้งห้าคนอยู่ ตระกูลเจียงก็คงรังเกียจและดูถูกนาง
แน่”
“เจ้าคือสมบัติล ้าค่าของครอบครัวเรา หากตระกูลเจียงอยากทะนุ
ถนอมเจ้าก็ให้พวกเขาทำไป หากไม่ พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องไปทน
รับความอัดอั้นที่นั่น” จางเซียงเหลียนกล่าวพลางน ้าตาไหล “…เด็กที่
แสนวิเศษทั้งหกคนนี้ ทำไมถึงต้องแยกจากกันด้วย”
พวกเขาฝ่าฟันความยากลำบากมาด้วยกันจนถึงวันนี้ ในที่สุดก็
ได้พบกับความสุขเหมือนกับดอกไม้ที่บานในฤดูใบไม้ผลิ ในที่สุดก็
ได้พลิกผันจากโชคร้ายให้กลายเป็นโชคดี แล้วเหตุใดจึงต้องแยก
จากกันอีก
เจียงเซิงเองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน แต่ตระกูลเจียงได้ช่วยเหลือ
พี่ใหญ่ไว้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลในแง่อารมณ์หรือเหตุผล นางก็ต้องก้าว
ออกมา
เด็กน้อยอย่างนาง แค่ชอบกินของอร่อย แค่ชอบทำตัวเอาแต่ใจ
ต่อหน้าพี่ชาย ไม่ได้หมายความว่านางไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักเข้า
หาหรือถอยออก ไม่เข้าใจเรื่องการคบหาสมาคม
ฝั่งตระกูลเจียงก็ลำบากใจเช่นกัน
หากพวกเขาไม่เชิญนางกลับไปก็เหมือนจะเลือดเย็นไร้น ้าใจ ไม่
สนใจสายเลือด หากบังคับให้นางกลับไปโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึก ก็
คงจะลงมือรุนแรงเกินไป
หลังจากครุ่นคิดไปมา ก็มีเพียงเป็นเจียงเซิงเท่านั้นที่ต้องอาสา
กลับไป นางเป็นเด็กรู้ความ ต้องการขอบคุณตระกูลเจียง และ
ต้องการปูทางให้กับอนาคตของพี่ใหญ่
“ท่านป้า ท่านไม่ต้องปักปิ่นให้ข้าแล้ว” เด็กหญิงตัวน้อยลุกขึ้น
ยืน ถอดเครื่องประดับทั้งหมดออก แล้วเปลี่ยนเป็นชุดธรรมดา “แค่นี้
ก็ดีแล้ว”
นางก้าวเข้าไปหาพวกพี่ชาย เงยหน้าเอ่ยกำชับว่า “พี่ใหญ่ต้อง
ตั้งใจเรียนนะ หากตอนเตรียมตัวสอบระดับแคว้นมีคนตระกูลฟางมา
ก่อกวน ก็ให้บอกข้า ข้าจะขอให้ตระกูลเจียงมาช่วยท่าน”
“พี่สี่ต้องฝึกฝนวิชาแพทย์ให้ดี อย่าเอาแต่ร้องไห้คร ่าครวญอยู่ทั้ง
วัน มันไม่ดีต่อดวงตาท่าน”
“พี่ห้า ท่านไม่ลองสอบขุนนางบ้างหรือ แต่ก่อนยังมีข้าอยู่เป็น
เพื่อน ท่านจึงไม่ต้องทำอะไร ต่อไปข้าไม่อยู่แล้ว ท่านคงจะเบื่อแน่”
สุดท้าย นางก็หันไปมองจางเซียงเหลียนแล้วพูดว่า “ท่านป้า
ต่อไปท่านต้องทำขาหมูตุ๋นบ่อย ๆ นะเจ้าคะ พ่อครัวใหญ่บอกว่าฝีมือ
ทำอาหารถ้าไม่ก้าวหน้าก็จะถอยหลัง”
หลังจากกำชับเรื่องเหล่านี้เสร็จแล้ว นางก็เดินไปหาเหอรุ่ยด้วย
ความสงบเยือกเย็น “พาข้าไปตระกูลเจียงเถอะ”